“สภาเมืองพัทยา” จี้ความชัดเจน 2 มหากาพย์แหลมบาลีฮาย ‘ท่าจอดเรือ-วอเตอร์ฟร้อนท์’ นายกฯ แจงเคลียร์ของเก่า เตรียมออกแบบใหม่ ส่วนโครงการคอนโดฯ รอกรมที่ดินชี้ขาดคดี
ในการประชุมสภาเมืองพัทยา สมัยสามัญ สมัยที่สอง ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 นายอนุพง์ พุทธนวรัตน์ สมาชิกสภาเมืองพัทยาได้ตั้งกระทู้ถามต่อนายกเมืองพัทยา ถึงความคืบหน้าและแนวทางแก้ไข 2 โครงการขนาดใหญ่บริเวณแหลมบาลีฮาย ที่ยังคงเป็นปัญหาค้างคามายาวนาน ทั้งโครงการท่าจอดเรืออ่าวพัทยา และโครงการคอนโดมิเนียม วอเตอร์ฟร้อนท์ (Waterfront)
ประเด็นแรก คือ โครงการจอดเรือบริเวณท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย ซึ่งเป็นโครงการมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ที่เมืองพัทยาจัดทำขึ้นเพื่อจัดระเบียบเรือท่องเที่ยว รองรับเรือได้มากกว่า 300 ลำ แต่ภายหลังได้รับความเสียหายอย่างหนักจากปัญหาพายุและข้อพิพาททางกฎหมาย ทำให้สมาชิกสภาฯ สอบถามถึงแนวทางพัฒนาโครงการต่อไป
นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยาชี้แจงว่า ขณะนี้ข้อกฎหมายและคดีความที่เกี่ยวข้องได้ข้อยุติแล้ว โดยเมืองพัทยาได้ดำเนินการประกาศขายทอดตลาดพัสดุชุดเดิมที่ชำรุดเสื่อมสภาพ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในราคากลาง 500,000 บาท ประกอบด้วยโครงเหล็กไฮดรอลิกพร้อมลูกทุ่นกว่า 250 ชุด โครงทุ่นลอย ทางเดิน เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และตู้ควบคุมต่าง ๆ อีกทั้งเมืองพัทยาได้เตรียมงบประมาณสำหรับ “จ้างศึกษาออกแบบ” โครงการพัฒนาท่าจอดเรืออ่าวพัทยาใหม่ ให้มีความทันสมัยและเหมาะสมกับสภาพการใช้งานในปัจจุบัน โดยจะรองรับเรือประมาณ 200 ลำ และปรับบางส่วนให้เป็นพื้นที่นันทนาการและพักผ่อนหย่อนใจควบคู่กันไป
นายกเมืองพัทยา ระบุอีกว่า เนื่องจากคณะผู้บริหารชุดปัจจุบันจะครบวาระในวันที่ 21 พฤษภาคมนี้ จึงจะส่งต่อโครงการและงบประมาณที่เตรียมไว้ให้สภาเมืองพัทยาชุดใหม่เป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและกำกับดูแลการออกแบบต่อไป นอกจากนี้ ยังมีแผนประเมินทรัพย์สินที่ชำรุดภายในพื้นที่ท่าเรือ เพื่อพิจารณาว่าส่วนใดยังสามารถใช้งานต่อได้ รวมถึงเร่งเคลียร์พื้นที่เพื่อให้เรือกลับเข้ามาจอดได้ตามปกติ ก่อนเดินหน้าศึกษาและออกแบบโครงการใหม่ในอนาคต
อีกประเด็นสำคัญ คือ โครงการคอนโดมิเนียม วอเตอร์ฟร้อนท์ บริเวณแหลมบาลีฮาย ซึ่งก่อสร้างไม่แล้วเสร็จและถูกปล่อยทิ้งร้างมานาน โดยสมาชิกสภาฯ สอบถามว่า เมืองพัทยาจะดำเนินการอย่างไรต่อไป หลังเคยมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารดังกล่าว
นายปรเมศวร์ ชี้แจงลำดับเหตุการณ์ว่า ในปี 2560 เมืองพัทยาตรวจพบการก่อสร้างผิดแบบ จึงมีคำสั่งให้รื้อถอน ต่อมาปี 2561 บริษัทเจ้าของโครงการได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และในปี 2564 ได้ยื่นขออนุญาตดัดแปลงอาคารอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในปี 2565 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีความเห็นว่า เมืองพัทยาไม่มีอำนาจออกคำสั่งรื้อถอนในขณะนั้น ส่งผลให้คำสั่งรื้อถอนเดิมถูกเพิกถอน ต่อมาในเดือนมีนาคม 2566 สำนักงาน ป.ป.ช. มีหนังสือแจ้งมายังเมืองพัทยาว่า ที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 53 และโฉนดอีก 7 แปลงของโครงการ อาจออกโดยมิชอบ เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ภูเขาหวงห้าม
ขณะนี้ เมืองพัทยากำลังรอผลการพิจารณาจากกรมที่ดิน ว่าโฉนดดังกล่าวออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดแนวทางดำเนินการในอนาคตของโครงการแห่งนี้ต่อไป โดยยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนทางกฎหมายและต้องรอความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการขั้นต่อไป