DPU ดัน Capstone Project สู่โจทย์ธุรกิจจริง ผนึกพาร์ทเนอร์ชั้นนำระดับประเทศ ยกระดับศักยภาพนักศึกษาปี 3 สร้างผลงานตอบโจทย์ธุรกิจ–ความยั่งยืน
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้ายกระดับการเรียนรู้เชิงปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาโครงการ Capstone Project สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ให้เป็นพื้นที่บูรณาการองค์ความรู้จากห้องเรียนสู่การลงมือทำจริง โดยเชื่อมโยงกับโจทย์จากภาคธุรกิจ เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาแนวคิด สร้างผลงาน และนำเสนอไอเดียต่อผู้ประกอบการโดยตรง ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่การฝึกงานและการทำงานในอนาคต
ในการนี้ ได้รับเกียรติจาก นางสาวเกล็ดทราย อินทรพล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดพันธมิตร มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.นันทริกา ชันซื่อ ประธานฝ่ายวิชาการ มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และ คุณรัชเดช สุขสิน Head of Operations – Product & Service Academy Central Department Store Group ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และให้ข้อเสนอแนะเชิงวิชาชีพแก่นักศึกษา โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุมสุทธิเกตุ อาคาร 7 ชั้น 1 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)
นางสาวเกล็ดทราย อินทรพล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดพันธมิตร มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า Capstone Project ถือเป็นโครงการหลักในการพัฒนาศักยภาพนักศึกษา ตามแนวทางของ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี ที่ให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ทั้งมหาวิทยาลัยเข้าร่วม ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยนักศึกษาจะต้องนำความรู้ที่เรียนมาตลอดหลักสูตรมาประยุกต์ใช้ในการทำโปรเจกต์จริง ตั้งแต่การวิเคราะห์โจทย์ การลงพื้นที่ การเก็บข้อมูล การวางแผน การทำงานเป็นทีม การบริหารงบประมาณ ไปจนถึงการนำเสนอผลงานอย่างเป็นระบบ

สำหรับปีนี้ โครงการมีความพิเศษมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสายงานวิชาการ และ ฝ่ายการตลาดพันธมิตร DPU ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการและองค์กรพันธมิตร 4 ราย ที่เข้ามาร่วมมอบโจทย์จริงให้นักศึกษาได้พัฒนาไอเดีย ได้แก่ มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการัง และสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา, บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ด แอนด์ มาร์เกตติ้ง จำกัด (มหาชน) , Central Department Store Group และ บริษัท เบย์ คอมพิวติ้ง จำกัด (มหาชน) โดยโจทย์ที่มอบให้มุ่งเน้นทั้งมิติด้านธุรกิจ การตลาด การบริการ การสร้างคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการคำนึงถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs
นางสาวเกล็ดทราย กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นเสมือน “Ideation Day” หรือวันนำเสนอแนวคิด ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้นำผลงานที่ผ่านการพัฒนาและคัดเลือกแล้วมานำเสนอต่อผู้ประกอบการ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะโดยตรงจากผู้มีประสบการณ์จริงในอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ครบวงจร ตั้งแต่การรับโจทย์จากองค์กรจริง การพัฒนาแนวคิด การทดลองทำงาน ไปจนถึงการรับฟีดแบ็กแบบเรียลไทม์
“จุดเด่นของโครงการนี้คือเด็กไม่ได้ทำโปรเจกต์จากจินตนาการเพียงอย่างเดียว แต่ได้ทำงานจากความต้องการจริงขององค์กร ได้เรียนรู้ว่าแนวคิดของตนเองสามารถตอบโจทย์ธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด และยังได้เห็นมุมมองจากผู้ประกอบการจริงว่า หากจะต่อยอดไอเดียไปสู่การใช้งานในตลาด ต้องพิจารณาเรื่องใดเพิ่มเติมบ้าง” นางสาวเกล็ดทราย กล่าว
ทั้งนี้ ผลงานของนักศึกษาหลายทีมได้รับเสียงสะท้อนเชิงบวกจากผู้ประกอบการ ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ แนวคิดผลิตภัณฑ์ วิธีการนำเสนอ และความสามารถในการเชื่อมโยงธุรกิจกับประเด็นด้านความยั่งยืน โดยบางผลงานได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ เกิดการซื้อผลิตภัณฑ์หรือผลงานของนักศึกษาเพื่อนำไปต่อยอดใช้งานจริง แสดงให้เห็นว่าผลงานจากห้องเรียนสามารถสร้างคุณค่าและมีโอกาสเชื่อมต่อสู่โลกธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
!
ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดพันธมิตร มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ธีมสำคัญของปีนี้คือ Generation S: Generation Sustainability ซึ่งนำแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ามาเป็นแกนหลักในการพัฒนาโจทย์ธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ การลดขยะ การสร้างรายได้ให้ชุมชน การส่งเสริมอาชีพ และการพัฒนาธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
“สิ่งที่น่าชื่นชมคือ นักศึกษาสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งมิติธุรกิจและมิติความยั่งยืน ไม่ได้คิดเพียงว่าจะขายอะไร แต่คิดต่อไปว่าสินค้าหรือบริการนั้นจะสร้างประโยชน์ให้สังคม ชุมชน หรือสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของคนรุ่นใหม่ในโลกธุรกิจปัจจุบัน” นางสาวเกล็ดทราย กล่าว
สำหรับประโยชน์ที่นักศึกษาได้รับจากโครงการนี้ นอกจากการมีผลงานจริงและรับใบประกาศนียบัตร จากโครงการแล้ว นักศึกษายังได้ฝึกทักษะรอบด้าน ทั้งการคิดเชิงกลยุทธ์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การนำเสนอ การทำงานเป็นทีม และการรับฟังฟีดแบ็กเพื่อนำไปปรับปรุงผลงาน ซึ่งล้วนเป็นประสบการณ์สำคัญก่อนเข้าสู่การฝึกงานในชั้นปีที่ 4 และการทำงานจริงหลังสำเร็จการศึกษา
นางสาวเกล็ดทราย กล่าวทิ้งท้ายว่า DPU ให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรภายนอกอย่างต่อเนื่อง เพราะการมีพาร์ทเนอร์เข้ามาร่วมให้โจทย์ แบ่งปันประสบการณ์ และสะท้อนมุมมองจากโลกธุรกิจจริง ช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับการเรียนรู้ของนักศึกษาอย่างมาก พร้อมขอบคุณทุกองค์กรพันธมิตรที่ให้ความร่วมมือตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการร่วมออกแบบโจทย์ ให้ข้อเสนอแนะระหว่างกระบวนการ และร่วมรับฟังผลงานของนักศึกษาอย่างตั้งใจ
“พาร์ทเนอร์ไม่ได้ให้เพียงเวลา แต่ยังให้ไอเดีย มุมมอง และคำแนะนำที่ช่วยให้นักศึกษาเห็นเส้นทางการต่อยอดผลงานของตนเองชัดเจนขึ้น ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง และในปีต่อ ๆ ไป มหาวิทยาลัยยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงการลักษณะนี้ร่วมกับพันธมิตร เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากโจทย์จริงและเติบโตเป็นบัณฑิตที่พร้อมทำงานในโลกธุรกิจยุคใหม่” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดพันธมิตร มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าว

โดยหนึ่งในผลงานที่โดดเด่นคือ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากน้ำตาลโตนด ชื่อแบรนด์ว่า “ไบร์ท” ผลงานของกลุ่ม “การะศิลป์” โดยนายภานุพงษ์ ธรรมสีทอง หรือ “น้องเกมส์” นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขากราฟิกดีไซน์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ตัวแทนกลุ่ม เปิดเผยว่า แนวคิดของผลิตภัณฑ์เริ่มต้นจากการลงพื้นที่เรียนรู้ร่วมกับชุมชน ภายใต้โจทย์การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรท้องถิ่น โดยเลือก “น้ำตาลโตนด” เป็นวัตถุดิบหลัก ก่อนต่อยอดสู่การพัฒนาเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนักศึกษาและคนทำงานที่ต้องการความสดชื่นและพลังงาน แต่ไม่ต้องการพึ่งพาเครื่องดื่มคาเฟอีนหรือเครื่องดื่มชูกำลัง
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถูกพัฒนาให้เป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงานอย่างต่อเนื่อง (steady energy) โดยใช้จุดเด่นของน้ำตาลโตนดที่มีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ต่ำ เมื่อเทียบกับน้ำตาลทั่วไป ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะน้ำตาลพุ่งและอาการอ่อนล้าหลังการบริโภค พร้อมเสริมคุณค่าด้วยวิตามินและคอลลาเจน เพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่
ในกระบวนการพัฒนา นักศึกษาได้ดำเนินการตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา การวิจัยและพัฒนาสูตร (R&D) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ไปจนถึงการวางแผนธุรกิจและกลยุทธ์การตลาด โดยวางแผนเริ่มต้นจากการเปิดพรีออเดอร์ในกลุ่มนักศึกษา ก่อนขยายสู่การจำหน่ายผ่านตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติภายในมหาวิทยาลัย และต่อยอดสู่กิจกรรม “Campus Tour” เพื่อสร้างการรับรู้และให้ความรู้เกี่ยวกับคุณค่าของน้ำตาลโตนดแก่ผู้บริโภค
นอกจากนี้ กลุ่มนักศึกษายังมีเป้าหมายระยะยาวในการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ตลาดสากล โดยมุ่งพัฒนาแบรนด์ให้สามารถแข่งขันในระดับเชิงพาณิชย์ และผลักดันน้ำตาลโตนดซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น
และอีกหนึ่งในผลงานที่น่าสนใจของเวทีนี้คือผลงานจาก “กลุ่ม pabpee” ภายใต้ชื่อแบรนด์ Reef Guardian Game โดยนายอีรมัน กูยีมะ หรือ “น้องมีน” นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาการโรงแรมและธุรกิจอาหาร คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม ในฐานะตัวแทนนักศึกษา เปิดเผยว่า โครงงานดังกล่าวเป็นการพัฒนา “การ์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล” ที่มุ่งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระบบนิเวศและปัญหามลพิษ ผ่านรูปแบบการสื่อสารที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่าย

สำหรับผลงานที่พัฒนาขึ้นนั้นอยู่ในรูปแบบ “การ์ดเกม” ที่ออกแบบให้ผู้เล่นเรียนรู้ผ่านประสบการณ์การเล่น โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นหมวดสีเพื่อสื่อความหมายอย่างชัดเจน อาทิ สีฟ้าแทนปัญหามลพิษทางทะเล สีเหลืองสะท้อนบทบาทของมนุษย์ในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม สีแดงอธิบายความสมดุลของระบบนิเวศ และสีเขียวเน้นแนวทางการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมคำอธิบายประกอบที่ช่วยให้ผู้เล่นเข้าใจผลกระทบของพฤติกรรมต่าง ๆ ที่มีต่อทะเลได้อย่างเป็นรูปธรรม
แนวคิดการใช้ “เกม” เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ เกิดจากการมองเห็นข้อจำกัดของการเรียนรู้เชิงทฤษฎี ซึ่งอาจไม่สามารถสร้างการจดจำในระยะยาวได้ จึงออกแบบให้เกมเป็นพื้นที่ของ “การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์” ที่ผสานทั้งความสนุกและสาระความรู้เข้าด้วยกัน โดยมุ่งเป้ากลุ่มผู้เล่นอายุระหว่าง 10–23 ปี ที่สามารถเรียนรู้ควบคู่กับความบันเทิง และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน
ภายหลังการนำเสนอ คณะกรรมการได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาต่อยอด โดยเฉพาะการออกแบบให้รองรับผู้ใช้งานที่มีข้อจำกัด เช่น ผู้พิการทางสายตาหรือผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว เพื่อให้เกมสามารถเข้าถึงผู้เล่นได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ยังได้รับความสนใจจากหน่วยงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในการร่วมต่อยอดโครงการในอนาคต