(2 มี.ค. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รับผิดชอบการจราจร) พร้อมผู้บริหารสำนักการจราจรและขนส่ง ผู้อำนวยการเขตคลองเตย ผู้กำกับการ สน.คลองตัน ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการติดตั้งระบบสัญญาณไฟจราจรแบบ Adaptive Control ณ แยกถนนสุขุมวิท 71 (ถนนปรีดี พนมยงค์) เขตคลองเตย
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เทคโนโลยีคือเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาจราจรอย่างเป็นระบบ แม้ไม่ใช่ “เครื่องมือวิเศษ” ที่ทำให้รถหายติดทันที แต่เป็นหนึ่งในเฟืองหลักที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของคนกรุงเทพฯ ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครมีทางแยกในความดูแล 746 แห่ง โดยกว่า 80% ยังเป็นระบบ Fixed Time หรือการตั้งเวลาไฟเขียว–ไฟแดงแบบคงที่ ไม่สอดคล้องกับปริมาณรถที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กทม. จึงเร่งปรับสู่ระบบ Adaptive ที่ใช้กล้อง CCTV และเทคโนโลยีประมวลผลภาพ ตรวจจับปริมาณรถแบบ Real-time และประมวลผลด้วยอัลกอริทึมเพื่อปรับสัญญาณไฟตามสถานการณ์จริง
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวด้วยว่า ในช่วงปี 2567–2568 กรุงเทพมหานครได้ติดตั้งและเปิดใช้งานระบบ Adaptive แล้ว 74 ทางแยก ครอบคลุมถนนสายหลักหลายเส้นทาง และจากผลการประเมินพบว่าสามารถลดความล่าช้า (Delay) ในการเดินทางบริเวณทางแยกได้เฉลี่ย 10–41% ตัวอย่างผลลัพธ์ที่เห็นชัด ได้แก่ แยกสามเหลี่ยมดินแดง ลดความล่าช้าสูงสุดถึง 41% แยกพระโขนง (ฝั่งถนนพระราม 4) จากเดิมประชาชนร้องเรียนว่ารอสัญญาณไฟแดงนานถึง 12 นาที ปัจจุบันเหลือเพียง 5–6 นาที นอกจากนี้ ระบบ Adaptive ยังช่วยลดปัญหา Lost Green Time (ไฟเขียวแต่ไม่มีรถ) และป้องกัน Gridlock หรือรถติดค้างกลางแยก โดยหากตรวจพบว่าด้านหน้าระบายรถไม่ได้ ระบบจะตัดไฟเขียวทันที เพื่อลดการกีดขวางทางแยก
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุว่า ระบบนี้ช่วยให้การปล่อยสัญญาณไฟเป็นไปตามสภาพจราจรจริง แม้ในช่วงที่รถไม่หนาแน่นก็ช่วยลดการรอไฟแดงโดยไม่จำเป็น และมีส่วนช่วยลดพฤติกรรมฝ่าฝืนสัญญาณไฟ เนื่องจากประชาชนเห็นความเป็นธรรมของระบบมากขึ้น สำหรับปี 2569 กรุงเทพมหานครเตรียมติดตั้งระบบ Adaptive เพิ่มอีก 50 ทางแยก และมีแผนต่อเนื่องอีก 20 ทางแยกในอนาคต โดยจะเน้นจุดตัดสำคัญที่เชื่อมต่อกันเป็นโครงข่าย เพื่อให้การบริหารจัดการสัญญาณไฟมีความสอดประสานทั้งระบบ ไม่ใช่แก้เฉพาะจุด
ด้านรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลยืนยันว่า ตำรวจนครบาลสนับสนุนการนำระบบ Adaptive มาใช้เต็มที่ เนื่องจากช่วยลดภารกิจการควบคุมสัญญาณไฟด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ ทำให้ตำรวจสามารถไปปฏิบัติภารกิจสำคัญด้านการบังคับใช้กฎหมายและดูแลจุดเสี่ยงอื่น ๆ ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังคงมีเจ้าหน้าที่ประจำจุดเพื่อรองรับกรณีเหตุฉุกเฉินหรือระบบขัดข้อง
ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ย้ำว่า การแก้ปัญหาจราจรต้องดำเนินการควบคู่หลายมิติ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การจัดระเบียบการจอดรถ การพัฒนาขนส่งสาธารณะ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยระบบ Adaptive เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้การใช้ทรัพยากรจราจรมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“การติดตั้ง ‘สมองกล’ ให้กับทางแยกในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการปรับเวลาไฟ แต่เป็นการยกระดับการบริหารจัดการจราจรทั้งระบบ ลดเวลาการเดินทาง ประหยัดพลังงาน ลดมลพิษ และขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่เป้าหมาย ‘เมืองเดินทางดี’ อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวในตอนท้าย
#เดินทางดี #AdaptiveControl #กทม