ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
การเมือง / การปกครอง ย้อนกลับ
กป.อพช. พร้อมภาคีเครือข่ายบุก กกต. จี้รื้อระเบียบคูหา อัดเจตนาชี้นำทำประชามติล่ม
15 ม.ค. 2569

กป.อพช. พร้อมภาคีเครือข่ายบุก กกต. จี้รื้อระเบียบคูหา อัดเจตนาชี้นำทำประชามติล่ม หวั่นคนเข้าไม่ถึงสิทธิฯเหตุขั้นตอนซ้ำซ้อนภาคีเครือข่ายภาคประชาชนขีดเส้น 7 วันต้องชัดเจน หากเพิกเฉยพร้อมฟ้องศาลปกครอง ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ชี้แยกคูหา-แยกรับบัตร ทำประชาชนสับสนและเสียต้นทุนเวลา

14 มกราคม 2569 นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) พร้อมภาคีเครือข่าย เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขระเบียบการจัดคูหาออกเสียงประชามติ ในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเสนอให้ใช้ระบบ "แสดงตัวครั้งเดียว รับบัตร 3 ใบ" เพื่อป้องกันความสับสนและรักษาสิทธิของประชาชน

อัด กกต. วางกลไกสกัด "รธน.ฉบับใหม่"

นายเลิศศักดิ์ เปิดเผยว่า ทางเครือข่ายมองว่าการที่ กกต. ออกระเบียบให้แยกคูหาและแยกขั้นตอนการรับบัตรเลือกตั้ง สส. 2 ใบ ออกจากการรับบัตรประชามติอีก 1 ใบ เป็นการกระทำที่ "จงใจชี้นำ" เพื่อให้การออกเสียงประชามติไม่ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องเอกสารประชาสัมพันธ์ที่ส่งไปยังบ้านเรือนประชาชน ซึ่งมีเนื้อหาโน้มน้าวให้เห็นชอบกับการแก้ไขรายมาตรามากกว่าการเขียนใหม่ทั้งฉบับ

"การแยกคูหาทำให้ประชาชนต้องต่อแถวสองรอบ เสียเวลาเพิ่มขึ้น นี่คืออุปสรรคที่จงใจสร้างขึ้นเพื่อให้คนสละสิทธิ์ไม่ไปกาบัตรประชามติ หาก กกต. ไม่ตอบกลับภายใน 7 วัน หรือภายในสิ้นเดือนนี้ เราจะดำเนินการฟ้องศาลปกครองฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือทำให้เกิดความเฉื่อยชาในการปฏิบัติงานทันที" นายเลิศศักดิ์ กล่าว

เสียงสะท้อนจากพื้นที่ขัดแย้ง: "ต้นทุนเวลาคือสิทธิที่เสียไป"

ด้าน นายซอฮาบูดีน เยาะละพา นักปกป้องสิทธิมนุญชนและผู้ประสานงานเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานี ระบุว่า ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขั้นตอนที่ซับซ้อนจะกลายเป็นภาระใหญ่ของประชาชน โดยเฉพาะในชนบทที่คูหาเลือกตั้งมักมีความคับแคบอยู่แล้ว

"การให้ชาวบ้านลงชื่อสองรอบ เดินเข้าออกสองคูหา คือการเพิ่มต้นทุนเวลาในการทำงานของเขา ซึ่งอาจส่งผลให้ชาวบ้านตัดสินใจไม่ใช้สิทธิประชามติ เราต้องการรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนจริงๆ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและการสูญเสียที่ผ่านมา การมีกติกาที่เอื้อให้คนใช้สิทธิง่ายที่สุดจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก"

ชี้รัฐธรรมนูญใหม่คือจุดเปลี่ยนวิกฤตสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ Climate Connecter ย้ำว่า การลงประชามติครั้งนี้คือโอกาสสำคัญในการวางโครงสร้างการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งต้องอาศัยความเป็นประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชนในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

เปิดรายละเอียดหนังสือจี้ กกต. หวั่น "ความสับสน" ทำประชามติขาดความชอบธรรม

ในหนังสือที่ กป.อพช. ยื่นต่อ กกต. ได้มีการระบุถึงเหตุผลความจำเป็นทางเทคนิคและข้อกังวลในเชิงโครงสร้างไว้อย่างละเอียด โดยสรุปใจความสำคัญที่เป็นเหตุเป็นผลได้ดังนี้:

1. วิพากษ์ระเบียบ "บัตรแยก-คูหาแยก" สร้างภาระเกินสมควร

หนังสือระบุว่า ตามระเบียบ กกต. พ.ศ. 2568 ที่กำหนดขั้นตอนให้ประชาชนแสดงตัวรับบัตร สส. 2 ใบก่อน แล้วจึงต้องออกมาแสดงตัว "เริ่มต้นใหม่" เพื่อรับบัตรประชามติอีก 1 ใบนั้น เป็นการสร้างขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น กระบวนการนี้อาจทำให้ประชาชนบางส่วนเข้าใจผิดว่าการลงคะแนนเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่บัตร 2 ใบแรก ทำให้ละเลยการรับบัตรใบที่ 3 ซึ่งถือเป็นการเสียสิทธิทางการเมืองที่สำคัญไปโดยไม่รู้ตัว

2. ผลกระทบต่อความชอบธรรม (Legitimacy) ในการร่างรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่เครือข่ายเน้นย้ำคือ "จำนวนผู้มาใช้สิทธิ" หากการจัดการคูหาไม่สะดวกจนทำให้ยอดผู้ใช้สิทธิประชามติน้อยกว่ายอดผู้มาเลือกตั้ง สส. อย่างมีนัยสำคัญ จะส่งผลให้ผลการออกเสียงประชามติขาดความชอบธรรมในสายตาประชาชน และอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการขัดขวางกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคต ซึ่ง กกต. ในฐานะผู้จัดงานต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายนี้

3. ข้อเสนอทางออก "รวมบัตร-รวมคูหา"

เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เครือข่ายได้เสนอให้ กกต. ดำเนินการดังนี้:

• แสดงตัวครั้งเดียว (Single Check-in): ตรวจสอบสิทธิและลงชื่อรับบัตรทั้งหมดในคราวเดียว เพื่อลดความหนาแน่นและระยะเวลาในการต่อแถว

• รับบัตร 3 ใบ: มอบบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ, บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และบัตรประชามติ ให้แก่ผู้มีสิทธิพร้อมกัน

• เข้าคูหาเดียว: จัดคูหาให้รองรับการลงคะแนนทั้ง 3 ใบในคราวเดียว โดยให้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยมีหน้าที่ให้คำแนะนำขั้นตอนอย่างชัดเจน แทนการแยกส่วนที่สร้างความสับสน

4. คำเตือนเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

หนังสือทิ้งท้ายด้วยการเรียกร้องให้มีการแก้ไขระเบียบดังกล่าวก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยขีดเส้นตายให้มีการตอบกลับภายใน 7 วัน เนื่องจากหากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนใกล้สัปดาห์การเลือกตั้ง การแก้ไขจะทำได้ยากขึ้น และหาก กกต. เพิกเฉยต่อข้อเสนอที่สมเหตุสมผลนี้ ทางเครือข่ายจะถือว่าเป็นการ "ปฏิบัติหน้าที่โดยทำให้เกิดความเฉื่อยชา" และจะดำเนินการตามกฎหมายผ่านศาลปกครองต่อไป

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 1 - 15 ธันวาคม 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
02 ธ.ค. 2568
ต้องยอมรับว่า การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยที่มั่นคง หัวใจสำคัญด้านหนึ่งต้อง มาจากฐานราก หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การปกครอง ส่วนท้องถิ่นต้องเข้มแข็ง ซึ่งประเทศไทยเราเอง ก็พัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับโดยเฉพาะเมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 เปิดศักราชใหม่ให้กับการกระจายอำนาจลงสู่...