AMATA ท็อปฟอร์ม! กำไรปี 68 กวาด 3.1 พันล้าน ดีมานด์อุตสาหกรรมใหม่แข็งแกร่ง เปิดรับลงทุนปี 2569
AMATA โชว์ผลงานปี 2568 ท็อปฟอร์ม! กำไรสุทธินิวไฮ 3,149 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 28% จากการโอนที่ดินนิคมอุตสาหกรรมและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ หนุนอัตรากำไรขั้นต้นแตะ 45% พร้อมประกาศจ่ายปันผลรวม 1.10 บาทต่อหุ้น ปัจจุบันมี Backlog กว่า 2 หมื่นล้าน ทะยอยการรับรู้รายได้ตามแผนของบริษัท ขณะที่ดีมานด์ลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยี – ดิจิทัล –ยานยนต์ไฟฟ้ายังแข็งแกร่ง
นางสาวเด่นดาว โกมลเมศ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 สร้างสถิติสูงสุดใหม่ (New High) บริษัทมีกำไรสุทธิ 3,149 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,467 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 927 ล้านบาท โดย ปี 2568 มีรายได้รวม 14,524 ล้านบาท ลดลง 3 % เมื่อเทียบจากปีก่อน อยู่ที่ 14,987 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย 1.รายได้การขายอสังหาริมทรัพย์ 8,703 ล้านบาท ลดลง 3% เนื่องจากการโอนที่ดินลดลงจากปีก่อน โดยในปี 2568 บริษัทมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินรวมทั้งสิ้นจำนวน 1,645 ไร่ (ไทย 1,493 ไร่ และเวียดนาม 152 ไร่) โดยมีมูลค่าคงค้าง (Backlog) ณ 31 ธันวาคม 2568 อยู่ที่ 21,131 ล้านบาท 2.รายได้ค่าสาธารณูปโภค 4,545 ล้านบาท ลดลง 5% เมื่อเทียบจากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากรายได้ค่าสาธารณูปโภคจากประเทศเวียดนามที่ลดลง และ 3.รายได้จากการให้เช่า 1,034 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน เนื่องจากพื้นที่ให้เช่าที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทมีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทั้งประเทศไทย, เวียดนาม, และลาว โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีรายได้จากธุรกิจหลัก ดังนี้ 1.ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 60% ซึ่งมีรายได้จากการขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยและเวียดนาม, 2.ธุรกิจบริการสาธารณูปโภค 31% ซึ่งประกอบด้วยรายได้จากการให้บริการน้ำ ไฟฟ้า และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม และ 3.ธุรกิจโรงงานให้เช่าสำเร็จรูป 7% ของรายได้จากธุรกิจหลัก และรายได้อื่น 2 % โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 69,654 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,729 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา
ขณะที่บอร์ดประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 มีมติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 (งวดการดำเนินงานวันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2568) ให้แก่ผู้ถือหุ้นเป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 1.10 บาท ซึ่งจะเป็นการจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายจากกำไรสำหรับปีตามงบการเงินรวมในอัตราหุ้นละ 0.75 บาท เนื่องจากบริษัทมีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลแล้ว โดยจ่ายจากกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนทั้งจำนวน กำหนดจ่ายเงินปันผล 26 พฤษภาคม 2569 หลังได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น
นายยาซูโอะ ซึซึอิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมถึงภาพรวมดีมานด์ในปี 2026 ซึ่งยังแข็งแกร่งในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างเทคโนโลยี – ดิจิทัล –ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึง Data Center ที่ยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีความต้องการสูง ทั้งนี้ กลยุทธ์ของเราคือการรักษาฐานอุตสาหกรรมที่หลากหลายในการผลักดันผลการดำเนินงานของบริษัท
ในด้านภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลก แม้ว่ายังคงเผชิญความเปราะบางจากปัจจัยทางการเมือง ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.2% ในปี 2568 ก่อนชะลอลงเป็น 2.9% ในปี 2569
ขณะที่เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัว 2.4% โดยในช่วงปลายปีมีแรงหนุนของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รายได้จากภาคท่องเที่ยว รวมถึงการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ส่วนภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัวตามกิจกรรมเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การแข็งค่าของเงินบาท สภาพคล่องของภาคธุรกิจ การปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม และทิศทางการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในระยะต่อไป
ด้านการลงทุนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีมูลค่าเงินลงทุนรวม 1.88 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% เมื่อเทียบกับปีก่อน มีจำนวนโครงการทั้งสิ้น 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ดิจิทัล, อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน, เกษตรและแปรรูปอาหาร 75.6 หมื่นล้านบาท และปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ซึ่งโครงการส่วนใหญ่กว่า 63% ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของประเทศไทย
สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) ในปี 2568 มีจำนวนเงินลงทุนรวม 1.36 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% จากปีก่อน โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์, ฮ่องกง, จีน, และสหราชอาณาจักร เป็นต้น
นอกจากนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่าอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ 3.3% ในปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570 ใกล้เคียงกับการขยายตัวที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.3% ในปี 2568
อมตะไม่ได้เป็นเพียงผู้พัฒนาและขายที่ดินหรือสาธารณูปโภคเท่านั้น แต่ยังมุ่งสร้าง ‘เมืองอุตสาหกรรมแบบบูรณาการ (Industrial City)’ ที่ออกแบบเพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาวตามแนวคิด ‘All Win’ ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อการเติบโตของภาคธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการตามมาตรฐานสากลด้านความยั่งยืน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง ผ่านการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และระบบสาธารณูปโภคไว้อย่างครบวงจร ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของกลุ่มอมตะ