ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ย้อนกลับ
ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.)
30 เม.ย. 2569

อปท.นิวส์ เชิญเป็นแขก 475

ระบบการเมืองบ้านเรากำหนดให้มีสมาชิกรัฐสภา 2 ประเภทด้วยกัน 1. คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส. และ 2. คือ สมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ซึ่งทั้ง 2 สภา ก็คือสภานิติบัญญัติที่ดูแลการออกกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม ในรัฐธรรนูญ 2560 ที่กำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน แม้ทั้ง 2 สภา จะเป็นสภาที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายและการกำกับการทำหน้าที่ของรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารแล้ว แต่ก็ยังมีบ้างเรื่องที่แตกต่างกันออกไป ที่สำคัญคือ สว.ยังมีอำนานหน้าที่การพิจารณาเลือก แต่งตั้ง ให้คำแนะนำ หรือให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งขององค์กรอิสระต่างๆ ด้วย

            นอกจากนี้ สว.ชุดล่าสุด (ชุดที่ 13) จำนวน 200 คน ยังนับเป็น สว.ชุดแรกที่มาจากระบบเลือกกันเองของกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่ม หลังบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 สิ้นสุดลง และ 1 ใน สว. 200 คน ที่ อปท.นิวส์ ฉบบนี้จะพาท่านผู้อ่านมารู้จักก็คือ สว. “ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล” ตัวแทนที่รับการคัดเลือกมาจากกลุ่ม 18 หรือกลุ่มสื่อสารมวลชน ที่ปัจจุบันมีบทบาทโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเขาได้เข้ามานั่งเป็นเลขานุการ และโฆษก กรรมาธิการ (กมธ.) การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เพราะทั้งความรู้และประสบการณ์จากการการเป็นสื่อสารมวลชนที่คร่ำหวอดมาอย่างยาวนานด้านสังคมและความมั่นคง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  ได้ก่อให้เกิดประโยชน์และการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมาก

                สว.ไชยยงศ์ ในวัย 70 ปี (เกิด พ.ศ. 2499) บอกกับเราว่า ตัวเขาเกิดและเป็นคนพื้นเพที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เกิดในครอบครัวคนทำมาค้าขายและมาประกอบอาชีพชาวสวนยางพาราในท้ายสุด ที่มีคุณพ่อเป็นคนจีนและคุณแม่เป็นคนไทย มีพี่น้องชายหญิงรวมกัน 6 คน ชาย 3 หญิง 3 โดยตัวคุณไชยยงศ์ เป็นลูกชายคนรอง จากที่มีพี่สาวเป็นคนโต เริ่มการศึกษาอนุบาลที่โรงเรียน สมัยศึกษา ที่จังหวัดสงขลา จนจบประถมศึกษา 7 หลังอจากนั้นก็ออกมาช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำงาน แต่ก็ไม่ได้ทิ้งการเรียน โดยมาสมัครเรียนที่ในสมัยนั้นเรียกว่า “การศึกษาผู้ใหญ่” คือเรียนตั้งแต่บ่าย 3 ถึง 5 โมงเย็นทุกวัน จากระดับ 3 ถึงรับ 5 คือเทียบเท่ามัธยมศึกษาปีที่ 5

                ชีวิตในวัยเด็ก วัยศึกษา คุณไชยยงศ์ ยอมรับว่า ก็พออยู่พอกินตามฐานะอาชะเกษตรกรในสมัยนั้น ซึ่งก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากนัก ซึ่งช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำงานไปด้วย แต่ด้วยเป็นคนที่ชอบขีดเขียนมาตั้งแต่เด็ก ในช่วงที่เรียนการศึกษาผู้ใหญ่ ก็เริ่มเขียนทั้งบทความ บทกวีให้กับสำนักพิมพ์ที่เป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นชื่อดัง “ไทยทักษิณ” แล้ว

สำนักพิมพ์เขาก็ชอบใจ เปิดคอลัมน์ให้เขียนลง โดยเนื้อหาบทความที่ส่ง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความไม่เป็นธรรมในสังคม เรื่องการทำมาหากิน เรื่องของตำรวจ เรื่องของฝ่ายปกครอง เรื่องของการศึกษา การใช้อำนาจหน้าที่ที่ไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนบทกวีก็จะเป็นเรื่องสะท้อนให้เห็นปัญหาสังคม เป็นบทกวีชีวิต ก็เริ่มเขียนส่งมาตั้งแต่อายุ 14 – 15 ปี ซึ่งตอนนั้น สำนักพิมพ์ก็ไม่เคยเจอหน้าเจอตาผมเลย”

            คุณไชยยงศ์ เล่าว่า จริงๆ แล้ว ตอนที่เริ่มส่งบทความบทกวีตอนนั้นยังเป็นนักเรียน สำนักพิมพ์ก็เชิญไปปรากฎตัว ไปรับรางวัลอยู่เนืองๆ แต่ก็ไม่กล้าไป เพราะขณะนั้นยังเป็นนักเรียนอยู่ แต่พอเรียนจบมัธยมศึกษา 5 คิดว่าพร้อมเข้าทำงานแล้ว ก็ไปสมัครที่สำนักพิมพ์ หนังสือพิมพ์เดียวกันนี้คือ “ไทยทักษิณ” ตอนนั้นอายุก็ประมาณ18 ปี ก็เริ่มเข้าสู่สนามข่าว

                “ผมก็มาเริ่มเต็มตัวที่ ไทยทักษิณ เขาก็รับทันที ให้เขียนคอลัมน์ และก็ทำหน้าที่พิสูจน์อักษรด้วย แต่ก็ยังไม่ได้ทำหน้าที่นักข่าว ช่วงนั้นก็จะเขียนคอลัมน์ เขียนแทนคนอื่นบ้าง ตรวจปรูฟ หนังสือพิมพ์ก็เป็นราย 3 วัน ก็จะอยู่ประจำที่สำนักงาน หนังสือพิมพ์ออกก็จะมีเวลาได้พัก 1 วัน ก็ต้องมาทำงานต่อ ก็ทำหน้าที่นี้อยู่ประมาณ 2 ปี ก็เกิดอุบัติเหตุภายใน นักข่าวยกทีมออก ผมก็เลยต้องเข้ามารับผิดชอบงานทำข่าวในภาคสนามด้วย”

                พอเริ่มทำข่าวในภาคสนามข่าวได้ คุณธนา พันธุเมธา บก.เจ้าของหนังสือพิมพ์ ไทยทักษิณ นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภาคใต้ และก็เป็นอดีตนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ก็ได้แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าข่าว สร้างทีมข่าว ให้กับหนังสือพิมพ์ฯ พร้อมกับในขณะนั้นก็มีหนังสือพิมพ์จากส่วนกลางหลายฉบับ ขาดผู้สื่อข่าวประจำจังหวัด ก็ติดต่อมาให้เป็น ก็มีทั้งเดลินิวส์ แนวหน้า บ้านเมือง เป็นต้น และก็ยึดอาชีพนักข่าวเป็นวิชาชีพเลี้ยงตัวนับแต่นั้นมา เพราะก็ไม่ได้ประกอบวิชาชีพอื่นเลย ก็นับต่อเนื่องมาตั้งแต่อายุ 18 ก็ 52 ปีแล้ว

“จนมาในปี 2535 ก็ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นนายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภาคใต้ แทนคุณธนา จนมาถึงปัจจุบันนี้ และในปี 2535 ปีเดียวกันนี้ ผมก็ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าศูนย์ข่าวภาคใต้ของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ด้วย”

ต่อข้อถามถึงในช่วงการเป็นนักข่าว เน้นและทำข่าวเด่นๆ ออกมาอย่างไรบ้าง สว.ไชยยงศ์ บอกว่า ก่อนอื่นอยากบอกว่า ในอดีตการเป็นนักข่าวในต่างจังหวัดเป็นเรื่องที่ต้องผจญกับอิทธิพลและอำนาจมืด ซึ่งมีทั้งอำนาจรัฐ อิทธิพลของคนที่อยู่ในกระบวนการผิดกฎหมาย ดังนั้น นักข่าวที่ทำเป็นวิชาชีพแบบตรงไปตรงมาแล้วหรืออย่างตัวเขา ก็จะทำข่าวในเชิงขุดคุ้ย ข่าวที่สืบสวนสอบสวน เป็นเรื่องของกระบวนการที่ทำลายประเทศชาติ ก็จะพบกับปัญหาค่อนข้างเยอะ

“อย่างเช่น ข่าวซ่องนรกปาดังเบซาร์ จนมีการจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐ จับกุมเจ้าของซ่อง มีการรื้อ ทำลายซ่องนรกทั้งหมดในห้องใต้ดิน ช่วยเหลือผู้ที่ที่เคราะห์ร้ายออกมา ก็เป็นข่าวที่ค่อนข้างสะเทือน หรือข่าวที่สุไหงโกลก คือการจับกุมคดี 7 ล้านบาท ที่ไปแบ่งกันเองระหว่างตำรวจทางหลวงกับตำรวจ สภ.สุไหงโกลก ผมทำข่าวนี้อยู่ 32 วัน จนสามารถเปิดโปงกระบวนการทั้งหมดได้ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมอยู่กี่คน มีตำรวจถูกออกจากราชการ 15 คน ถูกแจ้งความดำเนินคดีอยู่อีกส่วนหนึ่ง แล้วบางคนก็ยังหนีคดีจนพ้น 20 ปี หรือข่าวกระบวนการตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่ทางภาคใต้ ซึ่งเป็นของนายทุนใหญ่ ซึ่งมีทหารระดับนายพลร่วมอยู่ด้วย

90%

“หรือข่าวการที่หญิงโสเภณีหนีออกมาขอความเป็นธรรมที่โรงพักหาดใหญ่ แล้วตำรวจไม่รับแจ้งความ ให้นั่งอยู่ที่หน้าห้องสอบสวนจนเจ้าตัวกินยาตาย ข่าวนี้ก็สะเทือนจนมีการย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจออกไป หรือบางรายที่หนี้ออกมาอยู่ที่ห้องของประชาสงเคราะห์ในศาลากลางจังหวัดและไม่ได้รับการช่วยเหลือ จนตกกลางคืนครับแมงดาก็เข้าไปฆ่าผู้หญิงคนนั้นตายบนศาลากลาง ผมเป็นคนทำเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากครับ”

สว.ไชยยงศ์ บอกด้วยว่า การทำข่าวสืบสวนสอบสวนที่ทำในอดีตผ่านการถูกคุกคามมาในหลายรูปแบบ ทั้งจากเจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีอิทธิพลที่สูญเสียผลประโยชน์ให้หยุดการนำเสนอข่าวไม่อย่างนั้นจะเจออันตราย แต่ก็ไม่สามารถมาหยุดยั้งการทำหน้าที่เสนอข่าวได้ เพราะไม่กลัว ก็เคยมีการถูกจ้างยิงมาแล้ว 2 ครั้ง หรือบางข่าวก็มีการเสนอเงิน อย่างเรื่องของเงิน 7 ล้านที่สุไหงโกล พอทำข่าวไปได้ประมาณ 20 วัน ก็มีการติดต่อเสนอเงินให้ 1 ล้านบาท เพื่อให้ยุติข่าว ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเยอะมาก

อีกเรื่องที่ทำมาอย่างต่อเนื่องก็คือ เรื่องความมั่นคง อย่างเช่น เรื่องของการปราบปรามโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายา จนจบละเป็นคนสุดท้ายที่เดินออกจากสนามช่องช้าง และก็เรื่องการปราบปรามขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในสมัยของ พลเอก หาญ ลีนานนท์ ในสมัยแม่ทัพ พลเอก กิตติ รัตนฉายา ในเรื่องปราบโจรจีนคอมมิวนิสต์ ก็ทำข่าวร่วมเรื่องเหล่านี้มาตลอด หรือกระบวนการสุดท้ายที่กำลังทำอยู่ก็คือ เรื่องกระบวนการแบ่งแยกดินแดนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

“ผมโชคดีอยู่อย่างหนึ่งคือ ในสมัยผมทำข่าวเป็นนักหนังสือพิมพ์ ส่วนราชการเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ จนถูกตั้งให้เป็นที่ปรึกษา ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ตั้งแต่อายุ 30 กว่าปี ในฐานะที่ปรึกษาบ้าง ในฐานะสมาชิกสภาที่ปรึกษาบ้าง ในฐานะต่างๆ บ้าง แล้วผมก็ยังเป็นที่ปรึกษาของกองทัพภาคที่ 4 มาทั้งหมด 17 แม่ทัพ ก็เลยทำให้ผมมีความเข้าใจในเรื่องของขบวนการแบ่งแยกดินแดน และปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ครับค่อนข้างดี พอถึงวันหนึ่งที่ผมได้มาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ผมก็เลยได้ทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ ของสมาชิกวุฒิสภา”

ส่วนการได้เข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา สว.ไชยยงศ์ บอกว่า ความจริงแล้ว ไม่มีความตั้งใจหรือมีเป้าหมายจะเข้ามาเล่นการเมืองแต่อย่างใดเลย และยอมรับว่า การได้เข้ามาเป็น สว. เป็นเรื่องที่เรียกได้ฟ้าพลอยฟ้าพลอยฝนหรืออุบัติเหตุก็ว่าได้ คือหนึ่งในวงการหนังสือพิมพ์ภูมิภาคในขณะที่มีการสมัคร สว.ขณะนั้น มีการคุยกันในสมาคมต่างๆ ว่า ในกลุ่มที่ 18 ซึ่งเป็นกลุ่มสื่อสารมวลชน ควรจะมีผู้ที่เป็นคนของสมาคมหนังสือพิมพ์ฯ เป็นตัวแทนในกลุ่มที่ 18 ให้ได้ เหมือนกับกลุ่มอื่นๆ ที่ส่งตัวแทนเข้ามาสมัคร ซึ่งจริงๆ แล้วมีการวางตัวไว้แล้ว และให้คุณไชยยงค์เป็นฝ่ายสนับสนุนตามช่องทางที่พอจะสนับสนุนได้

“ผมก็โอเคนะครับ แต่พอถึงวันที่สมัครจริงๆ ปรากฏว่าคนที่เขาวางตัวไว้ เกิดมีเงื่อนไขขาดคุณสมบัติ สมัครไม่ได้ ก็เลยต้องหาตัวคนใหม่มาสมัครแทน แต่ก็ไม่สามารถที่จะหาตัวคนใหม่ที่มีคุณสมบัติแบบที่คนหนังสือพิมพ์ทั้งประเทศรู้จักได้แบบผมได้ ก็เลยมีการคะยั้นคะยอให้ผมลงสมัคร ผมก็รีรอๆ จนวันสุดท้ายก็เลยไปสมัครด้วยความรำคาญว่ามาตื้อเราอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้คิดมาตั้งแต่ต้น ไม่ได้มีการวางแผน ไม่ได้มีการหาเสียง ไม่ได้ทำอะไรเลยครับ ก็ไปสมัคร”

เผอิญว่าระดับอำเภอ พรรคพวกที่สมัครด้วย ส่วนใหญ่เป็นคนในสื่อมวลชนทั้งนั้นเขาก็เลือกผม พอระดับจังหวัดก็ผ่านเข้ามาได้ พอมาระดับประเทศ เผอิญว่าไปจับเลือกสายที่เราค่อนข้างจะรู้จักคน ก็เลยทำให้เราได้รับเลือกตั้งเข้ามาแบบลักษณะแบบเรามึนๆหน่อยครับ คุณไชยยงศ์ กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เข้ามาแล้วก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้น ถึงจะไม่ได้สนใจเรื่องการเข้าสู่การเมืองมาก่อน แต่เมื่อได้เป็นแล้วต้องรับผิดชอบ แล้วผมก็เลือกเข้ามาทำหน้าที่ในกรรมาธิการที่ถนัดและมีความรอบรู้อยู่แล้ว ก็คือกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ

เมื่อถามว่า การทำหน้าที่สื่อมวลชนกับเมื่อได้เข้ามาเป็น สว. มีความแตกต่างกันอย่างไร สว.ไชยยงศ์ บอกว่า ในการทำหน้าที่สื่อมวลชน เราพูดถึงข้อเท็จจริงได้โดยที่อาจจะไม่ต้องรอให้มีข้อมูลครบถ้วนและก็ไม่ต้องกลัวความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับหน่วยงานของรัฐ เพราะเราเป็นสื่อมวลชนที่มีอิสระในการทำหน้าที่ในการรายงานข่าวหรือในการที่จะวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่พอมาเป็น สว. ทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมาย บางเรื่องต้องสืบสวนสอบสวนหรือเชิญผู้เกี่ยวข้องมาพูด มาให้รายละเอียดให้มากที่สุด ต้องรับฟังทุกๆ ฝ่าย ถึงจะสามารถที่จะฟันธงได้ว่าอะไรคือผิดอะไรคือถูก

เพราะฉะนั้น ก็ไม่สามารถที่จะทำตัวเหมือนกับที่เป็นนักหนังสือพิมพ์ เป็นสื่อมวลชนได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องของความต่าง แล้วก็เรื่องของกรอบระเบียบงานให้ปฏิบัติ บางเรื่องเลยดูเป็นความล่าช้า บางเรื่องก็เลยเป็นความไม่ทันใจของประชาชน

เมื่อพูดถึงผลงานของกรรมาธิการฯ สว.ไชยยงศ์ บอกว่า เรื่องหนึ่งก็ต้องดูหน้าที่ของ สว. ซึ่งมีอยู่ 3-4 อย่างเอง หนึ่งก็คือการแต่งตั้งองค์กรอิสระ สอง ก็คือการควบคุมการบริหารงานราชการแผ่นดินของรัฐบาล สามก็คือการที่จะเสนอแนะสิ่งต่างๆ ที่เราเห็นว่าเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็ยึดหลักอยู่ใน 3 เรื่องนี้ อย่างเรื่องของจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้น เราก็ได้สะท้อนให้เห็นภาพว่า รัฐบาลควรจะแก้ปัญหาอย่างไร

“อย่างวันนี้เราก็หยิบเรื่องของความมั่นคงในมิติต่างๆ แม้แต่ในเรื่องของสงครามตะวันออกกลาง ก็มีการเชิญหน่วยงานต่างๆ มาถามว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง และหน่วยงานที่รับผิดชอบคุณจะแก้ปัญหานี้อย่างไร และเราก็ให้ข้อเสนอแนะในมิติของเราว่า ไปเติมเต็มให้กับหน่วยงานนั้นๆ”

เมื่อเราถามถึง เมื่อได้เข้ามาสัมผัสการเมืองของประเทศแล้ว ส่วนตัวมีความคิดอย่างไร สว.ไชยยงศ์ ให้ความเห็นว่า หนึ่ง การเมืองของไทยไม่เหมือนของสหรัฐอเมริกาที่เขามีแค่ 2 พรรคการเมือง แต่ประเทศไทยพรรคการเมืองมีมาก รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศจึงเป็นรัฐบาลผสม เพราะฉะนั้น นโยบายต่างๆ ที่หาเสียงไว้กับประชาชน มันจึงทำไม่ได้ ตรงนี้อปัญหาและอุปสรรค สอง การคอร์รัปชั่น ตรงนี้คือรากเหงาปัญหาของประเทศไทย เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้ยาก จึงไม่สามารถที่จะสนองตอบในการที่จะแก้ปัญหาของประเทศชาติได้

/////////////////////////////

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 1 - 15 พฤษภาคม 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
30 เม.ย. 2569
อปท.นิวส์ เชิญเป็นแขก 475 ระบบการเมืองบ้านเรากำหนดให้มีสมาชิกรัฐสภา 2 ประเภทด้วยกัน 1. คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส. และ 2. คือ สมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ซึ่งทั้ง 2 สภา ก็คือสภานิติบัญญัติที่ดูแลการออกกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม ในรัฐธรรนูญ 2560 ที่กำลังใช้อยู่ใน...