“อินโนพาวเวอร์” เดินหน้ายึดตลาด RECs ผ่านกลยุทธ์ “พันธมิตรพิชิตคาร์บอน (Decarbonization Partner)”วางเป้าหมายปี 68 โตอีกกว่า 38% พร้อมขยายการให้บริการจากภาคองค์กรขนาดใหญ่ (Corporate) ไปสู่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงบุคคลทั่วไป เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างครอบคลุมทุกภาคส่วน คาดสิ้นปี 2568 ธุรกิจจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมาได้รวมราว 4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ในเดือน มี.ค. 2568 นี้ บริษัทฯ จะเปิดตัวธุรกิจ REC Aggregator ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการตรวจรับรอง “ใบรับรองการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน หรือ REC” โดยธุรกิจดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าบนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) สามารถแปลงปริมาณไฟฟ้าสะอาดที่ผลิตได้เป็น REC โดยบริษัทฯ จะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและนำ REC ที่สะสมได้ไปจำหน่ายให้ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใบรับรองการผลิตไฟฟ้าสีเขียวดังกล่าว สำหรับใช้ดำเนินธุรกิจต่อไป
เบื้องต้นตั้งเป้าแปลงไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปเป็น REC จากกลุ่มบ้านอยู่อาศัยจำนวน 100 ราย และกลุ่มผู้ประกอบการที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่ประมาณ 30-50 ราย เพื่อทดลองระบบจริง ก่อนจะขยายเพิ่มมากขึ้นต่อไป เบื้องต้นคาดว่าราคาเฉลี่ย REC จะอยู่ที่ 60-70 บาทต่อหน่วย
โดยผู้เข้าร่วมโครงการนี้จะสามารถแปลงปริมาณไฟฟ้าสะอาดที่ผลิตได้เป็น REC ผ่านแพลตฟอร์มของบริษัทฯ ซึ่งช่วยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้พลังงานสะอาดผ่านการซื้อขายในตลาดพลังงานหมุนเวียน โดยบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อขยายการรับรู้และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแพลตฟอร์ม พร้อมตั้งเป้าหมายเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถใช้งานได้
นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวธุรกิจการซื้อขายและบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต โดยคาดว่าในไตรมาสที่ 3 จะเปิดบริการ Carbon Credit Aggregator ซึ่งบริษัทจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมคาร์บอนเครดิตจากการชาร์จไฟฟ้าจากเครื่องชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง (DC Charger) และนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอน
ในเฟสต่อไปของโครงการ มีแผนที่จะต่อยอดสู่ผู้ใช้รถ EV โดยทุกระยะทางการขับขี่จะสามารถแปลงเป็นคาร์บอนเครดิตและนำไปขายได้ ซึ่งโครงการนี้จะช่วยทำให้การเข้าถึงพลังงานสะอาดเป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัวทุกคนมากขึ้น
“การขยายบริการด้าน Decarbonization ไปสู่รายย่อยจะช่วยเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดเทคโนโลยีพลังงานที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และด้วยกลยุทธ์ ‘Decarbonization Partner’บริษัทฯมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในตลาดคาร์บอนต่ำและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน” นายอธิปกล่าว
สำหรับปี 2568 บริษัทได้วางเป้าหมายรายได้รวมไว้ที่ 400 ล้านบาท ขยายตัวประมาณ 38% เมื่อเทียบกับปี 2567 และจะเพิ่มพันธมิตรธุรกิจได้มากกว่า 30% โดยจะขยายกลุ่มเป้าหมายสู่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมเพิ่ม ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เมื่อรวมยอดสะสมตั้งแต่ปี 2565 จะรวมลดคาร์บอนได้ราว 4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยบริษัทยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์ ‘พันธมิตรพิชิตคาร์บอน’ ซึ่งเน้นการเป็นพันธมิตรที่ช่วยให้ลูกค้าลดคาร์บอนอย่างยั่งยืน โดยครอบคลุมความต้องการของลูกค้าแบบครบวงจร (End-to-End Solution)
ส่วนโซลูชันใหม่ที่บริษัทฯ เปิดตัวในเดือนม.ค. 2568 คือ ธุรกิจที่ปรึกษาและบริการด้าน Decarbonization ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสนับสนุนกลยุทธ์ โดยให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ครอบคลุมตั้งแต่ การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การวางกลยุทธ์การลดการปล่อยก๊าซ การทวน และการให้คำปรึกษาด้านพลังงาน เพื่อสนับสนุนองค์กรต่าง ๆ ในการบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ