พุทธศาสนิกชน ศิษยานุศิษย์หลายพันคนร่วมพิธีสลายสรีระสังขารอดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ ณ สำนักป่าสุญญตาราม โดยมีพระพรหมวชิรมงคล เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร เป็นประธานในพิธี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักป่าสุญญตาราม ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี พระพรหมวชิรมงคล เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร (กทม) เป็นประธานในพิธีประชุมเพลิงสลายสรีระสังขาร อดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ (วินัย ละอองสุวรรณ) โดยมีพระภิกษุ สามเณร แม่ชี ศิษยานุศิษย์ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ พุทธศาสนิกชน ที่ให้ความเคารพนับถือพระยันตระ อมโรภิกขุ ร่วมพิธีหลายพันคน

พระอาจารย์ยันตระ นามเดิมชื่อว่า วินัย ละอองสุวรรรณ ท่านได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วในครอบครัวที่มีความเมตตาโอบอ้อมฮารีในร่มเงาของพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 14 ตุลาสม 2494 ณ บ้านต้นหาด อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรคนสุดท้อง ของพ่อรุ่ง แม่ถนอม ละอองสุวรรณ พี่น้องทั้งหมด 8 คน
ในวัยเด็กได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่และพี่ๆอย่างอบอุ่น เด็กชายวินัย ได้ติดตามบิดามารดาไปวัดเป็นประจำ จึงเป็นคนที่มีเมตตา รักเพื่อนฝูง เป็นครอบครัวที่ดำรงชีวิตแบบวิถีพุทธมาตั้งแต่สมัย ปู่ ย่า ตา ยาย
การศึกษา จบประถมศึกษาจากโรงเรียนเทศบาล 1 และมัธยมต้นจากโรงเรียนปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และไปเรียนต่อที่กรุงเข้าสอบวิชาเตรียมทหารแต่ไม่ผ่าน จึงเรียนต่อมัธยมปลาย เมื่อจบมัธยมปลายแล้วเข้าเรียนต่อวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ สาขาบริหารการโรงแรมและการท่องเที่ยว จบแล้วทำงานในโรงแรมดุสิตธานีอยู่ระยะหนึ่ง
ก่อนเข้าสู่สมเพศขณะที่อยู่กรุงเทพท่านได้เห็นความไม่ยุติธรรมในสังคม ความไม่แน่นอนไม่มีอะไรเป็นแก่นสารในชีวิตทางโลกีย์ จึงได้ศึกษาค้นความในทางปรัชญาและศาสนา ตลอดทั้งการฝึกอบรมจิตจนพบแสงสว่างในทางธรรม ได้ละเพศคฤหัสถ์เข้าสู่เพศพรหมจรรย์ โดยใช้ชีวิตอิสระ ถือสันโดษ เรียบง่าย ในรูปแบบของโยคีนุ่งขาวห่มขาว (บรรพบุรษของท่านมีเชื้อสายพรหมณ์) ถือพรหมจรรย์ ฝึกพระกรรมฐาน 40 ปฏิบัติภาวนา จารึกไปในที่ต่างๆ ที่เป็นสปายะ มุ่งความวิเวกเป็นหลักและเมื่อมีโอกาสได้สอบถามศึกษาทั้งสอบถามครูบาอาจารย์และท่านผู้รู้ เช่น หลวงปู่สุข วัดรามประดิษฐ์และพระครูสุธรรมสมาจาร (พ่อท่านเชื่อง) ท่านพุทธทาสภิกขุ หลวงปูขาว หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ผาง หลวงปู่ดุลย์ เป็นต้น ท่านอยู่ในเพศโยคีเกือบ 4 ปี (2514-2516)
พ.ศ.2517 ขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ตรงกับวันวิสาชบูชา วันที่ 6 พฤษภาคม 2517 ท่านได้เข้าอุปสมบท ในเวลากลางคืน ณ วัดรัตนาราม (บางบ่อ) อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีพระครูสถิตศรีราจารเป็นอุปัชมาย์ พระครูสุธรรมสมาจาร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูสุธน เป็นพระคู่สวดใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ตลอดเวลา 22 พรรษาท่านได้จำพรรษาตามถ้ำ ป่า เขาและเรื่อนว่าง เมื่อออกพรรษาแล้ว ได้ออกจารึกแสดงธรรมโปรดญาติโยมในที่ต่างๆ ตามที่รับนิมนต์ ไปทุกภาคของประเทศและบางพรรษาก็ออกไปต่างประเทศได้จำพรรษาทั้งในยุโรป
และ ในปี2531 ได้ไปโปรดพี่สาวที่ป่วยและถึงแก่กรรม ที่รัฐแคริฟอร์เนี่ย ประเทศอเมริกา ปี 2540 ท่านได้รับฐานะเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากรัฐสหรัอเมริกา และต่อมาได้รับ CITYZEN(เป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกา)ตามกฎหมาย ปี 2566 ท่านได้เดินทางมาประเทศไทย ในงานฉองอายุ ครบ 6 รอบ (72 ปี) ที่สุญตาราม เกริงกระเวีย จังหวัดกาญจนบุรี และที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และไปเยี่ยมญาติโยมอีกหลายแห่งทั้งทางภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคกลางและภาคเหนือและเดินทางกลับอมริกา
ในปลายปี 2567 ได้เดินทางไปประเทศมองโกเลียและเวียดนามตามการนิมนต์ของดร.เฮือง ชาวเวียดนามในงานมุทิตาจิต 14 ตุลาคมปี 2568 ไปประเทศอินเดีย เนปาลพร้อมคณะ ในวันที่ 12 ถึง 24 กุมภาพันธ์ ตามกิจนิมนต์และเพื่อกราบสังเวชนียสถาน ทั้ง 4 แห่งและได้เดินทางมาประเทศไทยก่อนกลับประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 5 มีนาคม2568 และในวันที่ 9 มีนาคม 2568 ท่านได้ละสังขารด้วยอาการอันสงบ สิริอายุ 73 ปี 4 เดือน 8 วัน
/////////////////////////////////
ข่าวภูมิภาคกาญจนบุรี / ปรีชา ไหลวารินทร์