องค์การเภสัชกรรมฉลองครบรอบ 60 ปี จัดงาน “GPO Pharmaceutical Summit 2026” ประกาศศักดาผู้นำความมั่นคงทางยาไทย เชื่อมโยงนวัตกรรมระดับโลก
องค์การเภสัชกรรม ตอกย้ำบทบาทองค์กรหลักด้านความมั่นคงทางยาและเวชภัณฑ์ของประเทศไทย ในวาระครบรอบ 60 ปีแห่งการก่อตั้ง ด้วยการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ “GPO Pharmaceutical Summit 2026” ภายใต้แนวคิด “Evolving Pharma for Tomorrow” เพื่อประกาศศักยภาพการเป็นผู้นำด้านวิชาการและนวัตกรรมทางเภสัชกรรมของไทย พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมยาไทยสู่ยุคเทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ เภสัชกร และผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 700 คน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 ม.ค. 2569 ที่ห้องประชุมทรู ไอคอน ฮอลล์ (1-2) ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติ GPO PHARMACEUTICAL SUMMIT 2026 โดยมีนพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม คณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข และคณะผู้บริหารองค์การเภสัชกรรม ร่วมในพิธี
นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวชื่นชมบทบาทขององค์การเภสัชกรรมตลอด 6 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยระบุว่า องค์การเภสัชกรรมเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศ และเป็น “ที่พึ่ง” ของประชาชนในทุกช่วงวิกฤต พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับประเทศไทยจาก “ผู้ซื้อ” สู่ “ผู้ผลิต” นวัตกรรมยา เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าถึงยาที่มีคุณภาพ ทันสมัย และมีราคาที่เป็นธรรม
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา องค์การเภสัชกรรมได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ความมั่นคงทางยา คือรากฐานสำคัญของความมั่นคงด้านสุขภาพของชาติ” ไม่ว่าประเทศไทยจะเผชิญกับวิกฤตโรคระบาด หรือภัยคุกคามทางสุขภาพในรูปแบบใด องค์การเภสัชกรรม คือ “ที่พึ่ง” ที่สร้าง ความเชื่อมั่นให้กับคนไทยว่า ประเทศของเรามียาที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานความปลอดภัยสูง มีปริมาณเพียงพอ ราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมด้วยระบบคลังยาและโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ สามารถกระจายยาไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศได้อย่างทั่วถึง ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาได้อย่างทั่วถึงและทันท่วงที
ขอชื่นชมองค์การเภสัชกรรมที่กำหนดทิศทางการดำเนินงานในการเป็น Global Innovation Gateway หรือ “ประตูเชื่อมโยงนวัตกรรมยาระดับโลก” ผ่านการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมยาแห่งอนาคต ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านยา ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความยั่งยืนให้กับระบบสุขภาพของประเทศไทย
องค์การเภสัชกรรม ในฐานะหน่วยงานหลักของรัฐ มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยาของประเทศไทยอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตั้งแต่การค้นคว้าวิจัยและพัฒนาสารตั้งต้นทางยาหรือ Active Pharmaceutical Ingredients (API)การพัฒนาสูตรตำรับยา และ การผลิตยาสำเร็จรูป ตลอดจนการจัดส่งไปยังผู้บริโภค ทั้งในโรงพยาบาล คลินิกและร้านขายยา
ในขณะที่มุ่งก้าวไปข้างหน้าอย่าง “ทันสมัย” ก็ไม่อาจละเลย “งานรากฐาน” ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสารตั้งต้นทางยา การวิจัย พัฒนา และการผลิตวัคซีนด้วยศักยภาพขององค์การฯเอง เพราะสิ่งเหล่านี้คือหัวใจของความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองอย่างแท้จริงของอุตสาหกรรมยาของไทย
โลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบสุขภาพอย่างลึกซึ้ง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ การแพทย์แม่นยำ และการแพทย์ขั้นสูง ได้เปิดโอกาสใหม่ในการรักษาโรค อย่างไรก็ตาม สำหรับผมแล้ว ยาที่ทันสมัยที่สุดย่อมไม่มีความหมาย หากประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้
ความท้าทายสำคัญในวันนี้ คือการปรับโครงสร้าง พัฒนา และยกระดับอุตสาหกรรมยาของประเทศไทยให้มีความแข็งแกร่ง และยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับวิกฤตสุขภาพในอนาคต โดยการยกระดับศักยภาพด้านการวิจัย พัฒนา และการผลิตยา เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเอง มีความมั่นคงด้านยาและเวชภัณฑ์ ทำให้ประชาชนคนไทยเข้าถึงยาได้สะดวกในราคาที่เป็นธรรม รวมทั้งต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ส่งออกยาในระดับภูมิภาคได้ การขับเคลื่อนเป้าหมายนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในลักษณะของ “ทีมไทยแลนด์” ทั้งกระทรวงสาธารณสุข องค์การเภสัชกรรม ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ เป็นเอกภาพ และมีทิศทางเดียวกัน
การจัดการประชุม GPO Pharmaceutical Summit 2026 ภายใต้แนวคิด “Evolving Pharma for Tomorrow” ในวันนี้ จึงเป็นการประกาศว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านความมั่นคงทางยา และเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง
ด้าน พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 60 ปี องค์การเภสัชกรรมได้ดำเนินภารกิจด้านการวิจัย พัฒนา ผลิต และจัดหายาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมีศักยภาพการผลิตยามากกว่า 1 แสนล้านเม็ดต่อปี สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของประเทศได้มากกว่า 5 หมื่นล้านบาท ถือเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางยาของประเทศไทย ในวาระครบรอบ 60 ปีนี้ องค์การเภสัชกรรมได้ประกาศทิศทางการยกระดับองค์กรจากผู้ผลิตยาภายในประเทศ สู่การเป็น “ประตูเชื่อมโยงนวัตกรรมยาระดับโลก (Global Innovation Gateway)” เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคของยาชีววัตถุและการแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMP) และผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางด้านวิชาการเภสัชกรรมในระดับภูมิภาค
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือการบรรยายพิเศษโดย ศาสตราจารย์ แอรอน ซีชาโนเวอร์ (Prof. Aaron Ciechanover) นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาเคมี ซึ่งสะท้อนศักยภาพของเวที GPO Pharmaceutical Summit ในฐานะแพลตฟอร์มการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับสากล เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ไทยได้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของการแพทย์แม่นยำและเทคโนโลยีแห่งอนาคต
ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา องค์การฯไม่เพียงมุ่งผลิตยาเท่านั้น แต่ยังสร้างรากฐานเชิงโครงสร้างของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาวัตถุดิบยา (API) ภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า ซึ่งปัจจุบันไทยยังต้องนำเข้า API มากกว่า 95% ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจน ได้แก่ การพัฒนา GPO-L-One สำหรับผู้ป่วยโลหิตจางธาลัสซีเมีย ที่ช่วยลดราคายาจากเม็ดละ 60 บาท เหลือเพียง 3.50 บาท และช่วยประหยัดงบประมาณภาครัฐได้กว่า 2,260 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ยังมีผลงานเด่นด้านยาจำเป็น เช่น ยาต้านไวรัสตับอักเสบ ซี ที่สนับสนุนนโยบาย “Test and Treat” เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายกำจัดโรคตามแนวทาง WHO ภายในปี 2573 ยาต้านไวรัสเอชไอวีที่พัฒนาต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี ครอบคลุมทั้งการรักษาและการป้องกัน (PrEP) รวมถึงยาช่วยเลิกบุหรี่ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่องค์การเภสัชกรรมผลิตและจำหน่ายรายแรกในประเทศไทย และได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ ตั้งแต่ ปีพ.ศ.2567
ในด้านอนาคต องค์การเภสัชกรรมกำลังมุ่งสู่การพัฒนายาแห่งอนาคตและการรักษาขั้นสูง (ATMP) อาทิ การบำบัดด้วยเซลล์ (Cell Therapy) และการใช้ภูมิคุ้มกันบำบัด(Immunotherapy) เพื่อใช้รักษาโรคร้ายแรง และวัคซีนรักษามะเร็งเฉพาะบุคคล (Personalized Cancer Vaccine) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวิจัยและทดสอบทางคลินิก โดยมีเป้าหมายเพื่อ ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย และเพิ่มขีดความสามารถด้านนวัตกรรมชีวการแพทย์ของประเทศ
ควบคู่กันนี้ ยังได้พัฒนาโครงการ GPO in Hospital เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น SAP และ RPA มาใช้ในการบริหารจัดการคลังยาในโรงพยาบาล ช่วยลดระยะเวลาสำรองยา เพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ทางการแพทย์ ตลอดจนแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยีการผลิตวัคซีน ทั้งแบบใช้ไข่ไก่ฟัก แบบเซลล์เพาะเลี้ยง และการต่อยอด Plant-based Medicine จากสมุนไพรและพืชทางการแพทย์
“ตลอดระยะเวลา 60 ปี องค์การเภสัชกรรมได้พิสูจน์บทบาทการเป็นเสาหลักด้านความมั่นคงทางยาของประเทศ และพร้อมเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งในการพัฒนายาและนวัตกรรมใหม่ เพื่อรองรับการแพทย์แห่งอนาคต ก้าวสู่การเป็นประตูเชื่อมโยงนวัตกรรมยาระดับโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน” ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมกล่าว