ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
อปท.เชิญเป็นแขก ย้อนกลับ
สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ จากวงการบันเทิง สู่เส้นทางทนายของประชาชน
28 ธ.ค. 2564

พูดถึงเรื่องกฎหมายแล้ว กล่าวกันว่า ทุกคนต้องรู้กฎหมายกฎหมายจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย แล้วนำมาเป็นข้อแก้ตัวที่จะไม่ให้ต้องรับโทษนั้นหาได้ไม่ แต่ในความเป็นจริงก็กล่าวได้เช่นกันว่า ยังมีประชาชนเอีกป็นจำนวนมากที่ไม่รู้กฎหมายดังนั้นการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนของทนายความจึงเป็นภาระกิจที่สำคัญที่ต้องดำเนินการเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจและรู้เรื่องทางกฎหมายที่ควรรู้อย่างแท้จริง

สำหรับประเทศไทยไทยเราแล้ว ปัจจุบันมีทนายความหลายต่อหลายคนได้ออกมาทำภารกิจดังกล่าวให้กับประชาชนเช่นกัน ไม่ว่าจะจัดตั้งขึ้นป็นศูนย์ให้คำปรึกษาทางกฎหมายฟรีๆ หรือแม้กระทั่งออกมาตอบปัญหาทางกฎหมาย ทางสื่อต่างๆ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ เรียกว่าเป็นทนายคลายทุกข์อะไรประเภทนั้น และหนึ่งในทนายของประชาชนที่กล่าวถึง ก็คือทนายที่ชื่อ “สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์”ที่ อปท.นิวส์เชิญเป็นแขกฉบับนี้ จะพาท่านผู้อ่านมารู้จักกับบุคคลผู้นี้ให้มากขึ้น ทั้งแนวคิดและอุดมการณ์ในการต่อสู้เพื่อแสวงหาความเป็นธรรมให้กับสังคมและช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนพร้อมต่อสู้เคียงข้างความยุติธรรม

ทนายสงกานต์ในวัย 53 ปี เริ่มเล่าถึงเส้นทางชีวิตของตนเองให้เราฟังว่า ตัวเขาเป็นคนกรุงเทพฯ แต่กำเนิด เป็นลูกคนสุดท้องจากพี่น้อง 4 คน ของบ้านที่ทำอาชีพค้าขาย และด้วยสายเลือดของพ่อค้าแม่ขาย ครอบครัวจึงสอนให้เขา รู้จักดูแลตัวเอง โดยเริ่มขายไอศกรีมแท่งกลมๆ ในกระติกหวาย ฝึกให้ทำขนมปังกับซาลาเปาขาย นอกจากนี้ คุณแม่ยังบ่มเพาะคุณธรรมและศีลธรรมด้วยการให้เรียนที่โรงเรียนพุทธศาสนาในวันอาทิตย์ของโรงเรียนวัดบางพลัด จนเมื่อจบประถมศึกษาปีที่  6 ก็ได้ไปต่อ มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม สายวิทย์ - คณิต จนถึง มัธยมศึกษาปีที่ 6

ทนายสงกรานต์ เล่าให้เราฟังต่อด้วยว่า ต่อมาก็ได้มีโอกาสไปเรียนเรื่องไฟฟ้า เพราะคุณพ่อคุฯแม่อยากให้ทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า เนื่องจากพี่ชายทำงานที่การไฟฟ้าผลิตแห่งประเทศไทย เลยขึ้นเหนือไปเรียนด้านไฟฟ้าที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่เมื่อได้เรียนแล้ว 6 เดือน รู้สึกไม่ชอบ จึงหันมาเรียนในศาสตร์ที่สนใจ อย่างนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยสยาม และจบภายใน 3 ปีครึ่ง แบ้วมาต่อปริญญาโท ด้านนิติศาสตร์มหาบัณฑิต เอกกฎหมายอาญา มหาวิทยาลัย Eastern Asia ซึ่งใช้เวลา 2 ปีครึ่ง ก็จบการศึกษา นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสเข้าอบรมที่สถาบันพระปกเกล้า โควตารุ่นผู้บริหารพรรคการเมืองกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย (พปป.4) และผู้นำการเมืองยุคใหม่ รุ่น 6 (นมป.6) และ หลักสูตรพระปกเกล้า หรือ (ปปร. 21) ในเวลาต่อมาด้วย

ทนายสงกรานต์ เล่าถึงเส้นทางชีวิตการก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยว่า ระหว่างเรียนได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่ให้โอกาสในวงการบันเทิง เป็นนักแสดงอิสระ เนื่องจากมีโอกาสได้รู้จัก คุณต๊ะ นิรัตติศัย กัลย์จาฤก บิ๊กบอส ค่ายกันตนา จึงเริ่มต้นสู่สายบันเทิงจากการเป็นตัวประกอบที่ไม่มีบท ซึ่งตอนนั้นค่าตัวประมาณ 200-300 บาท จนได้รับบทที่มีบทบาทในละคร ก็ได้ค่าแสดงประมาณ 2,700 บาท จนผู้ใหญ่เมตตาให้โอกาสได้เล่นหนัง ประเดิมเรื่องแรกคือ เพชรตาแมว ที่ออกอากาศช่อง 5 และยังมีสนามเป้า ใครผิดใครถูก ช่อง 7 รวมถึง พยัคฆ์ยี่เก และขนมต้มที่แสดงกับสมรักษ์ คำสิงษ์ ละคร ใครผิดใครถูก ที่ช่อง 7 และเรื่องดอกไม้ริมทาง ช่อง 5 เป็นต้น

เส้นทางเหมือนจะก้าวสู่วงการบันเทิงอย่างเต็มตัว และด้วยความรู้ด้านกฎหมายและความเมตตาของผู้ใหญ่ใจดี จึงได้มีโอกาสจัดทำรายการกับช่องสถานีต่างๆ มากมาย โดยเริ่มรายการแรกที่ อัมรินทีวี ช่อง34 ในการเป็นผู้ดำเนินรายการ คลายทุกข์ชาวบ้าน ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของเขาในการจัดรายการเพื่อให้ความรู้และให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย ต่อมาก็ไปอ่านข่าวที่ช่อง 33 หรือช่อง 3 HD เป็นผู้ดำเนินรายการโหนกระแสแต่เช้า โดยพี่หนุ่ม กรรชัย เป็นผู้ชักชวน จากนั้นก็ยังได้ทำที่สถานณีโทรทัศน์ เนชั่น ช่อง 22 ในรายการ หมอความมหาชน และได้มาทำที่ไทยรัฐทีวีช่อง 32 ในรายการเตะผ่าหมากยกกำลัง 32 ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นรายการที่ตอบเป้าประสงค์ของตัวเองได้อย่างดี เพราะเป็นรายการที่ให้ความรู้ประชาชน แล้วเป็นการนำปัญหาต่างๆ มาบอกกล่าวให้ภาครัฐรับรู้และดำเนินการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน

สำหรับแรงผลักดันให้อยากเป็นทนายความ ทนายสงกรานต์บอกว่า มีจุดเริ่มต้นมาจากที่ได้โอกาสทำรายการ “ปิดทองหลังพระ” กับทางช่อง 9 อสมท. ทุกวันหยุดนักขัตฤกษ์ ซึ่งมีเนื้อหาที่นำคดีต่างๆ ของตำรวจที่ทำงานในลักษณะไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นมานำเสนอเป็นแบบละครสั้นประมาณ 30 นาที และได้รับรางวัลจากสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย และจากองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย รวมทั้งยังได้คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี สนับสนุนเป็นสปอนเซอร์ แต่ต่อมารายการกลับหลุดผังโดยไม่ได้ตั้งตัว ทำให้รายการที่ถ่ายเก็บไว้ไม่ได้ออกอากาศ เกิดประสบปัญหาด้านการเงินและขาดทุนเป็นหนี้เกือบ 3 ล้านบาท จนมีคดีขึ้นโรงขึ้นศาล แต่ระหว่างสู้คดี มีอยู่วันหนึ่งทนายของตนเองกลับจำวันนัดผิดพลาด ทำให้คดีเสียหาย นั่นถือเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้อยากเป็นทนายความ เพราะเชื่อว่า  ด้วยความรู้ที่ตัวเองมี จะสามารถช่วยสังคมโดยเฉพาะประชาชนตาดำๆ ที่อาจไม่รู้เรื่องกฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรม ให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างที่ควรจะเป็น

สำหรับคดีแรกที่ทนายสงกานต์ได้ทำในฐานะทนายความและกลายเป็นที่โจทย์ขานในวงกว้าง คือ คดีพระสมเด็จเหนือหัว ที่นายสิทธิกร บุญฉิม ประธานบริษัท ไดมอนด์ ฮิลล์ จำกัด หรือที่รู้จักในชื่อ เสี่ยอู๊ด ได้ฉ้อโกงประชาชนกรณีโฆษณาหลอกลวงให้ประชาชนเช่า “พระสมเด็จฯ” เนื่องจากตนเองได้มีโอกาสไปเช่าพระสมเด็จเหนือหัว เช่นกัน โดยสมัยนั้นถือว่าดังมาก เสี่ยอู๊ดได้อ้างว่าพระสมเด็จฯ สร้างจากมวลสารดอกไม้พระราชทานและผ้าไตรพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อจัดสร้างพระคราวนี้เป็นการเฉพาะ

“แต่เมื่อเราตรวจสอบ พบว่ามันไม่เป็นจริง ผมและผู้เสียหายจำนวนมากจึงไปร้องทุกข์กล่าวโทษที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมเป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท ไดมอนด์ฮิลล์ จำกัด เสี่ยอู๊ด และนายก้องไกร ลิ้มจรูญ เป็นจำเลย เรื่องละเมิดเรียกค่าเสียหาย จำนวน 399,999 บาท และต้องรับโทษตามกฎหมาย จากการสืบหาคนผิดมารับโทษ และคดีดังกล่าวยังได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งเครือข่ายต่อต้านบ่อนทําลายชาติ พระมหากษัตริย์”

นอกจากนี้ทนายสงกรานต์ยังได้ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนอีกหลายคดีและเป็นที่กล่าวขวัญมากมายในสังคม อาทิ คดีหญิงไก่ ที่เคยแอบอ้างใกล้ชิดเบื้องสูง คดีน้องจูงที่เป็นภรรยานายทหารชั้นสัญญาบัตร ถูกทำร้ายตีด้วยด้ามปืนจนบาดเจ็บสาหัสและหน้าเสียโฉมซึ่งได้ประสานงานให้กองทัพบกเข้ามาดำเนินการ จนดำเนินคดีกับทหารคนนี้ได้ สิ้นเดือนนี้จะมีคำพิพากษาที่ตัวนายทหารยศร้อยโท เป็นจำเลยฐานความผิดพยายามฆ่า

“อีกคดี ป.ปลาตากลม เน็ตไอดอลสาว ที่ถูกแม่ผัวยิงด้วยอาวุธปืน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้อ้างว่า ป.ปลาตากลม ฆ่าตัวตายเอง แต่หลังจากที่แม่เขาได้มาดักรอเจอเราที่กองปราบปราม เอาป้ายต่างๆ มาดักรอเจอ เขาก็ขอความช่วยเหลือว่าลูกเนี่ยไม่ได้ฆ่าตัวตายแน่นอน ลูกเขาน่าจะถูกฆ่าเนื่องจากได้เห็นศพ มีการลากผู้เสียชีวิต ขณะที่รอยยิงปืนมีพิรุธ เพราะยิงจากมือข้างไม่ถนัด และก็มีการล้างคราบเลือด พอทาง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล สั่งให้กองปราบปรามสอบสวนผลปรากฏว่า สามารถดำเนินคดีแม่ผัวและสามีของผู้ตาย รวมถึงคนเอาอาวุธมาขายได้”

นี่เป็นเพียงคดีบางส่วนที่ได้ช่วยเหลือสังคมและกลายเป็นคดีโด่งดังระดับประเทศ หลายคดีเป็นคดีที่กระบวนการยุติธรรมอาจยังเข้าไม่ถึง หลายคดีเป็นคดีที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลหรือคนมีสี แต่ทนายสงกานต์ ก็ยังคงตั้งเป้าสู้เพื่อความถูกต้อง โดยไม่ย่อหย่อนหรือยอมให้กับอยุติธรรมที่มีอยู่ในสังคม

เมื่อถามถึงประสบการณ์การเป็นทนายความมา 14-15 ปี ได้มองเห็นอะไรจากกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยบ้างทนายสงกานต์ ตอบด้วยเสียงที่หนักแน่นว่า“ต้นทางกระบวนการยุติธรรมสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองก็ดี อย่างล่าสุดมีผู้เสียหายเป็นสองพี่น้องในคดีอาญา โดยทรัพย์สินที่บ้านถูกญาติเอาไป จึงไปแจ้งความกับโรงพักแห่งหนึ่งของนครบาล ปรากฏว่าฝ่ายสืบสวนเอาคำให้การของผู้เสียหายไปให้กับฝ่ายผู้ต้องหา ฝ่ายผู้ต้องหาก็นำไปฟ้องคดีต่อศาล ทำให้ศาลมีคำพิพากษาจำคุกสองพี่น้องนี้ โดยพี่ผู้ชายโดยจำคุก2 ปี คนน้องผู้หญิงจำคุก 1 ปีไม่รอลงอาญา จนเราได้เข้ามาช่วยดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวน ที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตัวศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องว่ารับโจทย์พยานหลักฐานแล้ว ดังนั้นกระบวนการยุติธรรมของไทย ต้นทางสำคัญที่สุด ตำรวจ อัยการ ศาลก็ดี ทนายความช่วยกระบวนการยุติธรรมได้อย่างยิ่งเลย”

ปัจจุบัน ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ยังคงเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย และยังเป็นผู้ดำเนินรายการ โหนกระแสแต่เช้า เตะผ่าหมากคูณ 32 และเนชั่น ในรายการหมอความมหาชน พร้อมทั้งเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นผู้แต่งตั้ง แต่ไม่ว่าจะในฐานะใด เขาก็ยังคงเป็นทนายผู้ตงฉินและมีเป้าหมายที่จะให้ความรู้ด้านกฎหมายกับประชาชนพร้อมต่อสู้กับความอยุติธรรมเพื่อให้ความยุติธรรมบังเกิดในสังคมต่อไป

 

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 16-31 มกราคม 2565
อปท.เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
10 ม.ค. 2565
สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ทีเส็บ” เป็นหน่วยงานที่เน้นการจัดอีเวนต์ทางธุรกิจของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านภูมิปัญญาและโซลูชั่นที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการบริการที่แข็งแกร่ง และวิธีการใหม่ๆ ในการร่วมสร้าง...
หนังสือในเครือ
สุดยอดผู้นำท้องถิ่นแห่งปี 2558