‘ประกันสังคม' ลุยปฏิรูปการบริหารจัดการและงบประมาณ รื้อโครงการปี 2569 ชะลอส่วนที่ไม่คุ้มค่า-ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตน
น.ส.กาญจนา พูนแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า หลักการบริหารจัดการเงินที่เก็บจากผู้ประกันตน นายจ้าง และภาครัฐโดยเงินสมทบส่วนหนึ่งตามกฎหมายนำมาใช้ในการบริหารสำนักงานประกันสังคม(สปส.) โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.จ่ายสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนกรณีต่างๆ
2.จัดสรรบางส่วนเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน เนื่องจากมีพนักงานประกันสังคมประมาณ 4,600 คนจ่ายเป็นค่าเงินเดือนและสาธารณูปโภค อุปกรณ์ต่างๆของสำนักงานทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ซึ่งที่ผ่านมาจัดสรรมาประมาณ 2 % กว่าๆ ขณะที่ตามกรอบกฎหมายกำหนดให้ใช้ได้ไม่เกิน 10 %
และ3.นำไปลงทุนเพื่อให้เกิดดอกผลไปรอการจ่ายสิทธิประโยชน์ระยะยาวให้กับผู้ประกันตน เช่น เงินบำนาญชราภาพ
น.ส.กาญจนา กล่าวอีกว่า ในการบริหารเงินส่วนสำคัญที่อาจจะมีประเด็นต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งได้ให้นโยบายและวางแผนไว้จะดำเนินการ โดยในปี 2569 อาจจะมีการทบทวนประเด็นที่มองว่าไม่เกิดประโยชน์ และมีการวางแผนสำหรับปี 2570 ที่กำลังจะมีการประชุมจัดทำคำของบประมาณ
โดยจะทำเรื่องการปฏิรูปการบริหารจัดการงบประมาณและความโปร่งใส เนื่องจากบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป สำนักงานประกันสังคมจึงมุ่งพิจารณาการจัดสรรการใช้จ่ายเงิน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ประกันตน โดยยึดถือเรื่องความคุ้มค่า ความจำเป็น และความโปร่งใสเป็นที่ตั้ง
“การจัดทำคำของบประมาณจะมีการแบ่งเป็นงบประมาณตามความจำเป็น และควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็น โดยในส่วนของงบประมาณต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานก็จะมีการทบทวน ซึ่งงบประมาณปี 2570 กำลังกำหนดหลักเกณฑ์และเตรียมประชุมหารือในเร็วๆ นี้” น.ส.กาญจนา กล่าว
น.ส.กาญจนา กล่าวอีกว่า การจัดสรรงบประมาณของสำนักงานประกันสังคม มีกลไกตรวจสอบที่เข้มข้นหลายชั้น เริ่มตั้งแต่อนุกรรมการไปจนถึงคณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ด) ซึ่งเป็นระบบไตรภาคีที่มีตัวแทนจากทั้งฝ่ายผู้ประกันตน นายจ้าง และภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบบัญชีจากองค์กรอิสระอย่างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และการรายงานงบเงินประจำปีอย่างสม่ำเสมอ
“โครงการของปี 2569 ที่ผ่านการอนุมัติจากบอร์ดมาแล้ว ก็นำกลับมาทบทวนบางรายการที่อาจจะมองว่าไม่คุ้มค่าหรือไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตน โครงการใดที่ไม่ตอบโจทย์ จะให้ชะลอ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมใหม่ โดยถือเอาประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นสำคัญที่สุด” น.ส.กาญจนา กล่าว
น.ส.กาญจนา กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างจะพยายามดำเนินงานตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการทำให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ เน้นการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-bidding เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม มีความคุ้มค่าและประหยัดงบประมาณ สามารถตรวจสอบได้ โดยมีการเปิดเผยข้อมูลผ่านเว็บไซต์เพื่อให้สาธารณะตรวจสอบได้เสมอ
ส่วนกรณีการเดินทางไปต่างประเทศของคณะกรรมการหรืออนุกรรมการ ก็ต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติจากบอร์ดหรืออนุกรรมการต่างๆเป็นรายกรณีไป ในส่วนของสำนักงานหากมีการประชุมหรือสัมมนาจะพิจารณาเฉพาะเท่าที่จำเป็นและต้องมั่นใจว่าเกิดความคุ้มค่าต่อผู้ประกันตน
สำหรับเรื่องการเปลี่ยนผ่านระบบไอทีที่มีความติดขัด น.ส.กาญจนา กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านที่ยิ่งใหญ่มาก จากระบบเดิมที่ใช้มานานกว่า 30 ปี ไปสู่ระบบใหม่ที่เรียกว่า SSO Core ซึ่งเป็นเว็บแอปพลิเคชันที่ออกแบบมาให้รวดเร็ว และตอบโจทย์ปัจจุบันมากขึ้น แต่ในช่วงที่มีการถ่ายโอนข้อมูลมหาศาลและการปิดระบบเดิม อาจทำให้เกิดความผิดพลาดในบางประการ ซึ่งสำนักงานประกันสังคมต้องขอน้อมรับความผิดพลาดนี้และขออภัยผู้ประกันตน
“แต่ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการจัดตั้ง War Room ประชุมติดตามงานทุกวัน และระดมเจ้าหน้าที่ทั้งส่วนกลางและภูมิภาคมาช่วยคีย์ข้อมูลแบบ manual ควบคู่ไปกับระบบใหม่เพื่อไม่ให้งานสะดุด ขณะนี้ระบบกำลังพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ และจะหยุดนิ่งไม่ได้จนกว่าจะสมบูรณ์”น.ส.กาญจนา กล่าว
น.ส.กาญจนา กล่าวอีกว่า การจ่ายเงินสิทธิประโยชน์บางส่วนล่าช้า โดยเฉพาะกรณีว่างงานได้มีการเร่งดำเนินการ ล่าสุด สามารถโอนเงินสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานที่คงค้างอยู่ได้ประมาณ 2 แสนกว่าราย คิดเป็นเม็ดเงิน 618 ล้านบาท โดยต้องอาศัยความทุ่มเทแรงใจของเจ้าหน้าที่ด่านหน้าทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด หากจุดไหนมีปัญหาติดขัดจะถูกส่งมาที่ส่วนกลางเพื่อเร่งอนุมัติสั่งจ่ายทันที เนื่องจากตระหนักดีว่าสิ่งเหล่านี้ คือ ความเดือดร้อนของผู้ประกันตน จึงร่วมมือกันทั้งระบบเพื่อแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด
ขณะที่เรื่องแผนยุทธศาสตร์การลงทุน น.ส.กาญจนา กล่าวว่า เงินที่นำไปลงทุนมีแนวทางบริหารจัดการเงินลงทุนอย่างโปร่งใสและเป็นมืออาชีพ เพื่อความยั่งยืนของกองทุน ล่าสุด บอร์ดได้เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การลงทุนฉบับที่ 5 ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2571-2572) โดยจะมีการปรับสัดส่วนการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ จากเดิมที่เน้นสินทรัพย์มั่นคงสูง 60% และสินทรัพย์เสี่ยงสูง 40% เปลี่ยนเป็นสัดส่วน 50 ต่อ 50 เพื่อขยายตลาดการลงทุนและเพิ่มอัตราผลตอบแทนคาดหวังจากเดิมที่ 5.2 % ต่อปี เป็น 5.9 % ต่อปี ซึ่งการปรับนี้จะต้องผ่านการเห็นชอบจากกระทรวงแรงงานและกระทรวงการคลังก่อน เพื่อให้ค่าตอบแทนเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าในอดีต

“การลงทุนย่อมมีความเสี่ยงและอาจมีบางส่วนที่ผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้า ซึ่งมีการติดตามและรายงานอย่างสม่ำเสมอ สำหรับการลงทุนในอนาคต บอร์ดได้อนุมัติระเบียบการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาดใหม่ โดยนำบทเรียนจากอดีตมาปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้รัดกุมและรอบคอบยิ่งขึ้น ซึ่งระเบียบนี้ผ่านการกลั่นกรองจากผู้เชี่ยวชาญหลายองค์กร และมีการแต่งตั้งอนุกรรมการลงทุนกับอนุกรรมการความเสี่ยงเพื่อทำหน้าที่คานอำนาจกัน โดยมีตัวแทนจากทั้งฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนร่วมติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างมาตรฐานความโปร่งใสสูงสุดและป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้น”น.ส.กาญจนา กล่าว
น.ส.กาญจนา กล่าวด้วยว่า ขณะนี้กำลังเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานประกันสังคม โดยมีการแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนและพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งด้านการบริการและการลงทุนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกันตนและบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป
“ยังมุ่งหวังระบบประกันสังคมเป็นที่พึ่งของทุกคนในสังคมยามเดือดร้อน ประสบปัญหา และยืนหยัดดูแลสิทธิประโยชน์อย่างเต็มกำลังให้สมกับเจตนารมย์การสร้างระบบประกันสังคม ให้เป็นที่พึ่งของผู้ประกันตน”น.ส.กาญจนา กล่าว