อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก 469
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ จะว่าไปแล้ว เราน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายด้านอยู่มิใช่น้อย โดยเฉพาะกับตัวของนักการเมืองที่ขันอาสาเข้ามารับใช้ประชาชน เพราะหากลองส่องลงไปดูแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า ครั้งนี้มีนักการเมืองทั้งหนุ่มและสาวหน้าใหม่ๆ จากหลากหลายอาชีพ ลงชิงชัยกันอย่างหน้าตาในทุกพื้นที่
.jpeg)
อย่างไรก็ตาม พื้นที่หนึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะมองกันว่า การแข่งขันดุเดือดเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือที่ “จังหวัดสงขลา” แต่นั่นก็คงเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนที่วันนี้ อปท.นิวส์เชิญเป็นแขกให้ความสนใจ และอยากจะขอนำท่านผู้อ่านไปทำความรู้จัก ก็คือ ผู้สมัครรับเลือกตั้งหน้าใหม่คนหนึ่งที่มีดีกรีเป็นถึงนายแพทย์ ที่อนาคตในอาชีพของเขากำลังเจริญก้าวหน้า แต่วันนี้ทำไมเขาถึงขันอาสาออกมารับใช้พี่น้องประชาชนชาวสงขลาบนสนามการเมือง
เขาผู้นั้นก็คือ “ดร.นพ.นวมินทร์ ปิ่นปฐมรัฐ หรือ หมอบอส” คุณหมอนักวิจัย จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ประกาศตัวลงชิงชัย สส. จังหวัดสงขลา เขต 3 ในนามของพรรคประชาชน
หมอบอส ในวัย 36 ปี (เกิด 23 ตุลาคม 2532) เริ่มเล่าถึงชีวิตความเป็นมาของตนเองว่า เป็นคนหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาตั้งแต่กำเนิด โดยเกิดที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โดยคุณพ่อเป็นคนนครปฐม ขณะที่คุณแม่เป็นคนพัทลุง แต่ทั้ง 2 ท่าน ได้มาเป็นอาจารย์สอนที่เทคโนโลยีสงขลา (ปัจจุบัน เทคโนโลยีราชมงคล) ด้านการศึกษาเริ่มเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนสาธิตราชภัฏสงขลา แล้วไปต่อชั้นมัธยมศึกษาที่ 1-6 ที่สาธิตราชภัฏนครปฐม แล้วก็มาสอบเข้าได้ที่คณะแพทย์ศาสตร์ได้ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
“ก็ตั้งใจจะเป็นหมอตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะได้แรงบันดานใจมาช่วงหนึ่งได้ไปอยู่กับคุณยาย แล้ท่านก็เป็นเบาหวานต้องไปหาหมอตลอด ก็ทำให้อยากจะรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็เรียนแพทย์อยู่ 6 ปี ก็ได้ปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 อาจารย์ก็เห็นแววว่า เรียนดี ก็อยากจะติดต่อให้เป็นอาจารย์แพทย์มาสอนต่อต่อที่สงขลานครินทร์”
“ตอนนั้นผมก็มองว่า เอ๊ะทำไมเวลาเรารักษาคนไข้ มันมีเชื้อดื้อยา มียาไม่พอรักษา วัคซีนก็ไม่มีที่ผลิตในประเทศไทย ก็เริ่มอยากเป็นคนพัฒนายาหรือวัคซีนเอง ก็เลยคุยกับอาจารย์ คุยกับคณบดีว่า เป็นไปได้ไหม ที่จะส่งเราไปเรียนปริญญาเอกที่ต่างประเทศด้านภูมิคุ้มกัน ด้านวัคซีน ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากคณะแพทยศาสตร์ในการส่งไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ”
อย่างไรก็ตาม หมอบอส บอกด้วยว่า ตัวเขายังได้ไปเรียนปริญญาโทอีกใบหนึ่งด้านภูมิคุ้มกันวิทยาที่ อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน (Imperial College London) เพราะอยากจะมีความเข้าใจเรื่องของภูมิคุ้มกันวิทยาเป็นอย่างมาก ต้องเรียนอย่างนี้ก่อนว่า พอเป็นหมอก็จะเข้าใจในเรื่องของการรักษาคนไข้ ไม่ได้เข้าใจถึงเรื่องของการวิจัยตัวของยาหรือวัคซีน ก็เลยตัดสินใจว่าอยากจะไปเรียนด้านพื้นฐานเรื่อเของภูมิคุ้มกันวิทยาก่อน ก็จะได้ปรับเรื่องภาษาด้วย ก็ไปเรียนโทที่อิมพีเรียลอยู่ 1 ปี ก็ได้เกียรตินิยมมาด้วย ก่อนที่จะไปเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford)
หมอบอส บอกอีกว่า หมอด้านวัคซีนในประเทศไทยมาก มีน้อยมาก ตอนที่เรียนด้านวัคซีนก็คิดว่า เป็นสาขาที่ไม่น่าจะยุ่งยาก ซึ่งคนยังไม่เข้าใจเรื่องวัคซีนเลยตอนนั้น ซึ่งตอนกลับมาปี 2018 แต่พอ 2019 เกิดเรื่องโควิด-19 ขึ้น คนก็แตกตื่น ก็ถามกันว่า แล้วประเทศไทยมีวัคซีนหรือไม่ ก็ถามกันว่าแล้วประเทศไทยมีหมอวัคซีนไหม ก็จบมาพอดี ตอนนั้นก็ยุ่งมาก อย่างวัคซีน แอสตร้า เซนเนก้า (AstraZeneca) ก็เป็นวัคซีนที่ผลิตที่มหาลัยออกซ์ฟอร์ด คือผลิตในแลปที่เรียนเลยเพราะฉะนั้น ก็จะมีความคุ้นชินกับวัคซีนตัวนี้เป็นอย่างดี
“ตัววัคซีนที่ผมเรียนจะเป็นวัคซีนป้องกันวัณโรค แต่ตัว แอสตร้า เซนเนก้า เป็นวัคซีนป้องกันโควิด เราก็เอาความรู้เรื่องนี้มาพัฒนาต่อว่า วัคซีนที่เรามีตอนนั้นมันไม่เพียงพอ ทำยังไงให้วัคซีนสามารถกระจายได้เพียงพอในประเทศไทย ซึ่งงานวิจัยของผมก็คือเอาวัคซีนจากการฉีดเข้าในกล้ามเนื้อ ซึ่งปกติจะฉีดที่แขน มาฉีดเข้าในผิวหนัง จะทำให้เราสามารถลดปริมาณวัคซีนได้ 10 เท่า โดยภูมิคุ้มกันเท่าเดิม ตอนนั้นก็มีฉีดที่ภูเก็ต กับสถานีกลางบางซื่อ”
.jpg)
หมอบอส บอกว่า ช่วงโควิดเนื่องจากความรู้ของประเทศไทยต่อเชื้อโรคนี้มีน้อยมากๆ เพราะฉะนั้น ทุกคนก็พยายามที่จะทำการศึกษาวิจัยที่จะเข้าใจเชื้อโรคตัวนี้ ช่วงแรกๆ จะเห็นว่า เอะอะอะไรก็ปิดประตูบ้าน ล็อคดาวน์ ฉีดพ่นสารเคมี แบบที่เราไม่มีความเข้าใจ หลังจากนั้นทุกคนก็มองหา ทำไงให้เราฉีดวัคซีนได้ไวที่สุดเพื่อที่จะไม่ตาย เพราะฉะนั้น การที่ผมจบมาด้านวัคซีน ทำให้ได้ใช้ความรู้ความสามารถ ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กรมวิชาการแพทย์ กรมควบคุมโรคในการที่จะศึกษาการฉีดวัคซีนเข้าทางผิวหนัง เพื่อทำให้วัคซีนกระจายได้มากที่สุด คือตอนนั้นทำทั้งวิจัย เป็นแพทย์ออกสนามด้วย ต้องไปอยู่แคมป์ เอาผู้ป่วยมากักตัว ต้องใส่เครื่องป้องกัน ต้องมาวิเคราะห์ข้อมูล ทำความเข้าใจต่อเชื้อให้มากขึ้น นักวิจัยก็น้อย ก็ทำงานตั้งแต่เช้าถึงตี 2 ตี 3 ตี 4
เมื่อพูดถึงภาระงานที่ทำอยู่ประจำเป็นอย่างไร คุณหมอบอกว่า อยู่เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ ผมก็จะมีงานวิจัยประมาณ 30% งานสอนประมาณ 30% แล้วก็จะมีงานส่วนกลางงานบริหารอีกก็ประมาณอีก 30% ส่วนงานตรวจก็ประมาณ 10% เรื่องนี้ทุกคนก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ สำหรับผมก็เริ่มไต่จากเป็นอาจารย์มาเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ แล้วก็เป็นรองศาสตราจารย์ แล้วปีนี้ก็มีงานวิจัย 14 เรื่อง และก็เพิ่มขอศาสตราจารย์ไป แต่ก็คงต้องใช้เวลาในการพิจารณาที่จะทรงโปรดเกล้าฯ
ต่อข้อถามว่า แล้วคุณหมอคิดอย่างไรถึงตัดสินใจลงมาเล่นการเมือง คุณหมอบอส บอกว่า ค่างต้องขอเล่าย้อนไปสักนิดหนึ่ง คือการมาลงการเมืองก็มีประสบการณ์ในการบริหารมาโดยตลอด ก็คือได้เป็นผู้ช่วยคณบดีฝ่ายแพทย์การศึกษา ก็ดูเรื่องการศึกษาของนักศึกษาแพทย์เกือบทั้งหมด แล้วก็ได้มารับงานเป็นผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ก็คือดูงานสื่อสารองค์กร ดูเรื่องของการทำคอร์ปอเรชั่นกับต่างประเทศกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งหมด ตัวเองก็มองการเติบโตตัวเองในการที่เติบโตในสายบริหารไว้ วางแผนไว้ อายุสัก 40 ปี เราอาจจะอยากเข้ากระทรวง หรือว่าอาจจะอยากไปทำงานฝั่งการเมืองอะไรอย่างนี้ ก็วางแผนไว้
“แต่ด้านการเมืองที่เป็นตัวตัดสินใจเลยนี่ ต้องบอกว่า คือเรื่องของน้ำท่วมหาดใหญ่ คือผมว่าน้ำท่วมหาดใหญ่หากได้ติดตามข่าวจะเห็นว่า เป็นการบริหารจัดการที่ล้มเหลวของรัฐบาล ทำให้มีการสูญเสียชีวิตไปถึง 144 ชีวิต มีทรัพย์สินของประชากรชาวหาดใหญ่เสียไปทั้งหมด เรียกว่าสิ้นเนื้อประดาตัวเลยก็ว่าได้ แล้วก็มูลค่าเศรษฐกิจที่เสียไปของหาดใหญ่ที่มันประเมินค่าไม่ได้ ณ ปัจจุบันก็ยังไม่ฟื้นกลับมา ก็เกิดจากการที่บริหารงานล้มเหลว ทั้งในส่วนของภาคท้องถิ่นแล้วก็ภาครัฐบาล”
หมอบอส เล่าให้ฟังถึงบทบาทของเขาในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ที่ผ่านมาว่า ตัวเขามีอีกตำแหน่งหนึ่งคือ เป็นมาสเตอร์เชฟ ยูเค (Masterchef UK) ความเป็นมาก็คือ ในช่วงปีสุดท้ายของการไปเรียนปริญญาเอก ได้ไปแข่งมาสเตอร์เชฟ ยูเค ที่อังกฤษ ก็ได้รองแชมป์กลับมา ก็เป็นเรื่องการทำอาหารท่ได้เรียนรู้มาจากคุณยาย อยู่ต่างประเทศก็ทำอาหารทานเอง กลับมาก็มาเปิดร้านอาหารด้วย ชื่อว่า REALM (เริ่ม) ซึ่งเป็นร้านอาหารสไตล์ฟิวชั่น ตอนนี้ก็มีอยู่มี 3 สาขาแล้ว คือที่หาดใหญ่ 2 สาขา แล้วก็ที่พุทธมณฑลอีก 1 สาขา ก็เปิดมาตั้งแต่ปี 2019 ช่วงโควิดระบาดแต่ก็ไปได้ดีจนมาช่วงน้ำท่วม สาขาแรกที่อยู่ใกล้ๆ กับ มอ. ไม่ท่วม สาขาที่ 2 ที่เป็นลงทุนไปกว่า 20 ล้าน ก็ท่วมหนักเกือบถึงชั้น 2 เสียหายไปก็เกือบ 45 ล้านบาท เรื่องนี้ก็ส่วนหนึ่ง
แต่อีกเรื่องก็คือ อยากจากลงไปช่วยคนที่อพยพมาจากของตัวเอง ก็เลยมาเป็นเชฟใหญ่หรือเป็นผู้อำนวยการหลักในฝ่ายอาหารผลิตอาหารในศูนย์พักพิง ซึ่งนักศึกษาของนครินทร์ตั้งขึ้นมา แต่ก็ไม่มีควาสามารถที่จะทำอาหารเลี้ยงผู้คนจำนวนมากๆ เป็นหมื่นๆ ได้ขนาดนั้น ก็เป็นโจทย์ที่ยากมากๆ ในขณะนั้น
“ถามว่าหน้าที่การเป็นศูนย์พักพิงเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยหรือไม่ หน้าที่ในการที่จะต้องมาทำอาหารเพื่อเลี้ยงคนอพยพเป็นนหน้าที่ของมหาวิทยาลัยหรือนักศึกษาหรือไม่ หน้าที่ของการอพยพคนออกจากบ้านเรือนต่างๆ เป็นหน้าที่ขององค์กรทำความดีของประชาชนคนใดคนหนึ่งหรือเป็นหน้าที่ของทหารหรือของรัฐบาล หน้าที่ของการเตือนก่อนท่วม หน้าที่ของการที่ต้องมาซัพพอร์ตศูนย์พักพิง ซึ่งสุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นมาจากแรงศรัทธาแรงน้ำใจจากพ่อแม่พี่น้องชาวไทยทุกคน”
“ผมอยากขอเล่าแบบตลกร้ายนะครับ รถสุขา มา 1 วันก่อนนายกรัฐมนตรีมา ขณะที่เรามีคนที่อยู่ในศูนย์พักพิงหลัก 8 พัน หลักหมื่นคน อยู่กันมาหลายวันก่อนที่รถสุขาจะมา หรือการคนมาอยู่รวมกันเป็นหลักหมื่นก็จะต้องมีเรื่องของการทะเลาะกันบ้าง แต่ตำรวจไม่เคยเข้ามาดูเลย แต่มาตรวจในวันที่ ผบ.ตร.มา เป็นเรื่องของการทำผักชีโรยหน้า รัฐบาลก็ช้ามาก จัดการก็ไม่เด็ดขาด ไม่เป็นระบบ ไม่มีการวางแผนป้องกัน เรื่องการซักซ้อมเรื่องรับภัยพิบัติไม่เคยเกิดขึ้นในหาดใหญ่
เรื่องเหล่านี้ก็เลยเป็นจุดเปลี่ยนที่คิดว่า เราทำได้ดีกว่านี้ เราคิดว่าเราน่าจะทำได้โดยไม่มีข้อผูกมัด ไม่มีนายทุน หรือเป็นความคิดทางการเมืองที่เอาพวกตัวเองเป็นที่ตั้ง เพราะว่าถ้าเขาคิดถึงคนหาดใหญ่เป็นที่ตั้ง หรือประเทศชาติเป็นที่ตั้ง คงไม่ยุบสภาหนี ทำให้เศรษฐกิจของหาดใหญ่ชงักไป ก็ค่อนข้างโหดร้ายกับคนหาดใหญ่มาก และแม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการจะมาปล่อยเกียร์ว่างไม่มาเยียวยาคนหาดใหญ่ก็ไม่ถูกต้อง

อีกเรื่องที่อยากจะเข้ามาสู่การเมือง ก็คือ การที่เราเป็นหมอเป็นนักวิจัย มันถูกกำหนดกฎเกณฑ์และเงินวิจัยมาจากข้างบน หมายความว่าทุนวิจัยที่กระจายไปให้มหาวิทยาลัยในประเทศไทยปีหนึ่ง 2 หมื่นล้าน น้อยมาก แล้วเราจะคาดหวังให้ได้วัคซีนป้องกันโควิดได้ยังไงกับเงิน 2 หมื่นล้าน เหมือนเราให้เงินเป็นลูกไปไปโรงเรียน 20 บาททุกวัน แต่เราหวังว่าคงจะซื้อพิซซ่า มันก็ไม่ได้ ผมว่ามันจะต้องมีกาจัดสรรงบประมาณให้มาก ให้ตรงจุดกว่านี้ เพื่อที่จะทำให้บุคลากรในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหัวสมองของประเทศไทยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อที่ขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปข้างหน้าต่อไป
.jpg)
.jpg)
“แต่ที่เป็นเรื่องตลกร้าย คือ เรายังไม่มีนักวิจัยหรือว่าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยขึ้นไปเป็นเจ้ากระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เลย แปลกไหม ประเทศเราควรเอาหมอไปอยู่สาธารณสุข ควรจะเอาวิศวะไปอยู่อุตสาหกรรม ควรเอาอาจารย์มหาวิทยาลัยไปอยู่การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เอาครูไปอยู่กระทรวงศึกษาฯ แต่ว่าของเรากลับเอาเอาหนูไปนั่งเป็นหมอ เราเอาอะไรก็ไม่รู้นะครับในการที่จะเป็นโควต้า เราเอาแป้งไปนั่งเกษตรและสหกรณ์ คือผมว่า มันบิดเบี้ยวมากๆ”
คุณหมอบอส บอกว่า อย่างน้อยคิดว่า การที่เราสามารถติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกในเรื่องของการเมืองสีขาว การเมืองที่ไม่มีการซื้อเสียง แล้วก็เข้าไปโดยที่ไม่มีนายทุน นายทุนของเราเป็นประชาชน อันนี้เป็นกระดุมเม็ดแรกที่เลือกเข้ามาแข่งขันในนามของพรรคประชาชน ซึ่งเป็นการเมืองเดียวที่ไม่ซื้อเสียง พรรคการเมืองเดียวที่ยังเป็นการเมืองทีสุจริต แล้วมีอุดมการณ์ มีนโยบายที่สดคล้องกับความคิดของเรา
ต่อข้อถามถึง เป็นมาอย่างไรหรือต้องทำอะไรบ้างในการนำเสนอตัวเองจนได้รับการยอมรับจากพรรคประชาชน คุณหมอบอส บอกว่า พรรคประชาชนมีการอบรมเยอะมาก 3-4 คอร์ส ก็เป็นการเข้าไปสมัครนั่นแหละและก็เป็นล็อตสุดท้ายรอบเก็บตก เพราะมาตัดสินใจเอาช้าหน่อยในช่วงน้ำท่วม เข้าไปแล้วผู้สมัครทุกคนก็ค่อนข้างอึ้ง เพราะทุกคนก็รู้จักจากการที่เราได้ลงไปทำงานเพื่อสังคม ทำงานงานเพื่อคนสงขลามาตลอด ก็ตั้งใจเรียนมาก แล้วก็ผ่านมาทุกคอร์ส สุดท่ายก็มาได้สัมภาษณ์จากคณะกรรมการของพรรค และก็ได้รับคัดเลือกให้มาลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคในเขต 3 ของจังหวัดสงขลา
.jpg)
.jpg)
เป็นยังไงบ้างครับกับการลงพื้นที่หาเสียงชีวิตเปลี่ยนไปไหม มันมีรสชาติยังไงบ้าง คุณหมอบอส บอกว่า ก็ต้องบอกว่า ชอบนะ เพราะได้เข้าใจเรื่องราว ได้คุยกับคน รับฟัง อยู่ในบริบทที่เขาเรียกว่า ครบถ้วนตรงที่ว่าเราได้ยินเรื่องราวของเขาอยู่ในบ้านเขา อยู่ในปัญหาของเขา อยู่ในแดนเขา ถามว่าต่างจากการเป็นหมออย่างไร คือตอนเป็นหมอชาวบ้านต้องมาหาเรา มานั่งรอเราตั้งแต่เช้า แต่ว่าตอนนี้กลายเป็นผมเองที่ตองตื่นมาแต่เช้ามาเตรียมตัวเอง เตรียมทีม ต้องออไปเดินเคาะแต่ละบ้าน และการที่เราเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายเข้าหา ทำให้เราถ่อมตัวขึ้น แล้วอยากจะพูดคุยกับเขาท แล้วก็ฟังเขามากขึ้นแล้ว
นั่นหมายถึงคุณหมอได้รับรู้ปัญหาของชาวบ้านของมากขึ้นจากการไปหาเสียงใช่ไหม คุณหมอบอสกล่าวยอมรับว่า แน่นอน จากปกติที่เราก็จะฟังแค่ปัญหาสุขภาพเป็นอะไรมา กินอะไรมา แต่ตอนนี้มันกลายเป็นว่า เราต้องเข้าใจพวกเขามากขึ้นทั้งตัวบุคคลแล้วก็พื้นที่ เพื่อรับฟังความคิดเห็น แล้วก็รับฟังปัญหาจริงๆ ซึ่งต้องบอกตรงๆ ว่า ชอบมาก แล้วก็ทำให้คิดว่าจะทำยังไงถึงจะนำปัญหาต่างๆ เหล่านนี้ให้ได้เกิดการแก้ไข
ต่อข้อถามว่า หากได้เป็น สส.แล้ว เห็นว่ามีปัญหาสำคัญๆ อะไรที่ต้องดำเนินการแก้ไข คุณหมอบอส บอกว่า เรื่องแรกเลยที่ปฏิเสธไม่ได้ ก็คือเรื่องของปากท้อง เรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของการกินอิ่มนอนหลับ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะฉนั้น เศรษฐกิจไม่ดีอย่างที่เราเห็น อย่างการที่ราคายางอยู่แค่นี้ การที่บ้านนี้มีลูกเยอะ บ้านนี้มีคนแก่ต้องดูแล ปากท้อง การใช้ชีวิตของพวกเขา มันไปต่อไม่ได้ มันไม่ต้องพูดถึงเรื่องว่ามันจะลืมตาอ้าปากได้ คือพูดว่าทำยังไงไม่ให้ถอยหลัง
“ผมว่าเรื่องของปากท้องนี่ เพราะเราไม่มีเรื่องของรัฐสวัสดิการ ไม่เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ ไม่มีเรื่องของการที่จะให้มีผู้ดูแลผู้สูงอายุ ไม่มีการเรียนฟรี ไม่มีเรื่องอะไรอย่างนี้ คนเดอะแบกคือคนคนชั้นทำงานนี่ มันพาไปไม่ไหวทั้งครอบครัว มันไปต่อไม่ได้ บางคนแก่ เราก็ต้องยอมมาฉีดยาอายุ 60-70 ปี เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาปากท้อง ต้องแก้เรื่องของสวัสดิการ แล้วก็ต้องทำต่อเรื่องของเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ทำให้มูลค่าเรื่องผลไม้ดีขึ้น ราคาพืชผลการเกษตรดีขึ้น ผมว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำ และผมก็เชื่อว่า ผมทำได้ และก็สอดคล้องกับนโยบายของพรรคด้วย”
คุณหมอลงเขตไหน และเป็นอย่างไรบ้างจากที่ลงไปหาเสียง เราตั้งคำถามด้านการเมือง คุณหมอบอส บอกว่า เขต 3 จังหวัดสงขลา ครับ เพราะผมเกิด เรียน อยู่เขตนี้ คือที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ก็อยากพัฒนาพื้นที่นี้ และถ้าพูดถึงความเดือด ก็พูดได้ว่า เขตนี้ เป็นสงครามที่เรีกยว่า “กระแส” กับ “กระสุน” ว฿งต้องบอกด้วยว่า กระสึนของฝ่ายตรงข้ามนี่ ถูกลือกันว่า มีมากที่สุดในประเทศไทย แต่ก็ค่อนข้างมั่นใจเพราะในเรื่องของนโยบายแล้วก็ฐานคนที่จะไปลงคะแนนเสียง มีทั้งกลุ่มที่เป็นคนชั้นกลาง กลุ่มที่เป็นนักศึกษานักเรียนหรือว่าเป็นศิษย์เก่า หรือว่าบุคลากรของ มอ. ที่อยู่โดยรอบ ก็เป็นฐานของเราที่มั่นคง
.jpg)
“ก็เลยคิดว่า สงครามกระแสกับกระสุนนี่ก็น่าลุ้น สนุกครับ คือเสียงตอบรับดีมาก ดีกว่าที่คิด ดีกว่าที่โพลออกมา จากการลงพื้นที่ เราพบว่า คนอกหัก คนเบื่อการเมือง เขารู้สึกว่าคราวที่แล้วที่เขาเลือกไปแล้วกลายเป็นจากขาวเป็นดำ ผิดหวังกันเยอะ กลายเป็นแบบ 888 กลายเป็นเรื่องของรับเหมาผูกขาด บางคนถึงขั้นร้องไห้ที่เข้ารู้สึกว่าเลือกผิด เขาก็ให้หาคนใหม่ที่จะลงมาให้เลือก พอรู้ว่าเราเป็นหมอด้วย ก็เลยเป็นตัวเลือกที่ดี
เราปิดท้ายด้วยว่า คุณหมอมีอุดมคติและหลักการในชีวิตไว้อย่างไร คุณหมอบอส บอกว่า “เนื่องจากผมเป็นศิษย์เก่า มอ. ผมยึดพระราชปณิธานของพระบิดา คือให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ 2 ประโยชน์เพื่อมนุษย์เป็นกิจที่ 1 ซึ่งอันนี้ยึดมาตั้งแต่ตั้งแต่เป็นเป็นหมอ เป็นนักเรียนแพทย์ เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่ผมทำงาน ผมจะถือประโยชน์ของส่วนรวม ของเพื่อนมนุษย์เป็นสิ่งแรกมานำหน้าในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ อยากจะได้ ก็เหมือนกับที่รู้สึกว่าอยากเป็นหมอเพราะว่าทำไมคุณยายต้องรอตรวจ พอจบหมอแล้วก็บอกว่า เอ๊ะทำไม ทำไมเราถึงไม่มียา ไม่มีวัคซีน เป็นของตัวเอง พอมมาเรื่องของน้ำท่วม ก็เห็นชัดเลยว่าเราต้องทำให้ทำยังไงก็ได้ให้หมอพยาบาลมีข้าวกิน ทำยังไงก็ได้ให้คนที่ศูนย์พักพิงได้กินข้าวที่อิ่มแล้วก็อุ่น ก็เลยกลายเป็นว่า พอคนที่อยู่บนเราเขาทำไม่ดี เขามองเราเป็นของตาย ผมก็รู้สึกว่า มันต้องเป็นผมแหละที่เข้ามาทำแล้ว”
“ผมก็ยังไม่ได้พูดเลยนะว่า ผมจะได้อะไรบ้าง จะทำให้การเมืองเดิมเห็นแล้วว่า ถ้าเขาทำไม่ดี มีคนพร้อมที่จะเข้ามาล้มเขา มีคนพร้อมที่จะเข้ามาสู้ แต่สุจริตที่เอาความรู้ความสามารถและนโยบายเข้ามาแข่ง และจากการลงพื้นที่ ชาวบ้านก็เริ่มบอกว่ามีความหวัง” คุณหมอบอส กล่าว
