ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
เกษตรนำไทย ย้อนกลับ
ชวนเกษตรกร งดเผา ลด PM 2.5 'ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม'
15 ม.ค. 2569

กรมพัฒนาที่ดินเดินหน้ารณรงค์ “ไถกลบตอซัง” ชวนเกษตรกรงดเผาเศษวัสดุทางการเกษตร แก้ฝุ่นPM 2.5 ควบคู่การฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินอย่างยั่งยืน

ดร.สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังคงประสบปัญหามลพิษทางอากาศ โดยสาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากการเผาวัสดุทางการเกษตรและพื้นที่ป่าไม้ เพื่อเตรียมแปลงปลูกพืชในฤดูถัดไป รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่มีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองเป็นวาระแห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562

สำหรับในปี พ.ศ. 2568 ได้มีการขับเคลื่อนมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองอย่างเข้มข้น ส่งผลให้ภาพรวมสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และจำนวนจุดความร้อนมีแนวโน้มดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามบางพื้นที่ยังไม่เป็นไปตามค่าเป้าหมายที่กำหนด และค่าฝุ่นละอองในอากาศอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

กรมพัฒนาที่ดินจึงมีแนวทางเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรลด ละ เลิก การเผาเศษวัสดุทางการเกษตร โดยเน้นการเฝ้าระวัง ติดตาม และบริหารจัดการพื้นที่เสี่ยงต่อการเผาอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการส่งเสริมการไถกลบเศษวัสดุทางการเกษตร และการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการไม่เผา รวมถึงการนำเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และใบอ้อย มาใช้ประโยชน์ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดแหล่งกำเนิดฝุ่น PM 2.5 เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ ลดต้นทุนการผลิต และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ปี พ.ศ. 2569 กรมพัฒนาที่ดินกำหนดเป้าหมายดำเนินการไถกลบและผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่ประมาณ 23,000 ไร่ ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด และอ้อย ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ทั่วประเทศ เพื่อเป็นต้นแบบการแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สนับสนุนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างยั่งยืน

โดยใช้ข้อมูลจุดความร้อน (Hot Spot) ย้อนหลัง 3 ปี (พ.ศ. 2566 - 2568) ร่วมกับข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการเกษตร เพื่อวิเคราะห์และจัดลำดับพื้นที่เกษตรกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดการเผา ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของการเกิดฝุ่น PM 2.5 โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ พื้นที่เปราะบางมาก พื้นที่เปราะบางปานกลาง พื้นที่เปราะบางน้อย และพื้นที่ไม่เปราะบาง ซึ่งผลการดำเนินงาน ในช่วงปี พ.ศ. 2561- 2568 พบว่า

สามารถดำเนินกิจกรรมไถกลบตอซังครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าว ข้าวโพด และอ้อย รวมทั้งสิ้น 406,635 ไร่ มีเศษวัสดุทางการเกษตร 472,256 ตัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 711,417 ตัน ลดสารก่อมลพิษ PM 10 จำนวน 5,945 ตัน และ PM 2.5 จำนวน 5,471 ตัน ขณะที่ในปี พ.ศ. 2569 คาดว่า จะมีเศษวัสดุทางการเกษตร 5,213 ตัน จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 7,897 ตัน ลด PM 10 จำนวน 71 ตัน และ PM 2.5 จำนวน 65 ตัน

 ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดินมีกำหนดจัดงานรณรงค์ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ณ บ้านห้วยน้ำดิบ หมู่ที่ 2 ตำบลข่วงเปา อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งเสริมการไถกลบตอซังร่วมกับการใช้ พด.17 สารชีวภาพย่อยสลายตอซังพืช หรือน้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ควบคู่ไปกับการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุทางการเกษตรร่วมกับสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ให้กับเกษตรกร ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรที่เคยถูกมองว่าเป็นของเหลือทิ้งให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน และเสริมสร้างความมั่นคงด้านการผลิตอาหารในระดับครัวเรือนและชุมชน

"ความสำเร็จในการลดการเผาและการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร และประชาชน ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดการเผา และร่วมกันดูแลทรัพยากรดินและสิ่งแวดล้อมอย่างรับผิดชอบ”

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 1 - 15 ธันวาคม 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
02 ธ.ค. 2568
ต้องยอมรับว่า การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยที่มั่นคง หัวใจสำคัญด้านหนึ่งต้อง มาจากฐานราก หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การปกครอง ส่วนท้องถิ่นต้องเข้มแข็ง ซึ่งประเทศไทยเราเอง ก็พัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับโดยเฉพาะเมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 เปิดศักราชใหม่ให้กับการกระจายอำนาจลงสู่...