นายสุริยะ คำปวง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพึ่งพาตนเองได้ โดยการส่งเสริมไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มจำนวนหรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับ “คน องค์กร และการบริหารจัดการ” เพื่อให้วิสาหกิจชุมชนสามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และเติบโตได้อย่างมั่นคงทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรอยู่ระหว่างการทบทวนแนวทางการขับเคลื่อนงานส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน รวมถึงการจัดทำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และทิศทางการเปลี่ยนแปลงของวิสาหกิจชุมชนในปัจจุบัน ตลอดจนสนับสนุนให้วิสาหกิจชุมชนสามารถยกระดับศักยภาพและสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น
สำหรับ การประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่น กรมส่งเสริมการเกษตรได้คัดเลือกจากระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ เพื่อค้นหาวิสาหกิจชุมชนที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น และสามารถเป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการ การมีส่วนร่วมของสมาชิก การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ตลอดจนการสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชน ในปี 2569 มีวิสาหกิจชุมชนผ่านการคัดเลือกเข้าสู่การประกวดระดับประเทศ จำนวน 6 แห่ง โดยมีผลการประกวด ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ วิสาหกิจชุมชนโรงสีข้าวพระราชทานฯ ตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 วิสาหกิจชุมชนสถาบันการเงินชุมชนตำบลไร่ขี ตำบลไร่ขี อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 วิสาหกิจชุมชนแปรรูปกาแฟ ตำบลบ้านโหนด อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา รางวัลชมเชย จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ 1. วิสาหกิจชุมชนข้าวปลอดสารพิษบ้านดอนตะโหนด ตำบลโพทะเล อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี 2. วิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจ ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม3. วิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพผู้เลี้ยงชันโรง ตำบลทับมา อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง
นายสุริยะ กล่าวเพิ่มเติมว่า รางวัลวิสาหกิจชุมชนดีเด่นไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายแห่งความสำเร็จ แต่เป็นการยกย่อง “ต้นแบบการพัฒนาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่” ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของสมาชิก การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การใช้ทรัพยากรในชุมชนให้เกิดประโยชน์ และการปรับตัวให้สอดคล้องกับโอกาสและความต้องการของตลาด ดังนั้น วิสาหกิจชุมชนที่ได้รับรางวัลจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การได้รับการเชิดชูเกียรติ แต่ยังสามารถทำหน้าที่เป็น แหล่งเรียนรู้และต้นแบบให้กับวิสาหกิจชุมชนอื่น เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และนำแนวทางที่ประสบความสำเร็จไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ อันจะนำไปสู่การยกระดับวิสาหกิจชุมชนให้มีความสามารถในการแข่งขันและสร้างรายได้แก่สมาชิกได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับ รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ประจำปี 2569 จะได้เข้ารับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในเดือนพฤษภาคม 2570 ต่อไป.-