วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 10.00 น. ที่อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ปะยาง บ้านแม่ขมิง ตำบลสรอย อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะลงพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง รวมถึงการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ โดยมีนาย วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่เขต 3 พรรคเพื่อไทย และนายคุณากร คชหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ พร้อมข้าราชการและประชาชน นายอนุวัธ วงค์วรรณ นายก อบจ.แพร่ ให้การต้อนรับ ในโอกาสนี้ได้รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับประวัติและที่มาของอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ปะยาง รวมถึงโครงการขุดลอกตะกอนดินลำห้วยแม่ปะยาง ซึ่งดำเนินการโดยกรมการทหารช่าง พร้อมรายงานผลลัพธ์ของโครงการ
ทั้งนี้มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และกองทัพบก ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2556 โดยก่อนหน้านี้ ในปี 2544 บ้านแม่ขมิงเคยประสบเหตุการณ์น้ำหลากและดินถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 40 ราย และพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายจำนวนมาก กระทั่งในปี 2546 กรมชลประทานได้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ปะยางขึ้นเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำหลากและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ยังไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ชาวบ้านจึงได้ริเริ่มฟื้นฟูป่าชุมชนและพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มเติม ในปี 2563 มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ และกองทัพบก โดยกรมการทหารช่าง ได้เข้ามาช่วยฟื้นฟูและขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ปะยาง ส่งผลให้มีความจุเพิ่มขึ้น รองนายกรัฐมนตรีและคณะยังได้รับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับแผนขุดลอกแก้มลิงห้วยแม่กระต๋อม จากพันเอก กิตติภูมิ สุริโยดร ผู้บังคับกองพันทหารช่างที่ 111 และแผนบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ปะยางเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร จากนายอัจฉริยะพงษ์ ปันฟอง กำนันตำบลสรอย และประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำบ้านแม่ขมิง
จากปัญหาน้ำไม่เพียงพอ ชาวบ้านได้ร่วมกันฟื้นฟูป่าชุมชน และตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ได้ใช้ข้อมูลสารสนเทศน้ำจากศูนย์บริหารจัดการน้ำจังหวัดแพร่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์และวางแผนแก้ปัญหาน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนขึ้นมาดูแล นอกจากนี้ ยังมีการฟื้นฟูป่าต้นน้ำในพื้นที่ 389 ไร่ และสร้างฝายชะลอน้ำปีละ 100 ฝาย รวมถึงสระแก้มลิง 40 สระ ทำให้มีน้ำใช้ตลอดปี อีกทั้งยังปรับเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูกจากพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ ส่งผลให้เกิดผลผลิตที่หลากหลายและสร้างรายได้ให้กับชุมชนมากถึง 7.75 ล้านบาทต่อปี
นายภูมิธรรมกล่าวว่าการลงพื้นที่ติดตามปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในครั้งนี้ ได้เห็นว่าโครงการบริหารจัดการน้ำในจังหวัดแพร่เป็นต้นแบบที่ดี เนื่องจากใช้งบประมาณน้อย แต่ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ ท้องถิ่น กองทัพ และประชาชน เขายังเน้นย้ำว่าแนวทางนี้ควรได้รับการขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน พร้อมให้การสนับสนุนและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อผลักดันให้โครงการนี้เกิดขึ้นโดยเร็ว
โดย กัญญสร ถิ่นทิพย์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดแพร่ 0832619515