DPU เปิดบ้านต้อนรับนายกสภาการแพทย์แผนไทย เยี่ยมคลินิกและหลักสูตรเชิงนวัตกรรม ชูงานวิจัยสมุนไพรตำรับ–การนวดแผนไทยบนฐานวิชาการ ยกระดับศักยภาพแพทย์แผนไทยสู่มาตรฐานสากล
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) นำโดย รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส และผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรขององค์การสหประชาชาติ พร้อมด้วย ดร.พท.คณิศร์ณิชา ชาญภา รองคณบดีฯ ฝ่ายการแพทย์แผนไทย และผู้อำนวยการดี ซักเซส คลินิกแพทย์แผนไทย ให้การต้อนรับ พท.พท.ป. ธนิสร ศรีวานิชภูมิ นายกสภาการแพทย์แผนไทยและคณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมวิทยาลัยและแลกเปลี่ยนแนวคิดด้านวิชาการ และ งานด้านคลินิกแพทย์แผนไทย การจัดหลักสูตรพัฒนาศักยภาพแพทย์แผนไทย และระบบการจัดการศึกษาแพทย์แผนไทยเชิงนวัตกรรม เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ณ ดี ซักเซส คลินิกการแพทย์แผนไทย อาคาร 14 ชั้น 1 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ เปิดเผยว่า DPU นำโดย ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี ได้มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยให้มีศักยภาพสูงขึ้น ทั้งด้านทักษะทางคลินิก มาตรฐานการรักษา และการยอมรับในระดับสากล โดยเฉพาะแพทย์แผนไทยที่มีใบประกอบโรคศิลปะแล้ว ถือเป็นกำลังสำคัญของระบบสุขภาพไทย ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยจึงดำเนินโครงการเพิ่มพูนทักษะหรือโครงการ Re-skill แพทย์แผนไทยอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันเข้าสู่รุ่นที่ 2 โดยมุ่งเสริมศักยภาพด้านการตรวจวินิจฉัย การรักษาโรคในบริบทคลินิกจริง รวมถึงการใช้ตำรับยาแผนไทยอย่างถูกต้องตามหลักภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยดั้งเดิมและเสริมด้วยนวัตกรรมยาแผนไทยชนิดสกัดเข้มข้นที่ทำให้สะดวกในการรับประทานในปริมาณน้อยโดยมีประสิทธิภาพและปลอดภัยเหมือนภูมิปัญญาทุกประการ
“DPU ให้ความสำคัญกับการนำตำรับยาแผนไทยของแท้กลับมาใช้ควบคู่กับนวัตกรรมการพัฒนาในรูปแบบสารสกัดเข้มข้น เพื่อให้เหมาะสมกับผู้ป่วยในยุคปัจจุบัน โดยปัจจุบันมหาวิทยาลัยได้พัฒนาตำรับยาแผนไทยชนิดสารสกัดแล้วกว่า 277 ตำรับ ซึ่งผ่านการใช้งานจริง มีผลการรักษาที่ชัดเจน ปลอดภัย และได้มาตรฐานตามหลักแพทย์แผนไทย นอกจากนี้วิทยาลัยฯ ยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูองค์ความรู้ด้านการนวดแผนไทย โดยเฉพาะการนวดตามแนวเส้นประธานสิบ ผ่านการจัดทำตำรามาตรฐาน และการเทียบเคียงกับหลักกายวิภาคศาสตร์ของการแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการฝึกอบรมและรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย” คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส DPU กล่าว
.jpg)
ในมิติด้านการศึกษา DPU ได้เริ่มปฏิรูประบบการเรียนการสอนแพทย์แผนไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยนำแนวทางการจัดการศึกษาของแพทย์แผนปัจจุบันมาประยุกต์ใช้ พร้อมส่งอาจารย์ไปอบรมจากหลักสูตรพื้นฐานการเป็นอาจารย์แพทย์มืออาชีพของศิริราชพยาบาล ซึ่งจากการดำเนินการนำร่องพบว่ากระบวนการจัดการเรียนการสอน การประเมินผลและการเป็นที่ปรึกษางานวิจัยดังกล่าวของหลักสูตรนี้ได้นำมาปรับใช้ในการศึกษาของหลักสูตรแพทย์แผนไทยในทุกระดับและให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยยังเดินหน้าการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านแพทย์แผนไทย ทั้งการวิจัยทางคลินิกและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานสากล

โดยปัจจุบันมีนักศึกษาปริญญาโทด้านแพทย์แผนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยพื้นฐานผู้เรียนที่จบหลักสูตรปริญญาตรีแพทย์แผนไทย แผนไทยประยุกต์และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพแพทย์แผนไทย ส่งผลให้เกิดงานวิจัยที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาสร้างนวัตกรรมสุขภาพด้วยแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมบนพื้นฐานหลักฐานเวชศาสตร์เชิงประจักษ์ที่เป็นที่ยอมรับโดยเฉพาะการพัฒนาการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ด้วยตำรับยาแผนไทยและสมุนไพรไทย
รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า DPU มองการศึกษาแพทย์แผนไทยในฐานะ “นวัตกรรมสุขภาพ” ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง สร้างคุณค่าให้กับผู้ป่วย สังคม และเศรษฐกิจ เพื่อการพึ่งพาตนเองทางสุขภาพของชาติ ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในระบบสุขภาพและช่วยสร้างเศรษฐกิจ ทั้งนี้ทางวิทยาลัยเปิดกว้างให้หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมพัฒนาองค์ความรู้และยกระดับวิชาชีพแพทย์แผนไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต

ด้าน พท.พท.ป. ธนิสร ศรีวานิชภูมิ นายกสภาการแพทย์แผนไทย เปิดเผยภายหลังเข้าเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนแนวคิดด้านวิชาการกับคณะผู้บริหารและคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ว่า การมาเยี่ยมชมในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแห่งชาติ ซึ่งเป็นเวทีในระดับนโยบายโดยได้มีโอกาสพบและพูดคุยกับคณบดีวิทยาลัย เฮลท์ แอนด์ เวลเนส DPU และทราบถึงความตั้งใจของมหาวิทยาลัยในการพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการวิจัยสมุนไพรตำรับ รวมถึงการพัฒนาแนวทางการหัตถเวชกรรมไทยที่มีข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างเป็นระบบ
“การวิจัยด้านสมุนไพรตำรับเป็นงานที่มีความท้าทาย เนื่องจากต้องอาศัยองค์ความรู้เชิงวิชาการ กระบวนการวิจัยที่เป็นระบบ และความต่อเนื่องในการพัฒนา เมื่อได้รับฟังแนวคิดและทิศทางการทำงานของคณาจารย์ โดยเฉพาะในระดับบัณฑิตศึกษา ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันงานวิจัยด้านการแพทย์แผนไทยในเชิงลึก จึงเกิดความสนใจและตอบรับคำเชิญในการมาเยี่ยมชมที่ วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส ในครั้งนี้” นายกสภาการแพทย์แผนไทย กล่าว
จากการเยี่ยมชม พท.พท.ป. ธนิสร ระบุว่า ได้เห็นองค์ความรู้และนวัตกรรมที่น่าสนใจ อย่างการพัฒนา Good Practice เรื่อง “การหัตถเวชกรรมไทย (นวดรักษา) ช่วยส่งเสริมสุขภาพสมอง (Smart Brain Massage) ด้วยเวลา 8 นาที” ซึ่งได้มีการตั้งคำถามถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ การศึกษาทางคลินิก และการทบทวนวรรณกรรมทางวิชาการ โดยได้รับคำอธิบายว่ามีการดำเนินการวิจัยในเชิงคลินิกจริง และมีการรวบรวมหลักฐานทางวิชาการอย่างเป็นระบบ ทำให้เห็นว่า เป็นแนวทางการพัฒนาการแพทย์แผนไทยที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ และทำให้เกิดการยอมรับในระดับสหวิชาชีพได้
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ “นวัตกรรมการสกัดตำรับยาไทย” โดยมีการสอบถามถึงกระบวนการสกัด และแนวทางการกำหนดตัวชี้วัดเชิงคุณภาพมาตรฐานเพื่อการประเมินผลทั้งในทางวิชาการและในทางปฏิบัติ รวมถึงการขยายผลในระดับอุตสาหกรรม
พท.พท.ป. ธนิสร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน ในวาระการทำงานของสภาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2568–2571 มีนโยบายเปิดกว้างในการสร้างความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่มีแนวทางสอดคล้องกัน เพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทย และประเทศไทย ไม่ได้จำกัดเฉพาะสถาบันใดสถาบันหนึ่ง ในส่วนของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จากการเยี่ยมชมและรับฟังข้อมูลในครั้งนี้ มีความตั้งใจที่จะนำข้อมูลและประเด็นที่ได้รับเสนอต่อคณะอนุกรรมการบริหารของสภาการแพทย์แผนไทย เพื่อให้คณะกรรมการได้รับทราบและพิจารณาแนวทางความร่วมมือเพื่อพัฒนาวิชาชีพต่อไป