พาณิชย์เร่งยกระดับระบบ C/O รับมือการค้าโลกผันผวน หลังสหรัฐคุมเข้มมาตรการภาษี–ถิ่นกำเนิดสินค้า เผยปี 2568 ออกหนังสือรับรองกว่า 1.2 ล้านฉบับ มูลค่าทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์ ชี้ส่งออกไปสหรัฐพุ่งแรง 43% เดินหน้าป้องกันสวมสิทธิ–พัฒนาระบบดิจิทัลอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่ออกมาตรการตอบโต้ทางการค้าผ่านการจัดเก็บภาษีนำเข้า ซึ่งประเทศไทยถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 19% ส่งผลให้ประเด็นเรื่อง “ถิ่นกำเนิดสินค้า” และการป้องกันการสวมสิทธิ์กลายเป็นหัวใจสำคัญของการค้าระหว่างประเทศ
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin : C/O) ได้เปิดเผยสถิติการออกหนังสือสำคัญด้านการส่งออก–นำเข้าสินค้าในปี 2568 (ช่วง 1 ม.ค. – 21 ธ.ค. 2568) พบว่า กรมฯ ให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า รวมทั้งสิ้น 1,203,267 ฉบับ คิดเป็นมูลค่าการค้ากว่า 100,412.76 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.23 ล้านล้านบาท
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า เฉพาะการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อการส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วง 11 เดือนของปี 2568 มีจำนวน 6,988 ฉบับ คิดเป็นมูลค่า 7,390 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสินค้าสำคัญ ได้แก่ แผงโซลาร์เซลล์ เครื่องจักร เครื่องปรับอากาศ และเฟอร์นิเจอร์ไม้
หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ออก แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ หนังสือรับรองฯ ที่ให้สิทธิพิเศษทางภาษีตามความตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งไทยมีความตกลงอยู่ 15 ฉบับ และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าทั่วไป ที่ใช้แสดงต่อศุลกากรของประเทศคู่ค้ากว่า 270 ประเทศทั่วโลก
ทั้งนี้ การให้บริการออก C/O ในปี 2568 ดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก โดยใช้ระบบ EDI สำหรับ 3 ความตกลง ได้แก่ อาเซียน–อินเดีย ไทย–อินเดีย และไทย–ชิลี ขณะที่อีก 12 ความตกลง รวมถึง C/O ทั่วไป และการส่งออกไปสหภาพยุโรป ใช้ระบบใหม่ DFT SMART C/O ซึ่งช่วยเพิ่มความรวดเร็วและโปร่งใสในการให้บริการ
จุดเด่นสำคัญของระบบ DFT SMART C/O คือ ผู้ประกอบการสามารถพิมพ์หนังสือรับรองฯ ที่ได้รับอนุมัติแล้วได้ด้วยตนเอง (Self-Printing) โดยไม่ต้องเดินทางมาติดต่อรับเอกสารที่กรมการค้าต่างประเทศหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ช่วยลดขั้นตอน ระยะเวลา และต้นทุนด้านการเดินทาง ซึ่งในปี 2568 สามารถช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 570 ล้านบาท
นอกจากนี้ กรมการค้าต่างประเทศยังให้บริการออกใบอนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออก–นำเข้าสินค้า ผ่านระบบ DFT SMART-I ที่เชื่อมโยงกับระบบ National Single Window (NSW) ของกรมศุลกากร ทำให้กระบวนการเป็นแบบไร้เอกสาร (Paperless) และผู้ประกอบการสามารถดำเนินพิธีการศุลกากรได้ทันทีโดยไม่ต้องเดินทางมาติดต่อหน่วยงาน
โดยในปี 2568 มีการออกใบอนุญาตและหนังสือรับรองฯ รวม 95,163 ฉบับ มูลค่ากว่า 12,330 ล้านดอลลาร์
ในด้านการป้องกันการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า ตลอดปี 2568 ทางกรมการค้าต่างประเทศ ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมศุลกากร และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการตรวจสอบกระบวนการผลิต ณ สถานประกอบการอย่างเข้มข้น
พร้อมทั้งให้ความร่วมมือกับสำนักงานศุลกากรและป้องกันประเทศสหรัฐฯ (U.S. Customs and Border Protection : CBP) ในการปรับปรุงบัญชีรายการสินค้าเฝ้าระวังสำหรับการส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการทบทวนและวิเคราะห์รายการเฝ้าระวังจำนวน 49 รายการ รวมถึงรายการเพิ่มเติมตามข้อเสนอของ CBP
ขณะเดียวกัน กรมการค้าต่างประเทศเตรียมเดินหน้าพัฒนาระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า ROVERs Plus และระบบ SMART C/O ให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์การค้าใหม่ของสหรัฐฯ ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกทางการค้า เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่ท้าทายมากขึ้นในอนาคต
มาตราการเหล่านี้เป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้า และกฏเกณฑ์การค้าใหม่ของสหรัฐ โดยเฉพาะเรื่อง RVC (Rules of Origin หรือกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า) เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ส่งออกไทย รับมือกับกฎเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไป
โดยเฉพาะเรื่องกฎ RVC ในข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และการป้องกันการสวมสิทธิ (Transshipment) เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยมั่นใจในการส่งออก และใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าได้ถูกต้อง