ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
สื่อสาร - คมนาคม ย้อนกลับ
กทท.จ่อเลื่อนเปิดแหลมฉบังเฟส 3 เล็งหารือ GPS ตีความสัญญาร่วมทุน
22 ม.ค. 2569

นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โดยระบุว่า กทท.ยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนคู่สัญญาร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ส่วนของท่าเรือ F1 และ F2 คือ บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด (GPC)

จากเดิมจะส่งมอบปลายปี 2568 เนื่องจากปัจจุบันตรวจสอบพบการตีความสัญญาด้านเทคนิคของการถมทะเลที่กำหนดในสัญญาแตกต่างกัน จึงต้องร่วมตรวจสอบเทคนิคของงานถมทะเลเพิ่มเติม

ทั้งนี้ การตรวจสอบพบปัญหาทางเทคนิคดังกล่าว เป็นการตีความระหว่าง 2 สัญญา คือ สัญญาที่ กทท.จ้างกิจการร่วมค้า CNNC ถมทะเล ระบุไว้ในสัญญาว่าการถมทะเลจะต้องอัดแน่น และเรื่องการทรุดตัวในระยะเวลา 30 ปี ต้องไม่เกิน 20 เซนติเมตร

ขณะที่สัญญาร่วมลงทุนระหว่าง กทท.กับ GPC กำหนดความหนาแน่นของวัสดุ อาทิ ทราย ต้องอัดแน่นและแข็งแรง ทำให้ขณะนี้ต้องร่วมตรวจสอบงานถมทะเล และเจรจารายละเอียดร่วมกัน ระหว่าง กทท. GPC รวมไปถึง สกพอ.

“เบื้องต้น กทท.ได้หารือGPC ซึ่งการตีความสัญญานี้มีทางออก โดยหากจำเป็นต้องเพิ่มความแข็งแรงอาจตอกเสาเข็มเพิ่มเป็นการคำนึงถึงการรองรับเหตุแผ่นดินไหวด้วยซึ่งต้องเสนอเข้าคณะกรรมการ กทท.พิจารณา แต่ปัจจุบัน กทท.ยังไม่มีการแต่งตั้งบอร์ด”

 

นายเกรียงไกร กล่าวว่า หากคณะกรรมการ กทท.พิจารณาให้ใช้งบเพิ่มความแข็งแรงของงานถมทะเล โดยอาจตอกเสาเข็มเพิ่มเติมก็จะเป็นการเจรจาบริหารสัญญาระหว่าง กทท. GPC และ สกพอ. แต่หากไม่สามารถบริหารสัญญาและนำงบไปใช้เพื่อเพิ่มงานส่วนนี้ได้ก็ต้องเสนอ กพอ.และ ครม.พิจารณาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน โดยแนวทางแก้ไขสัญญาเป็นแนวทางใช้เวลาและอาจกระทบแผนดำเนินงานมากกว่า

ทั้งนี้ การประเมินสถานการณ์เบื้องต้นต้องรอการพิจารณาด้านเทคนิคร่วมระหว่าง กทท.และ GPC รวมถึงรอการแต่งตั้งคณะกรรมการ กทท.ชุดใหม่ ซึ่งปัญหานี้อาจกระทบแผนส่งมอบพื้นที่ให้ GPC เริ่มสัญญาก่อสร้างงานส่วนของเอกชน และอาจกระทบการเปิดให้บริการท่าเรือแหลมฉบัง 3 ส่วนของท่าเรือ F1 จากเดิมมีกำหนดเปิดให้บริการปี 2571 จะขยับไปเปิดพร้อมกับท่าเรือ F2 ปี 2573

นายเกรียงไกร เผยถึง ผลการดำเนินงาน ในไตรมาสที่ 1/2569 ของ กทท. ด้วยว่า ภาพรวมการดำเนินงานสะท้อนการขยายตัวของกิจกรรมโลจิสติกส์และการค้าผ่านท่าเรืออย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยพบว่าไตรมาส 1/2569 มีเรือเทียบท่ารวม 3,844 เที่ยว เพิ่มขึ้น 5.55% ปริมาณสินค้าผ่านท่ารวม 32.32 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.82% และปริมาณตู้สินค้าผ่านท่ารวม 3.05 ล้าน ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 10.65% ขณะที่ผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.80%

สำหรับท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นท่าเรือหลักของประเทศ มีเรือเทียบท่า 2,735 เที่ยว เพิ่มขึ้น 7.63% ปริมาณสินค้าผ่านท่า 27.80 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 9.26% และมีบริมาณตู้สินค้าผ่านท่ารวม 2.73 ล้าน ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 12.28% โดยการเติบโตของสินค้าทั่วไปและสินค้าบรรจุตู้เพิ่มขึ้นถึง 9.46% สะท้อนการฟื้นตัวและการไหลเวียนของสินค้าในภาคอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ท่าเรือกรุงเทพ มีภาพรวมการให้บริการเรืออยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน โดยจำนวนเที่ยวเรือรวมเพิ่มขึ้น 0.73% จากการขยายตัวของเรือขายฝั่งถึง 7.40% ส่วนปริมาณสินค้ารวมและตู้สินค้ามีการปรับลดลดลงเล็กน้อย จากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของพื้นที่ท่าเรือและสภาพการแข่งขันของเส้นทางขนส่ง อย่างไรก็ตาม ท่าเรือกรุงเทพยังคงมีบทบาทสำคัญในการรองรับการขนส่งชายฝั่งและการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

นายเกรียงไกร กล่าวด้วยว่า แนวโน้มการขนส่งสินค้าทางเรือในปีนี้ กทท.ประเมินว่าจะยังมีดีมานด์การส่งออกเพิ่มอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากปริมาณตู้สินค้าใน 3 เดือนแรกของปีนี้ยังเติบโต โดยเฉพาะท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าหลักของประเทศ ปีนี้ได้เปิดให้บริการท่าเรือ D2 เต็มรูปแบบแล้ว และในกลางปีนี้จะเปิดให้บริการท่าเรือ D3 เพิ่มเติม ซึ่งจะส่งผลให้ขีดความสามารถของท่าเรือแหลมฉบับเพิ่มขึ้นเป็น 11 ล้าน ที.อี.ยู.

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 16 - 31 ธันวาคม 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
02 ธ.ค. 2568
ต้องยอมรับว่า การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยที่มั่นคง หัวใจสำคัญด้านหนึ่งต้อง มาจากฐานราก หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การปกครอง ส่วนท้องถิ่นต้องเข้มแข็ง ซึ่งประเทศไทยเราเอง ก็พัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับโดยเฉพาะเมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 เปิดศักราชใหม่ให้กับการกระจายอำนาจลงสู่...