เมื่อวันที่ 13 ก.พ. นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะ ผู้อํานวยการศูนย์ KPI Poll เปิดเผยว่า สถาบันพระปกเกล้า ได้ทำการสํารวจ เรื่อง “ประเด็นเร่งด่วนที่อยากให้รัฐบาลใหม่ทําหลัง เลือกตั้ง” ซึ่งเป็นการสำรวจครั้งที่ 8 ได้ทําการสํารวจ ระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 2 ก.พ. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จํานวน 2,000 ตัวอย่าง
โดยมีบทสรุปสําคัญจากผลสํารวจ ดังนี้
1.ความคาดหวังหลังเลือกตั้งแก้เศรษฐกิจนําตามด้วยแก้ปัญหาสังคมและการเมือง สิ่งแรกที่อยากให้รัฐบาลใหม่ทําหลังเลือกตั้ง พบว่าภาพรวม ต้องการให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจมากที่สุด 38.0% รองลงมา คือ แก้ปัญหาสังคม 32.3% และ ปัญหาการเมือง 29.7% โดยภาพรวมประชาชนอยากเห็นรัฐบาลใหม่เริ่มงานทันทีในเรื่องที่กระทบชีวิตประจําวัน เมื่อถามเชิง ภาพใหญ่ จึงเน้นไปประเด็นที่กระทบความเป็นอยู่ก่อน ในขณะที่เรื่องสังคมและการเมืองก็มีความสําคัญ ที่ต้องการให้แก้ไขไม่แพ้กัน
2.ภาพรวมด้านการเมือง “แก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง” นําแบบทิ้งห่าง ด้านเศรษฐกิจ หวังลดรายจ่ายค่าครองชีพสูงสุด ส่วนด้านสังคมเน้นแก้ปัญหายาเสพติดโดยด้านเศรษฐกิจ ลดรายจ่ายค่าครองชีพ 47.8% รองลงมาคือแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน 25.6% กระตุ้นเศรษฐกิจ 20.8% และ ดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ 5.8% ด้านสังคม แก้ปัญหายาเสพติด33.6% รองลงมาคือธุรกิจผิดกฎหมาย/สแกมเมอร์ 29.4% เพิ่มสวัสดิการแก่คนทุกวัย 24.5% และปัญหาสิ่งแวดล้อม 12.5%
ขณะที่ด้านการเมือง แก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง 52.7% รองลงมาคือแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย 17.8% แก้ปัญหาชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 17.4%และ ลดความ ขัดแย้งทางการเมือง 12.0% ซึ่งสะท้อนว่า หลังเลือกตั้ง คนไม่ได้อยากได้แค่รัฐบาลใหม่ แต่ต้องการ “มาตรฐานใหม่” ของการใช้ อํานาจรัฐ คอร์รัปชันเป็นปัญหารากฐานในสายตาประชาชน ถ้าไม่จัดการคอร์รัปชัน ความหวังเรื่องอื่นจะไม่เกิด
ในขณะที่เกือบครึ่งอยากให้รัฐลดรายจ่ายเป็นงานด่วน สังคมอยู่ในภาวะ “ค่าใช้จ่ายนํารายได้” ทําให้ความหวังต่อรัฐบาลใหม่ถูกวางไว้ที่การลดภาระทันที ไม่ใช่คําสัญญาเชิงภาพใหญ่ เช่นเดียวกับการ แก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัญหาด่วนสุดในด้านสังคมที่โยงไปหลายปัญหาในชุมชน ทั้งความไม่ปลอดภัย อาชญากรรม และความรุนแรง สะท้อน “ความกังวลต่อความเสี่ยง” มากกว่าการพัฒนาเชิงคุณภาพชีวิตระยะยาว
3.”ความต่างของช่วงวัย”ส่วนใหญ่เลือก “แก้คอร์รัปชัน” ก่อน แต่ Gen Z เลือก “ลดรายจ่ายค่า ครองชีพ” เร่งด่วนสุด ส่วน “ความต่างเชิงพื้นที่”- ส่วนใหญ่มอง “แก้คอร์รัปชั่น” เร่งด่วน ส่วน “กรุงเทพฯ และ ภาคกลาง” เน้นลดรายจ่ายค่าครองชีพ GenY(28-43ปี),GenX(44-59ปี)และGenBabyBoomer อายุ60 ปีขึ้นไป ต้องการให้รัฐบาลใหม่แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังสูงที่สุด ในขณะที่ Gen Z อายุ 18-27 ปี ต้องการให้ รัฐบาลใหม่แก้เรื่อง ลดรายจ่ายค่าครองชีพ สูงที่สุด
ขณะที่ภาคเหนือ,ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ,ภาคตะวันออก และภาคใต้ต้องการให้รัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังสูงที่สุด ส่วนกรุงเทพฯ และภาคกลางต้องการให้รัฐบาลใหม่ แก้เรื่องลดรายจ่ายค่าครองชีพสูงที่สุด สะท้อนภาพของGenZ ที่รับแรงกดดันด้านต้นทุนชีวิต ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูง เช่นค่าเดินทางค่าที่อยู่ ค่าอุปกรณ์การเรียน ทํางาน รายได้เริ่มต้น จึงเน้นเรื่องตอบโจทย์ที่กระทบตรงหน้า ส่วนคนรุ่นทํางาน- สูงวัย มองคอร์รัปชันเป็น “รากของปัญหา” ที่ทําให้ระบบไม่เป็นธรรม และทําให้ค่าครองชีพ การบริการรัฐ ไม่ดีขึ้น
เมื่อพิจารณาตามภูมิภาคสะท้อนว่าหลายภาคมองคอร์รัปชันไม่ได้เป็นประเด็นนามธรรม แต่ถูก เชื่อมตรงกับปัญหาด้านอื่นๆ ส่วนต่างจังหวัดมักรับรู้ความเหลื่อมล้ําเชิงอํานาจ โอกาสผ่านประสบการณ์จริง เช่น การเข้าถึงงานรัฐ โครงการช่วยเหลือ การบังคับใช้กฎหมาย ความคาดหวัง จึงเทไปที่การ “อุดรอยรั่ว ของระบบก่อน” ส่วนกรุงเทพฯ และภาคกลาง กําลังส่งสัญญาณว่า ขอให้รัฐบาลเริ่มจากเรื่องที่ทําให้ชีวิต เบาลงทันที เพราะถูกบีบด้วยต้นทุนชีวิตเมือง
นายอิสระ ระบุว่า ผลสํารวจชี้ว่า หลังเลือกตั้งประชาชนคาดหวัง “รัฐบาลใหม่ที่เริ่มงานทันที” โดยเมื่อมองภาพใหญ่ ต้องการให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจมากที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่กระทบชีวิตประจําวันโดยตรง ขณะเดียวกันเมื่อเจาะรายประเด็นพบว่าประชาชนต้องการให้แก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจังนําแบบทิ้งห่าง สะท้อนความรู้สึกว่าหากระบบยังรั่วไหล นโยบายอื่นก็ไม่ถึงประชาชน อีกทั้งยังเห็นความต่างเชิงรุ่น และเชิงพื้นที่ที่รัฐบาลต้อง “สื่อสารและออกแบบมาตรการให้ตรงโจทย์” สรุปแล้วรัฐบาลใหม่ควรเดิน “สอง รางคู่ขนาน” คือ ทํามาตรการปากท้องที่เห็นผลเร็วควบคู่กับยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสให้เป็นรูปธรรม เพราะเป็นเงื่อนไขสําคัญของความไว้วางใจและการทําให้นโยบายอื่นให้ถึงประชาชนได้จริง