ที่ ประชุมสภาเมืองพัทยา ได้หยิบยกสถานการณ์การขาดแคลนน้ำมันและการปรับขึ้นราคาอย่างต่อเนื่องขึ้นหารืออย่างจริงจัง หลังพบว่าสถานีบริการน้ำมันบางแห่งเริ่มจำกัดการจำหน่ายหรือหยุดให้บริการ ส่งผลให้เกิดความกังวลในหลายภาคส่วน
นาย ธนภัทร อุดมรัตนกูลชัย สมาชิกสภาเมืองพัทยา กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวจะกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ต้องใช้ยานพาหนะลงพื้นที่ หากราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูง อาจทำให้งบประมาณไม่เพียงพอ และกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม โดยเสนอให้ฝ่ายบริหารเร่งพิจารณามาตรการรองรับ ทั้งการปรับเพิ่มงบประมาณด้านเชื้อเพลิง และการทบทวนราคากลางในการจัดซื้อน้ำมันให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพื่อให้ภารกิจของหน่วยงานรัฐดำเนินต่อได้อย่างไม่สะดุด
อีกทั้งยังได้แสดงถึงความกังวลต่อผลกระทบในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวและมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยมองว่าหากสถานการณ์น้ำมันยังตึงตัว อาจกระทบต่อเศรษฐกิจและบรรยากาศการท่องเที่ยวของเมืองพัทยา
ด้านนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ระบุว่า สาเหตุสำคัญของราคาน้ำมันที่พุ่งสูง มาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ้งส่งผลกระทบต่อเส้นทางลำเลียงน้ำมันผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ตลาดพลังงานโลกผันผวน
ทั้งนี้ขอให้รัฐบาลเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการยืนยันสถานะปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศ ว่ายังมีเพียงพอสำหรับการใช้งานอย่างน้อย 3 เดือน
การสื่อสารที่ชัดเจนและต่อเนื่อง จะช่วยลดความตื่นตระหนกของประชาชน และป้องกันการกักตุนเชื้อเพลิง ซึ่งอาจยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงมากขึ้น ทั้งในด้านราคาน้ำมันและผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวม อีกทั้ง ภาครัฐควรมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำหนดมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่า ระบบพลังงานของประเทศยังมีเสถียรภาพ และสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงวิกฤตการสร้างความเชื่อมั่นดังกล่าว ไม่เพียงช่วยลดแรงกดดันภายในประเทศ แต่ยังส่งผลเชิงบวกต่อภาพลักษณ์ด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในสายตานานาชาติอีกด้วย
สำหรับผลกระทบในระดับพื้นที่ เมือง พัทยา ยังสามารถบริหารจัดการได้ในเบื้องต้น โดยการขนถ่ายขยะยังดำเนินการได้ตามปกติ แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน เนื่องจากมีสัญญาจ้างรองรับไว้แล้ว ขณะเดียวกัน เมืองได้ประสานสถานีบริการน้ำมันหลัก เพื่อรองรับรถราชการให้สามารถเติมน้ำมันได้อย่างต่อเนื่อง ป้องกันผลกระทบต่อภารกิจบริการประชาชน หากเกิดการขาดแคลนในวงกว้าง
ในส่วนของภาคการท่องเที่ยว ยังคงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากสถานการณ์ราคาพลังงานยังคงยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อ ต้นทุนการเดินทางของนักท่องเที่ยว ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล ทำให้การตัดสินใจเดินทางชะลอตัวลง โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา ซึ่งพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวเป็นหลัก หากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และแรงงานในภาคบริการ ยิ่งในช่วงเทศกาลสำคัญที่กำลังจะมาถึง หากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม อาจทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวไม่คึกคักเท่าที่ควร และกระทบต่อรายได้โดยรวมของเมือง การเตรียมความพร้อมเชิงรุก ทั้งในด้าน การบริหารต้นทุน การดูแลความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว และการออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว จะเป็นปัจจัยสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจของเมืองให้เดินหน้าต่อไปได้ ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน
นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ได้เน้นย้ำต่อที่ประชุมสภาเมืองพัทยา ถึงมาตรการรับมือสถานการณ์พลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า เมืองพัทยาได้ดำเนินนโยบายประหยัดพลังงานตามแนวทางของรัฐบาลอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ได้มีการกำหนดมาตรการที่ชัดเจน อาทิ การปรับอุณหภูมิห้องทำงานให้อยู่ที่ 25–26 องศาเซลเซียส เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า และการรณรงค์ให้ทุกหน่วยงานร่วมกันประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ เมืองพัทยายังให้ความสำคัญกับ การจัดการขยะที่ต้นทาง โดยส่งเสริมให้ประชาชนลดปริมาณขยะ และคัดแยก “ขยะเปียก” ออกจากครัวเรือน ซึ่งจะช่วยลดจำนวนเที่ยวในการขนส่งขยะ ส่งผลให้สามารถลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในภาพรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายปรเมศวร์ ระบุเพิ่มเติมว่า การดำเนินมาตรการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการเชิงรุก เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน พร้อมย้ำว่า การวางแผนอย่างรอบด้านและการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดผลกระทบในระยะยาว และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน รวมถึงนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญที่กำลังจะมาถึงของเมืองพัทยา