หากเราจะโฟกัส หรือมองหาคนหนุ่มไฟแรงในยุคสมัยนี้แล้ว หนึ่งในคนหนุ่มเหล่านั้น ชื่อของ “ธนันท์วรุตม์ ลิ้มทรงพรต” หรือ “คุณแม็ก” ย่อมมีอยู่อย่างแน่นอน เพราะการเติบโตของเขาไม่ธรรมดา เพราะถึงปัจจุบัน เขามีเครือข่ายธุรกิจแตกแขนงออกไปอย่างมากมาย และจากนักธุรกิจหนุ่มหัวก้าวหน้าที่มีความคิดแหลมคม ครั้งหนึ่งจึงได้ส่งให้เขาได้เข้าไปนั่งเป็นที่ปรึกษา รัฐมนตรีช่วยมหาดไทยอย่างคาดไม่ถึง มาถึงวันนี้ เขากำลังทำอะไร และจะก้าวไปสู่เป้าหมายแห่งใด จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง
“ธนันท์วรุตม์ ลิ้มทรงพรต” หรือ “คุณแม็ก” เป็นหนึ่งในทายาทของ “ศรีสมบูรณ์กรุ๊ป” อาณาจักรธุรกิจที่เติบโตขึ้นที่จังหวัดลพบุรี กล่าวกันว่า ปัจจุบันมีบริษัทในเครือกว่า 16 บริษัท เช่น บริษัท ศรีสมบูรณ์ ธุรกิจเซนเตอร์ จำกัด เป็น Trading, บริษัท ศรีสมบูรณ์ ลิสซิ่ง จำกัด ทำธุรกิจเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้ารถจักรยานยนต์, บริษัท ทองมงคลอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด ผลิตน้ำมันปาล์ม และจำหน่ายน้ำมันปาล์ม, บริษัท ทีเอ็มเค เอ็นเนอร์จี จำกัด เป็นบริษัทเกี่ยวกับการผลิตกระแสไฟฟ้าและโรงไฟฟ้า, บริษัท เบญจทรัพย์ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด ทำเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และบริษัท เอ็ม เอ จี เฮลตี้แคร์ จำกัด ทำเกี่ยวกับอาหารเสริม รวมมูลค่าธุรกิจในเครือทั้งหมดกว่าหลายพันล้านบาท
และในปี 2566 เขายังได้รับการแต่งตั้งให้ไปนั่งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย “เกรียง กัลป์ตินันท์” ในสมัยรัฐบาล “เศรษฐา ทวีสิน” อีกด้วย ในวัย 35 ปี
คุณแม็ก ที่วันนี้ในวัย 37 ปี ได้มานั่งเป็นแขกรับเชิญพูดคุยกับ อปท.นิวส์ เริ่มเปิดเผยว่า ครอบครัวเขาและตัวเขาเป็นคนพื้นเพจังหวัดลพบุรี แต่มาเติบโตที่กรุงเทพฯ โดยมีคุณพ่อเป็นคนลพบุรี และคุณแม่เป็นคนประจวบคีรีขันธ์ ทั้งสองท่านทำธุรกิจที่จังหวัดลพบุรี ซึ่งทางบ้านถือได้ว่ามีฐานะ จึงมีบ้านอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วย อย่างไรก็ตาม ในวัยเด็กชั้นประถมศึกษา เขาเรียนที่จังหวัดลพบุรี และมาต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โดยมีเพื่อนร่วมรุ่นชื่อดังอาทิ พิธีกร ‘เปอร์’สเปคทีฟ - สุวิกรม อัมระนันทน์ และดาราชื่อดัง “บิ๊ก - ทองภูมิ สิริพิพัฒน์”
สำหรับในระดับปริญญาตรี คุณแม็ก เล่าให้ฟังว่า แรกเริ่มเขาได้เข้าเรียนที่ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ (SIIT : Sirindhorn International Institute of Technology) ที่ศึกษาด้านวิทยาศาสตร์กับด้านวิศวกรรมศาสตร์ แต่รู้สึกไม่ใช่ทางของตนเอง จึงหันมาเลือกศึกษาที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรนานาชาติ แทน จนจบหลักสูตร เมื่ออายุประมาณ 21-22 ปี หลังจากนั้นไปประเทศจีนเพื่อเรียนภาษาจีน ตามความต้องการของคุณพ่อที่เคยปรารภไว้ก่อนถึงแก่กรรมเมื่อปี 2550 ที่ต้องการให้ได้เรียนภาษาจีน
“พอกลับมาจากจีน ช่วงนั้น ปี 54 จำได้ว่า เป็นช่วงน้ำท่วม ก็รอบกรุงเทพฯ ทั้งหมดแล้ว ตอนนั้นก็เริ่มมองหาธุรกิจอะไรที่มันเป็นเรียกว่า Passive Income จริงๆ ที่ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร จะขึ้นหรือลง รายได้เรายังคงอยู่ ตอนนั้นเป็นช่วงที่โรงไฟฟ้า เรื่อง Green Energy กำลังบูม ก็เลยมองถึงตัวนั้น ผมจำได้ว่าช่วงนั้น ผมเป็นช่วงแรกๆ เลยนะครับ ก่อนที่จะมาบูมจริงๆ จังๆ ผมเป็น adder รุ่นสุดท้ายที่ได้ทำสัญญากับ กฟผ.”
“เราก็มองว่า เมื่อเราได้ทำสัญญากับ กฟผ. เรามีรายได้แน่นอนแล้ว สิ่งที่เราต้องกังวลต่อมาคือ เรื่องของต้นทุนที่เราต้องควบคุมไว้ไม่ให้มันขึ้น เพื่อให้กำไรเราเหลือ ก็ไปปรึกษาคุณแม่ คุณแม่เป็นคนประจวบฯ เรามีสวนปาล์มอยู่บ้าง แล้วก็มาคุยกับอากู๋ว่า มีใครบ้างที่สนใจอยากทำโรงงานน้ำมันปาล์ม แล้วมาร่วมทำกัน สุดท้ายก็มีคนที่อยากทำพอดี ซึ่งเขาก็หาผู้ร่วมลงทุนเช่นกัน ก็เลยมาร่วมกัน จนวันนี้ผ่านมา 10 ปี โรงงานน้ำมันปาล์ม ทองมงคลอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม อันนี้ผมกล้าพูดว่า ผมเป็นคนริเริ่มต้น จากสวนปาล์มที่มีกระต็อปปูน ได้เข้าไปทำงานอยู่ในนั้น ไม่มีแอร์ อยู่คนเดียว แล้วก็ทีมงานที่เป็นมีพี่ๆ ที่เป็นพาร์ตเนอร์ ก็ช่วยกันดู เริ่มจากตรงนั้นเลย คือเริ่มจากศูนย์เลย แล้วก็เดินทางไปดูเครื่องจักร ไปดูโรงงานที่เขาทำมาก่อนแล้วในต่างประเทศ เช่น ที่มาเลเซีย ฯลฯ” คุณแม็ก เล่าถึงจุดเริ่มต้นการแตกแขนงธุรกิจของเขา
อย่างไรก็ตาม คุณแม็ก เล่าต่อด้วยว่า ขณะโรงงานน้ำมันกำลังเริ่มดำเนินการ ก็ต้องไปเรียนต่อปริญญาโท ตามคำขอของคุณแม่ อีก ประมาณปีครึ่งที่ University of Reading ประเทศอังกฤษ สาขา Entrepreneur ที่เป็นศาสตร์เกี่ยวกับการบริหารคน บริหารระบบ หรือคือบริหารเพื่อเป็นเจ้าของธุรกิจ ซึ่งในประเทศไทยตอนนั้นยังไม่มีหลักสูตรนี้ จากวันนั้นอายุ 27 ปี จนถึงตอนนี้ 37 ปี เรามีโรงงานน้ำมันปาล์มแล้ว 2 โรง อยู่ที่สามร้อยยอด 1 โรง อยู่ที่บางสะพาน 1 โรง และมีโรงไฟฟ้าที่ต่อยอดมาจากโรงงานน้ำมันปาล์มอีก 1 แห่ง
คุณแม็ก ยังคงไม่หยุดนิ่งในความคิดและการขยายธรกิจ โดยบอกว่า เนื่องจากเขามีความคิดที่ว่า ไม่อาศัยตะกร้าใส่ไข่ใบเดียว เพราะหากวันหนึ่งธุรกิจตัวหนึ่งตกก็ยังมีอีกตัวหนึ่งมาช่วย ดังนั้น เมื่อกลับจากประเทศอังกฤษ ก็เริ่มสนใจธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ และก็ไปปรึกษาคุณแม่ “ต้องกราบขอบคุณคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกท่านรักลูกมาก หาเงินมาได้ก็เก็บไว้ให้ลูกๆ โดยนำไปซื้อที่ดินไว้ ก็เลยคิดเริ่มต้นมาสร้างอาคารพาณิชย์เล็กๆ ก่อน สัก 9 ห้อง ตอนนั้นก็ลงมือเองเหมือนเช่นเคย ลงเสาเข็มเอกเอง คุมงานเอง ก็เริ่มที่ลพบุรี ไม่น่าเชื่อว่าภายใน 1 ปี ขายหมด ต่อมาก็มีอพาร์ตเม้นต์ ส่วนนี้จะมีพี่ชายช่วยดูแล เพราะอันนี้มีสเกลที่ใหญ่ขึ้นก็มาช่วยกันสร้าง ก็ปักหลักที่ลพบุรี เพราะที่นี่คือจุดเริ่มต้น”
จากจุดนี้เมื่อประสบความสำเร็จ ก็ก้าวขึ้นมาทำหมู่บ้าน เฟส 1 ทำ 12 เฟส 2 อีก 12 หลัง เป็น 24 หลัง เฟส 1 ไปเจอช่วงโควิดพอดีเลย แต่เชื่อหรือไม่ สามารถปิดโครงการได้ 3 เดือน ปิด 12 หลัง เป็นกลุ่มลูกค้าชั้นบนหมด หลังละ 4,700,000 – 4,800,000 บาท เฟส 2 ก็ 5 ล้านกว่า อาคารพาณิชย์ก็ขาย 4,500,000 บาท โดยจับลูกค้ากลุ่มบนทั้งหมด เน้นฟังชั่น ตอบโจทย์ลูกค้า ใช้ของคุณภาพดี
ส่วนเหตุผลที่ประสบความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง คุณแม็กบอกว่า“ผมคิดอย่างเดียวว่า ทำอสังหาฯ ยังไงก็ได้ ที่ทำแล้วเราอยากอยู่ ถ้าทำอสังหาฯ แล้วเราไม่อยากอยู่ อย่าทำนะ นั่นแปลว่าคุณทำคุณไม่นึกถึงจิตใจของคนที่เขาจะมาซื้อ เราเองยังไม่อยากอยู่เลย แล้วใครจะอยากจะมาซื้อ เราทำเราต้องคิดเลือกแบบ ผมเวลาจะหาแบบนี่ ผมหาแบบทุกอย่าง จาก google แบบจากเมืองนอก ยังไงก็ได้ ให้ดูโมเดิร์น ให้ดูทันสมัย ให้ดูดีที่สุด ตอนนี้ก็กำลังจะขึ้นอีก 2 โครงการ เป็นทาวน์โฮม 12 ยูนิต กับอาคารพาณิชย์ 9 ยูนิต และอพาร์ตเม้นต์ 60 กว่าห้อง ราคาก็ตกประมาณ 4 ล้านกว่า”
แต่ความสำเร็จนั่นก็มิได้ทำให้คุณแม็กหยุดยั้ง เขาบอกต่ออีกว่า ตัวเขาเคยเข้า Private Fund, Private Wealth ของธนาคารแต่ละธนาคารมาแล้ว บางธนาคารก็อยู่ต่างประเทศ แต่สุดท้ายแล้วก็เกิดคำถามว่า ใครจะดูแลเงินได้ดีเท่ากับตัวเรา ก็เลยไปชวนพี่สาวคนหนึ่งที่นับถือกันมาก ที่อยู่ในแวดวงการเงิน มาเป็นพาร์ตเนอร์ในการทำที่ปรึกษาหลักทรัพย์ โดยหลักก็มาดูแลให้คำปรึกษาด้านการเงินแก่ธุรกิจในเครือข่าย และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งแขนงธุรกิจที่คุณแม็กก่อร่างสร้างขึ้นมา
คุณแม็ก ยังบอกอีกว่า หลังจากนั้นก็มาทำ “right now” จากเดิมที่เป็น production house หันมาทำรับงาน Event กับ organizer ทั้งยังมีความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานต่างๆ มาโดยตลอด ก็คิดว่า น่าจะไปได้ดี ซึ่งก็ได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่อย่าง “ดร.กำพล มหานุกูล” นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ให้คำปรึกษามาโดยตลอด ที่กำลังก้าวสู่การทำสื่อต่อไป
สำหรับความคิดงานด้านการเมือง หลังเคยได้รับความไว้วางใจให้นั่งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย “เกรียง กัลป์ตินันท์” เมื่อปลายปี 2566 ในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” มีความเป็นมาอย่างไร คุณแม็ก บอกว่า เกิดจากคุณแม่บุญธรรม “พัชนี ผ่องจิตร” ที่เสียชีวิตไปแล้ว สนิทสนมกับท่าน “เกรียง กัลป์ตินันท์” ฝากฝังให้เข้าไปช่วยทำงาน ซึ่งก็ต้องขอบคุณอดีตทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทำกระทรวงมหาดไทยไว้ด้วย ที่ได้ให้โอกาส สั่งสอน และได้เรียนรู้ในการทำงานให้กับบ้านเมือง โดยหน้าที่ก็จะเป็นโฆษกประจำตัว เป็นประธานคณะทำงานในหลายๆ เรื่อง ที่จะคอยเสนอไอเดียต่างๆ ประสานกับสื่อต่างๆ
“ผมว่าการเมืองประเทศไทยเป็นการเมืองที่มีเอกลักษณ์ แต่สิ่งหนึ่งที่ประเทศไทยขาด คือการฟังเสียงของประชาชน ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน คนหาเช้ากินค่ำ ตาดำๆ เสียงเขาตะโกนแทบตาย เสียงตะโกนจนคอแห้ง เสียงเขาไม่เคยถึงชนชั้นปกครอง จะถึงเมื่อมีการเลือกตั้งเท่านั้น อันนี้ละคือความเป็นจริงที่ต้องยอมรับ และประเทศไทยติดกับดักกับคำว่า ประชานิยม” คุณแม็ก เริ่มให้ความคิดเห็นด้านการเมือง พร้อมบอกต่อไปด้วยว่า
วันนี้ประเทศไทยประชาชนได้รับแต่ปลาย่าง ไม่เคยได้รับวิธีการตกปลา แต่บางทีประชานิยมก็อาจจำเป็น เพราะต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ แต่บางทีประชานิยมติดนิสัยก็น่ากลัว เราต้องมองออกไปทั้งสองด้าน เหรียญยังมี 360 องศา เราต้องมองอย่างรอบด้าน
อย่างไรก็ตาม หากเราต้องการช่วยประชาชนจริงๆ ก็สามารถทำได้แม้จะอยู่ในส่วนของเอกชน ผมก็เลยมีโครงการขึ้นมา ชื่อว่าโครงการ “เพื่อนเพื่อเพื่อน” และที่ผมกำลังเข้ามาทำงานด้านสื่อ ที่พร้อมจะมาเป็นกระบอกเสียงให้กับชาวนา ชาวบ้าน ชาวสวน คนหาเช้ากินค่ำ และคนที่เขาเดือดร้อนจริงๆ โดยผมมี 5 พันธกิจที่อยากจะทำ
หนึ่ง ช่วยคนที่ยากไร้ สอง ผู้ป่วยติดเตียง สาม คนชราที่ยากจน อีก 2 ภารกิจ คือ ส่งเสริมภูมิปัญญาไทย เพราะผมเชื่อว่า ประเทศไทยหรือสยาม เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงทางด้านวัฒนธรรม เป็นดินแดนที่ร่ำรวยวัฒนธรรมมาเป็นพันๆ ปี ยุคทวารวดี เราก็ยังเห็นเครื่องปั้นดินเผาอยู่ในพิพิธภัรฑ์สถานแห่งชาติ ละโว้ เราก็เห็นพระปรางสามยอดที่ลพบุรี ยุคสุโขทัย เราก็ได้เห็นอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มาอยุธยาเราก็เห็นเมืองเก่า จนมาถึงรัตนโกสินทร์ เราก็ยังเห็นการพัฒนาของวัฒนธรรมมาอยู่เรื่อยๆ ผมอยากส่งเสริมให้ลูกๆ หลานๆ ได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นผ้าไทย ถมทอง งานไม้ แกะสลัก กิจกรรมฝาผนัง หรืออะไรก็ตามที่เป็นภูมิปัญญาไทย อยากให้อยู่
“เชื่อไหมครับ ผมใช้เวลา 3 เดือน จากที่ไม่มีผ้าสักผืน ผ้าไทยนะครับ 3 เดือน ผมมีผ้าไทยแล้ว 7 กว่าผืน เราอุหนุนมาเก็บไว้ ซื้อเฉพาะผ้าที่เป็นอัตตลักษณ์โบราณและไม่มีการประยุกต์ หรือจะมีบ้างก็เพียงจะให้เยาวชนรุ่นหลังได้เห็นหรือเทียบให้ได้เห็นว่ามีการนำมาประยุกต์ คือถ้าอีกหน่อยเขาหาลายที่เป็นอัตตลักษณ์โบราณไทยไม่เจอ ผมยังมีให้เขาอยู่ ที่สามารถเอากลับมาทอได้ อันนี้คือ ปณิธานของผมเลย”
คุณแม็ก ยอมรับว่า หลายสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ เกิดจากการที่ได้ลงไปสัมผัสการเมือง คือได้เห็นคนที่เขาลำบาก ได้เห็นคนที่หนังติดกระดูก และเขาสามารถยิ้มให้เรา แล้วบอกขอบคุณที่เราลงไปช่วยเหลือ โดยยกเหตุการณ์พุระเบิดที่สุพรรณบุรีให้ฟังว่า วันนั้นสิ่งหนึ่งที่รู้สึก คือ ประชาชนผู้สูญเสียต้องการคือ “นโยบายการเยียวยา” วันนั้นพุระเบิดตอนบ่าย 3 ผมไปถึงประมาณ 3 ทุ่ม 6 ชั่วโมงแล้ว รัฐบาลยังไม่มีนโยบายการเยียวยา สิ่งที่เทำขาได้เวลานั้นมีเพียงให้กำลังใจ ก็อึดอัดใจมาก และมีอีกเคสหนึ่งที่ลพบุรี ที่ได้ขอรัฐมนตรีลงไปเอง และก็รับอนุญาต อคคุณลุงท่านหนึ่งเป็นตำรวจเกษียณอายุ 70 คุณป้าภรรยาเป็นผู้ป่วยติดเตียงอายุ 70 ปี ลูกสาวเป็นออทิสติกส์ผู้ป่วยติดเตียงอายุ 50 ปี เด็กอายุ 9 ขวบ ขี่จักรยานผ่านมาเห็น ไปตามพลเมืองดี 10 คนมาช่วย ถ้าวันนั้นไม่มีเด็กคนนี้ ครอบครัวนั้นจะเป็นอย่างไร
“ดังนั้น การที่ผมจะลงมาทำสื่ออนไลน์สื่อออนไลน์ ก็มีเป้าหมายที่จะลงไปช่วยประชาชน จะทำให้เสียงของประชาชนที่ยากลำบากดังขึ้นมา เราไม่ได้เจาะจง ไม่ได้หวังผลทางการเมือง เราต้องการช่วยคน เราจะไปทุกภาคในนามของสื่อมวลชน และในนามของเอกชน ผมจะไม่ทำเหมือน “กัน จอมพลัง” ผมจะทำแค่เข้าไปดูและและทำให้เสียงของพวกเขาดังขึ้น ผมไม่ต้องแสง ผมจะยกระดับผู้สื่อข่าว จากผู้สื่อข่าวที่ทรงเกียรติอยู่แล้ว เป็นผู้สื่อข่าวที่มีจิตสาธาณะ ช่วยเหลือประชาชนเพิ่มขึ้นไปอีก” คุณแม็ก กล่าวอย่างมีความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม พร้อมกับกล่าวอีกว่า
เราอยากทำให้ประเทศนี้ดีขึ้น ไม่ใช่วาทกรรมที่สวยงาม แต่เป็นความตั้งใจของตัวผมเอง ผมอาจไม่ใช่คนขาวสะอาด 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ไม่ใช่คนขาวหรือดำ ผมเชื่อว่าทุกคนไม่มีใครขาวสนิท และก็ไม่มีใครดำ 100 เปอร์เซ็น แต่ขอให้เข้าใจสิ่งที่คนเหล่านั้นทำ เพราะทุกคนมีผ่านเรื่องร้ายมาแตกต่างกัน ทุกคนผ่านก็ต้องเคยเรื่องดีมาเหมือนกัน ผมเชื่อว่า ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ไม่ว่าจะอะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา มันสอนเราให้แข็งแกร่ง สอนเราให้อดทนมากขึ้น และสอนเราให้เอาตัวรอดมากขึ้น ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองความคิดได้ สุดท้ายเราจะอยู่กับทุกอย่างได้
ต่อข้อถามว่า เมื่อสัมผัสการเมืองมาแล้ว มีโอกาสจะลงเล่นการเมืองหรือไม่ คุณแม็ก บอกว่า การเมืองเป็นแค่หัวโขน พร้อมกับยกให้เห็นว่า วันที่เขาได้รับหนังสือแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา เมื่อเห็นหนังสือแต่งตั้ง ก็คิดทันทีว่า วันหนึ่งเราจะต้องไป อย่ายึดติดไว้ เพราะเป็นเพียงแค่หัวโคน พร้อมกับบอกด้วยว่า มีคำสัญญากับคุณแม่ไว้ จะไม่ลง สส. จะไม่ลงที่มีการเลือกตั้ง เพราะคุณแม่เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยง และนั่นก็เลยคิดเข้ามาทำสื่อ เป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน
สำหรับปรัชญการทำงาน คุณแม็กบอกว่า ต้องได้ใจคน ครองใจคนได้ ทำอะไรก็สำเร็จ โดยมีหลักในการดำรงชีวิต คือ ซื่อสัตย์สุจริต รักษาสัจจะวาจา กตัญญูกตเวที 3 ข้อนี้ ใช้ในการดำรงชีวิต และก็จะสอนลูกน้องทุกคนเช่นเดียวกันนี้ด้วย “คือในโลกของความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถควบคุมใครได้ แต่เราสามารถควบคุมตัวเราเองได้ เพราะคนอื่นเขาอาจจะไม่คิดเหมือนเรา มาตรฐานของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ดูแลเขาให้ดีที่สุดถ้า ถ้าวันหนึ่งเขาจะหักหลังหรือทรยศเรา หรือจะไปจากเราโดยที่เราทำดีที่สุดแล้ว”
ส่วนเวลาว่างของคุณแม็ก จะใช้เวลาออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเฉพาะการเล่นเวต ว่างก็ใช้เวลาไลฟ์คุยกับแฟนคลับทาง TikTok บ้าง ทำกับข่าวบ้าง ไปพบปะเพื่อน
คุณแม็ก ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ เพราะเป็นความตั้งใจอย่างยิ่งก็คือ การสนับสนุนคุณแม่บุญธรรมอีกท่านหนึ่งให้ประสบความสำเร็จเป็นที่ตราตรึงของประชาชนมิรู้ลืม เช่นเดียวกับไอดอลของเขาคือ อดีตนายกรัฐมนตรี “บรรหาร ศิลปอาชา” ที่สร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างยอดเยี่ยม และคุณแม่บุญธรรมคนนั้นก็คือ “มนพร เจริญศรี” สส.จังหวัดนครพนม และเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมคนปัจจุบัน