ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
พลังงาน / สิ่งแวดล้อม ย้อนกลับ
บ้านปู เพาเวอร์ เดินหน้าสู่ธุรกิจไฟฟ้าครบวงจร
11 มี.ค. 2569


 บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ผู้ผลิตพลังงานระดับสากล พร้อมเดินหน้าสู่ ‘Power+’ (กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง) ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโต (Growth Engine) ของกลุ่มบ้านปู ภายใต้กลยุทธ์ Energy Symphonics ด้วยผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิ 3,026 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 73 และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) รวม 8,268 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนศักยภาพการบริหารจัดการสินทรัพย์ มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานควบคู่ไปกับการลดการปล่อยคาร์บอน อีกทั้งขยายพอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุมห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้าครบวงจรเพื่อส่งมอบพลังงานที่เชื่อถือได้และสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงในระยะยาว

นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP กล่าวว่า “แนวโน้มความต้องการพลังงานทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนชัดจากตลาด ERCOT ในสหรัฐฯ ที่มีการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงถึงร้อยละ 14ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569* โดยมีธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญและคาดว่าจะต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าภายในปี 2578** การยกระดับ BPP สู่กลุ่มธุรกิจ ‘Power+’ คือการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ให้พร้อมรองรับดีมานด์พลังงานขนาดใหญ่ระดับ Utility-scale ขณะเดียวกันการจำหน่ายสิทธิการลงทุนบางส่วนใน BKV-BPP ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I & II ในสหรัฐฯ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน และเพิ่มโอกาสขยายการลงทุนในโครงการพลังงานใหม่ๆ เช่น โครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เมกะเมาท์ (Megamouth Battery Energy Storage System: BESS) ในรัฐเท็กซัส โดยเป็นโครงการแรกของเราในสหรัฐฯ ที่นอกจากจะเป็นการขยายพอร์ตโฟลิโอเพิ่มในตลาดต่างประเทศ ยังช่วยเติมเต็มห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้า รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของกลุ่มบ้านปู ในตลาดพลังงานระดับสากล”

BPP แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการธุรกิจตามห่วงโซ่คุณค่าครบวงจรของธุรกิจไฟฟ้า ตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมีไฮไลต์การดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่

• การผลิตไฟฟ้า (Generation): โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (CHP) และโรงไฟฟ้าซานซีลู่กวง (SLG) ในจีน สร้างผลกำไรต่อเนื่องจากการบริหารต้นทุนถ่านหินและการจัดการเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการ Biomass Co-firing ที่โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้งได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลผสมกับเชื้อเพลิงหลักในอัตราส่วนร้อยละ 10 ขณะที่โรงไฟฟ้า HPC ในสปป. ลาว และ โรงไฟฟ้า BLCP ในไทย ยังรักษาค่าความพร้อมจ่ายไฟ (EAF) ในระดับสูงที่ร้อยละ 85 และ 89 ตามลำดับ รวมถึงธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐฯ มีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าในตลาด  สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) จินหู เฉียนเฟิง (Jinhu Qianfeng) ที่จีนยังเดินหน้าตามแผน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในไตรมาส 3 ปี 2569 นอกจากนี้ ยังมีรายได้ผ่านการขายสิทธิจากการลดการปล่อยคาร์บอน (CEAs) ของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมในจีนจำนวน 130 ล้านบาท

• การกักเก็บพลังงาน (Storage): ขยายพอร์ตโฟลิโอ BESS ทั้งในสหรัฐฯ และญี่ปุ่นเพื่อเสริมเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) โดยได้ลงทุนในโครงการเมกะเมาท์ (Megamouth) ที่สหรัฐฯ กำลังไฟฟ้า 100
เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2570 สำหรับญี่ปุ่น โครงการอิวาเตะ โตโนะ (Iwate Tono)  กำลังไฟฟ้า 14.5 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 58 เมกะวัตต์ชั่วโมง ได้เชื่อมต่อกับกริดและเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วเมื่อไตรมาส 2 ปี 2568 ส่วนโครงการไอสึ (Aizu) และโครงการซึโนะ (Tsuno) กำลังไฟฟ้ารวม 52 เมกะวัตต์ ความจุพลังงานรวม 208 เมกะวัตต์ชั่วโมง และการร่วมทุนกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาโครงการคามิกุมิ-โตเกียว (Kamigumi-Tokyo) กำลังไฟฟ้า 2 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 8 เมกะวัตต์ชั่วโมง ยังคงดำเนินการตามแผนซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2571

•การซื้อขายพลังงาน (Energy Trading): มีกำลังการขายไฟรวม 6,593 กิกะวัตต์ชั่วโมงในญี่ปุ่นจากลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชนมากกว่า 2,000 ราย ขณะที่ในสหรัฐฯ บริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินธุรกิจซื้อขายไฟฟ้า (Power Trading) ที่อ้างอิงตลาด ERCOT โดยดำเนินการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม Intercontinental Exchange (ICE) เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Proprietary Trading)

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ Decarbonization ผ่านการร่วมลงทุนในโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ‘Cotton Cove’ ในสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ด้วยศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนเฉลี่ย 32,000 เมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ควบคู่กับการขับเคลื่อนธุรกิจผ่านการลงทุนใน บ้านปู เน็กซ์ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมด้วย Net Zero Solutions แบบครบวงจร โดยเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ อาทิ อมตะ วีเอ็น และโซลาร์บีเค (SolarBK) เพื่อพัฒนาโครงการโซลาร์บนหลังคากำลังการผลิตรวม 227 เมกะวัตต์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะในประเทศเวียดนาม 2 แห่ง

“หลังจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติการควบบริษัทกับบ้านปู ภายในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทจะเริ่มกระบวนการรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้าน (dissenting shareholders) และการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นร่วมของบริษัทและบ้านปู และภายในไตรมาส 3  ปี 2569 บริษัทจะดำเนินการควบบริษัทและจดทะเบียนบริษัทใหม่และนำหุ้นของบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดย BPP ในฐานะกลุ่มธุรกิจ ‘Power+’ ของกลุ่มบ้านปู วางโรดแมปขับเคลื่อนธุรกิจสู่ธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Power Pure-play Platform) ทั่วทั้งเอเชียแปซิฟิกและสหรัฐฯ โดยผสานสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังงานพื้นฐาน (Base Load Power Plant) อย่างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน (Thermal Power Plant) ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (Renewables) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และธุรกิจการซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) เพื่อประสานการทำงานร่วมกันในทุกพอร์ตโฟลิโอ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันและขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจของกลุ่มบ้านปูในระยะยาว รวมถึงส่งมอบพลังงานที่มีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมงให้แก่ลูกค้ากลุ่ม B2B และ B2G” นายอิศรา นิโรภาส กล่าวสรุป 

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 1 - 15 มีนาาคม 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
03 ก.พ. 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก 469 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ จะว่าไปแล้ว เราน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายด้านอยู่มิใช่น้อย โดยเฉพาะกับตัวของนักการเมืองที่ขันอาสาเข้ามารับใช้ประชาชน เพราะหากลองส่อ...