สปสช. เผย ‘คลินิกทันตกรรมชุมชนอบอุ่น’ ภายใต้ 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ช่วย ปชช. เข้าถึงบริการเบื้องต้นมากขึ้น – ลดความแออัดและภาระงานใน รพ.รัฐ หมอฟันมีเวลารักษาผู้ป่วยโรคซับซ้อน ส่วนที่ต้องกำหนด 3 ครั้ง/คน/ปี เพราะคำนวณแล้ว ‘กองทุนบัตรทองเดินต่อได้ - ปชช. ได้ประโยชน์’ อีกทั้งหากเกิน 3 ครั้ง ยังสามารถไปรับบริการที่หน่วยบริการประจำได้เหมือนเดิม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า การขยายบริการด้านทันตกรรม โดยเพิ่มคลินิกทันตกรรมเอกชนเข้ามาร่วมให้บริการ ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ภายใต้โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว โดยภาพรวมมีทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากประชาชนสามารถรับบริการดูแลสุขภาพช่องปากเบื้องต้น 5 รายการ ได้แก่ การขูดหินปูน การอุดฟัน การถอนฟัน การเคลือบหลุมร่องฟัน และการเคลือบฟลูออไรด์ ได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องรอคิวนาน หรือรอให้เป็นหนักก่อนแล้วค่อยมารับการรักษา อีกทั้งในแง่ของเครือข่ายการให้บริการ ยังช่วยลดความแออัดและภาระงานในโรงพยาบาล รวมถึงทันตแพทย์ในโรงพยาบาลก็มีเวลาสำหรับให้การรักษาผู้ป่วยที่มีโรคซับซ้อนได้มากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ จากการดำเนินการที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีคลินิกทันตกรรมเอกชนสมัครเข้าร่วมโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว รวมทั้ง 2 เฟส ในระบบบัตรทอง จำนวน 106 แห่ง และได้ให้บริการประชาชนไปแล้วประมาณ 10,000 คน ในจำนวนนี้ คิดเป็นการมารับบริการมากกว่า 15,000 ครั้ง หรืออัตราการมารับบริการเฉลี่ยคือ ประชาชน 1 คน มารับบริการ 1.5 ครั้ง โดยประชาชนที่ไปใช้บริการต่างให้คำตอบว่า มีความสุขมาก เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และการเข้าถึงบริการก็ใช้เวลาน้อย ไม่ต้องรอคอยนานเหมือนเมื่อก่อน อีกทั้งคลินิกทันตกรรมก็มีการกระจายออกไปมากขึ้น
ทพ.อรรถพร กล่าวอีกว่า เหตุที่ สปสช. กำหนดให้ประชาชนสิทธิบัตรทอง ไปรับบริการได้เพียง 3 ครั้งต่อคนต่อปี เนื่องจาก ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่จะมีการขยายบริการในลักษณะนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งได้คำนวณแล้วว่า ในอัตราการมารับบริการจำนวนนี้ จะสามารถทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีความจำเป็นได้มากขึ้น และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือกองทุนบัตรทองยังสามารถดำเนินต่อไปได้ ที่สำคัญแม้ในการมารับบริการที่คลินิกทันตกรรม 1 ครั้ง จะจำกัดอยู่ที่ 1 รายการบริการ แต่ในการรับบริการจริง หากทันตแพทย์พบว่า ฟันมีปัญหาหลายซี่ และไม่มีความซับซ้อนในการรักษา ก็สามารถรักษาให้จบได้ อาทิเช่น ฟันผุ 4 ซี่ ก็อุดฟันทั้ง 4 ซี่ได้เลย โดยนับเป็นการใช้บริการเพียงครั้งเดียว
“ขึ้นอยู่กับสุขภาพช่องปากของแต่ละคนและดุลยพินิจของทันตแพทย์ด้วยว่า จะวางแผนในการรักษาอย่างไร เพราะบางกรณีแม้ฟันผุ 4 ซี่เหมือนกัน แต่มีความซับซ้อนมากกว่า การอุดฟันก็อาจทำได้เพียงครั้งละซี่ ต่อการมารับบริการ 1 ครั้งก็ได้ อย่างไรก็ตาม หากประชาชนไปใช้สิทธิรับบริการที่คลินิกทันตกรรมครบ 3 ครั้งแล้ว และมีปัญหาสุขภาพช่องปากที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อ ก็ยังสามารถไปรับบริการได้ที่หน่วยบริการประจำของตนเอง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเหมือนเดิม” ทพ.อรรถพร กล่าว
ด้าน ทพ.ธงชัย วชิรโรจน์ไพศาล อุปนายกทันตแพทยสภา คนที่ 1 กล่าวว่า ทันตแพทยสภา มองภาพของคลินิกทันตกรรมที่เข้าร่วมในโครงการนี้ว่า เป็นหน่วยบริการปฐมภูมิ การให้บริการจึงไม่ใช่แค่ขูดหินปูน ถอนฟัน อุดฟัน แต่จะดูแลประเมินความเสี่ยงของสุขภาพช่องปากของผู้รับบริการและวางแผนการรักษาทั้งหมด จากนั้นจึงจะทำหัตถการที่จำเป็น ซึ่งในขณะนี้ สปสช. กำหนดให้ใช้สิทธิรับบริการได้ฟรีไม่เกิน 3 ครั้ง/ปี ดังนั้น หากปัญหาสุขภาพในช่องปากยังรักษาได้ไม่หมด ในครั้งที่ 4, 5 หรือ 6 ก็สามารถไปรับบริการต่อที่โรงพยาบาลรัฐ หรือถ้าสามารถจ่ายได้เองก็ไปรับบริการต่อเนื่องที่คลินิกได้เลย
“ปัจจุบันมีคลินิกทันตกรรมเอกชนทั่วประเทศ ประมาณ 7,000 แห่ง ถ้าหักคลินิกในพื้นที่ กทม.ออก จะเหลือประมาณ 4,000 กว่าแห่ง ในจำนวนนี้ ทันตแพทยสภาตั้งเป้าว่า จะมีคลินิกทันตกรรมเอกชนเข้าร่วมประมาณ 25% หรือประมาณ 1,000 แห่ง”
ทางด้านผู้ประกอบการคลินิกทันตกรรมที่ร่วมให้บริการภายใต้โครงการ ในระบบบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว อย่างเช่น ทพ.อดิเรก วัฒนา ผู้ก่อตั้งคลินิกทันตกรรม ทันตแพทย์อดิเรก จ.แพร่, ทพ.โปรัตน์ อยู่ไทย คลินิกทันตกรรมโปรัตน์ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี, ทพ.นฤชิต ทองรุ่งเรืองชัย เจ้าของคลินิกโนนสังทันตกรรม อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู ต่างให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า การที่คลินิกทันตกรรมเข้ามาร่วมให้บริการประชาชน ในโครงการดังกล่าวนี้ เกิดคุณประโยชน์กับทุกฝ่าย เพราะนอกจากจะสามารถลดความแออัดของโรงพยาบาลรัฐแล้ว ประชาชนเองก็มีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก กับการไปใช้บริการที่คลีนิคทันตกรรมที่เข้าร่วมโครงการกับ สปสช. ขณะเดียวกันคลีนิคทันตกรรมเองก็จะเป็นที่รู้จักของประชาชนมากขึ้น และมีผู้ไปขอรับบริการมากขึ้นด้วย