ชุดสืบสวนกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว จับมือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ “DSI”,ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ของ กรมการท่องเที่ยวสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคตะวันออก ,กลุ่มตรวจกำกับธุรกิจนำเที่ยว มัคคุเทศก์และผู้นำเที่ยว กองกำกับการ2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ “DBD”
ร่วมเปิดโอเปอร์เรชั่นสะท้านเมือง ใส่เกียร์เดินหน้ากระชากหน้ากาก บริษัทนำเที่ยวชื่อดังในพื้นที่เมืองพัทยา แกะรอยจากสำนักงานบัญชี พบหลักฐานมัดแน่น เจอความไม่ชอบมาพากลซุกอยู่ใต้พรมอือซ่า โดยใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ทำธุรกิจอำพราง ให้การช่วยเหลือ สนับสนุนคนต่างด้าว หรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าว อันเป็นธุรกิจที่กำหนด โดยคนต่างด้าวนั้น มิได้รับอนุญาต ให้ประกอบธุรกิจดังกล่าว หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อย่างผิดกฎหมาย
โดยปฎิบัติการในครั้งนี้ อยู่ภายใต้นโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่สั่งการให้ทุกหน่วย ดำเนินการตรวจสอบบริษัทในพื้นที่ซึ่งมีลักษณะการกระทำความผิด ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือ “นอมินี” ซึ่งสร้างความเสียหาย ให้กับเศรฐกิจไทยและได้มีการจัดตั้ง “คณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (NOMINEE)” หรือ “ศปต.”ขึ้นมาปราบปราม อย่างจริงจังและต่อเนื่อง
กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว , พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง, พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์, พล.ต.ต.มล.สันธิกร วรวรรณ รอง ผบช.ทท, และ พ.ต.อ.แมน รถทอง ผกก.สืบสวน.บช.ทท.
ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ปิยะพงษ์ รักษา รอง ผกก.สืบสวน บช.ทท.พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ประสานความร่วมมือกับ เจ้าหน้าที่กรมการท่องเที่ยว สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคตะวันออก พร้อมด้วย กลุ่มตรวจกำกับธุรกิจนำเที่ยว มัคคุเทศก์และผู้นำเที่ยว กองกำกับการ2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว , กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ,กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ “DSI” และสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง
เข้าดำเนินการตรวจสอบบริษัทนำเที่ยว 6 บริษัท ในพื้นที่เมืองพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นบริษัทที่มีการจดทะเบียน ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยมีชาวต่างชาติถือหุ้นส่วนในบริษัท ช่วงระหว่างวันที่ 18-19 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา
ปรากฏว่าพบความผิดปกติเกี่ยวกับสัดส่วนผู้ถือหุ้นและสัดส่วนกรรมการที่ไม่เป็นไปตามคุณสมบัติที่กำหนดใน พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยว จึงมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตนำเที่ยวทันที 4 ราย ได้แก่ บริษัท อะลิเทียทัวร์ จำกัด,บริษัท ยอ อินโด ไทย กรุ๊ป จำกัด,บริษัท วาย เจ เอช จำกัด และ บริษัท ดิ วี - เอ็กท์ จำกัด โดยเจ้าหน้าที่ได้นำใบคำสั่งยกเลิกใบอนุญาตแปะกระจกหน้าสำนักงานบริษัททัวร์ทั้งหมดทันที
นอกจากนี้ยังได้ตรวจสอบ บริษัทนำเที่ยวอีก 2 แห่ง ซึ่งได้มีการกระทำความผิดตาม พระราชบัญญัติธุรกิจนําเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ จึงได้ดำเนินการ เชิญเข้าพบ เพื่อชี้แจงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
สำหรับปฏิบัติการดังกล่าว เริ่มต้นจากการตรวจสอบสำนักงานบัญชี และสำนักงานกฎหมายรวม 4 แห่ง ที่ใช้ที่ตั้งบริษัทแห่งเดียวจดทะเบียน อยู่หลายบริษัท รวมถึงผู้ถือหุ้นคนไทยคนเดียวมีชื่อถือหุ้นอยู่ในบริษัทมากกว่า 100 บริษัท ต้องลงทุนรวมกันไม่ต่ำกว่าสามร้อยล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่คาดว่ามีการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรือช่วยเหลือ สนับสนุน ให้คำแนะนำ เพื่อให้คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจที่ต้องห้าม หรือต้องได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หากพบว่าเข้าข่ายการกระทำความผิด จะดำเนินการ ตามกฎหมาย ให้ถึงที่สุด
ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำความผิด สามารถเข้าไปแจ้งความได้ที่ www.Thaipoliceonline.com หรือ แอปพลิเคชั่น Tourist Police i tert u หรือ “สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว” โทรศัพท์หมายเลข 1155 ตลอด 24 ชั่วโมง
อั๋นพันดาว