เจ้าหน้าที่ ตำรวจท่องเที่ยวพัทยา เฝ้าติดตามและดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับจำนวน 4 ราย ซึ่งเป็นผู้ต้องหารายสำคัญ และเป็นผู้ร่วมขบวนการ แก๊งสแกมเมอร์ ที่ก่อเหตุหลอกลวงประชาชนชาวไทย
การจับกุมครั้งนี้เป็นผลจากการทำงานเชิงรุกและการสืบสวนต่อเนื่อง ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เมื่อเวลา 12.20 กล้อง AI บริเวณท่าเรือแหลมบาลีฮาย แจ้งเตือนบุคคลตามหมายจับ นายพงศกรหรือฟิว เข็มรักษ์ อายุ 20 ปี โดยกล่าวหาว่า เป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญา ที่ 2002/2568 ลงวันที่ 21 มี.ค.2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ที่อยู่ด้วยในขณะกระทำความผิดร้ายแรงหรือร่วมประชุม แต่ไม่ได้คัดค้านในการตกลงให้กระทำความผิดร้ายแรงนั้น รวมทั้งบรรดาหัวหน้า ผู้จัดการ และผู้มีดำแหน่งหน้าที่ในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาตินั้น,ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นช่องโจร ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงคนเป็นคนอื่น, โคยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน” นำตัวส่ง พงส.สน.พญาไท เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ต่อมา เวลา 15.10 กล้อง AI บริเวณท่าเรือแหลมบาลีฮาย แจ้งเตือน บุคคลตา หมายจับ นายสหวัตร ศรีมณี อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1477/2568 ลง 1 มีนาคม 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด เดียวกันกับ นายพงศกรฯ ที่ถูกจับไปก่อนหน้า โดยนายสหวัตรฯ แจ้งว่าตนกำลังเดินทางไปเที่ยวเกาะล้านกับเพื่อน อีก 2 คน จนท. จึงขอตรวจสอบ ทั้ง 2 คน พบว่า ทั้ง 2 คนมีหมายจับเช่นเดียวกัน ดังนี้
-น.ส.สุภาพร บุยจอง อายุ 24 ปี โดยกล่าวหาว่า เป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ จ 639/2568 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น,โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ดดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือประชาชน” นำตัวส่ง พงส.สน.วัดพระยาไกร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นายบัญชร หวันแก้ว อายุ 24 ปี โดยกล่าวหาว่า เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ จ 6/2568 ลงวันที่ 8 มกราคม 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น,ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอรืที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล้กทรอนิกส์ของตนโดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ความผิดอาญาอื่น” นำตัวส่ง พงส.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สอบถามหนึ่งในผู้ต้องหาเล่าว่า ตนได้โพสหางานใน สื่อโซเชียลมีเดีย เป็นงานลักษณะมีที่พัก เงินเดือนเท่าใดก็ได้ ต่อมามีบุคคลติดต่อเข้ามา แจ้งว่าต้องข้ามไปยังประเทศกัมพูชา เป็นงานแอดมิน ตนจึงตกลงยอมรับงานเนื่องจากต้องการรายได้จึงรับงาน และข้ามไปทำงานยังประเทศกัมพูชา โดยการลักลอบเข้าประเทศ เมื่อไปถึง จึงทราบว่างานดังกล่าวเป็นงานในลักษณะ แก๊งสแกมเมอร์ โดยหลอกลวงคนไทย ในรูปแบบหลอกคุยให้รัก และหลอกให้ซื้อของ ตนเคยหลอกได้ถึง 300,000 บาท โดยได้รับค่าจ้าง 600 ดอลล่า ต่อเดือน ภายหลังออฟฟิตดังกล่าวได้ปิดตัวลง ตนและเพื่อนจึงรวบรวมเงิน จ้างคนลักลอบกลับประเทศไทย โดยมีค่าจ้าง ประมาณ 10,000 บาท ต่อคน เพื่อที่จะกลับประเทศ โดยการเดินเท้าในป่าประมาณ 1 กม. พึ่งกลับถึงประเทศไทยพร้อมเพื่อนที่ถูกจับกุมพร้อมกัน เมื่อวันที่ 17 ม.ค.69 ที่ผ่านมา จึงพากันมาท่องเที่ยวเมืองพัทยา และเกาะล้าน แต่ถูกตำรวจท่องเที่ยวพัทยาควบคุมตัวไว้ได้เสียก่อน