เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วย นายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านฯ ร่วมหารือกับ นายไมเคิล แอนเดรียเซ่น ประธานมูลนิธิไอแคร์ ประเทศไทย (iCare Thailand Foundation) พร้อมด้วย ผศ.รัศมี กฤษณมิษ ที่ปรึกษามูลนิธิฯ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้กับกลุ่มเป้าหมายที่พลาดโอกาสทางการศึกษา ณ ห้องประชุมทองอยู่ แก้วไทรฮะ กรมส่งเสริมการเรียนรู้
มูลนิธิไอแคร์ ประเทศไทย เป็นองค์กรการกุศลที่มุ่งพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ผ่านการดำเนินโครงการด้านการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต การส่งเสริมอาชีพ และการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ขาดแคลนและผู้ประสบภัย โดยมูลนิธิได้ดำเนินโครงการสำคัญ อาทิ “Homes of Hope : บ้านแห่งความหวัง” สนับสนุนการสร้างหอพักนักเรียน อาคารเรียน และบ้านพักครู เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลได้เข้าถึงการศึกษา พร้อมทั้งมอบทุนการศึกษาและจักรยานให้แก่นักเรียนที่ขาดแคลน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสทางการศึกษา
นอกจากนี้ มูลนิธิยังสนับสนุนรถเข็นจำหน่ายอาหารให้แก่ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพและการพึ่งพาตนเอง รวมทั้งให้ความช่วยเหลือสิ่งของจำเป็นแก่ผู้ประสบอุทกภัย ขณะเดียวกันยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยพายัพจัดหลักสูตรระยะสั้นด้านการโรงแรม เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพและสร้างโอกาสการมีงานทำในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ของคณะผู้บริหาร สกร. ณ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี พบว่านักศึกษา สกร. ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ จำนวน 44 คน มีความต้องการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เพื่อใช้พัฒนาตนเองและสื่อสารกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด
จากความต้องการดังกล่าว สกร. จึงได้หารือกับมูลนิธิไอแคร์ ประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับกลุ่มผู้ขาดโอกาสในสังคม เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการสนับสนุนการเรียนรู้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
นายไมเคิล แอนเดรียเซ่น ประธานมูลนิธิไอแคร์ ประเทศไทย กล่าวว่า ภารกิจของมูลนิธิมุ่งสนับสนุนเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยได้ดำเนินโครงการช่วยเหลือเด็กไทยมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากครอบครัวได้เข้ามาใช้ชีวิตในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เพื่อทำงานด้านสังคมและการศึกษา
จากการลงพื้นที่ศึกษาปัญหาในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก และแม่ฮ่องสอน พบว่าเด็กจำนวนมากหลุดออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเดินทางและปัญหาด้านทุนทรัพย์ มูลนิธิจึงได้พัฒนารูปแบบการช่วยเหลือ เช่น การสร้างหอพักนักเรียน อาคารเรียน บ้านพักครู และการมอบทุนการศึกษา พร้อมขยายการดำเนินงานไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยในปี 2569 มีแผนสนับสนุนการศึกษาเพิ่มเติมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออธิบดี สกร. กล่าวเพิ่มเติมว่า สกร. มีความยินดีที่จะเปิดโอกาสให้นักเรียนในเครือข่ายของมูลนิธิไอแคร์ได้เดินทางมาเปิดโลกทัศน์ เข้าชมท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียน เนื่องจากเด็กหลายคนยังไม่เคยมีโอกาสได้เดินทางมาทัศนศึกษาในลักษณะดังกล่าว
นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานยังได้หารือแนวทางการจัด “ค่ายภาษาอังกฤษ” สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังไม่รู้หนังสือแต่มีความประสงค์จะเรียนรู้ภาษาอังกฤษ โดยอาจประสานความร่วมมือจากนิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ นักเรียนจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มาร่วมเป็นผู้ช่วยสอน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้เด็กอยากกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยรูปแบบกิจกรรมอาจจัดเป็นค่ายระยะสั้นแบบ 1 วัน หรือ 2 วัน 1 คืน เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทการเดินทางของนักศึกษาในพื้นที่ ทั้งนี้การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษยังสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้ เช่น การค้าขายออนไลน์ หรือการประกอบอาชีพในพื้นที่ท่องเที่ยว
ในขณะเดียวกัน สกร. และมูลนิธิไอแคร์ ยังได้หารือแนวทางยกระดับระบบการแนะแนวการศึกษาและอาชีพ โดยมีแนวคิดให้มูลนิธิไอแคร์เข้ามาสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพครูแนะแนวของ สกร. ระดับอำเภอทั่วประเทศ จำนวน 928 แห่ง ผ่านการจัดอบรมและพัฒนาสื่อแนะแนวรูปแบบใหม่ เช่น คลิปวิดีโอให้คำปรึกษาด้านอาชีพ สุขภาวะ และการแก้ปัญหาชีวิต รวมถึงการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เพื่อให้ครูสามารถแนะนำเส้นทางการศึกษา เส้นทางชีวิตและอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศ โดยมุ่งสร้าง “คนคุณภาพ” ผ่านการศึกษา ทักษะชีวิต และทักษะอาชีพ เพื่อเชื่อมโยงโอกาสสู่การทำงานและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน