นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่าได้ร่วมกับนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการข้อมูลเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน ระหว่างกรมการค้าภายในและกรมการขนส่งทางบก ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล โดยการเชื่อมโยงข้อมูล GPS รถบรรทุกจากระบบ DLT GPS ของกรมการขนส่งทางบก เข้ากับระบบขนย้ายสินค้าควบคุมทางอิเล็กทรอนิกส์ของกรมการค้าภายใน ผ่าน API Web Service แบบ Real Time ช่วยยกระดับการกำกับดูแลสินค้าเกษตรของประเทศ ให้ภาครัฐสามารถติดตาม ตรวจสอบ และบริหารจัดการการขนย้ายสินค้าเกษตรควบคุมได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และทันต่อสถานการณ์มากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในมีภารกิจสำคัญในการดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะการกำกับดูแลสินค้าเกษตรควบคุม ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 9 สินค้าสำคัญ เช่น น้ำมันปาล์ม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง กระเทียม และหอมหัวใหญ่จากต่างประเทศ ที่ต้องมีการติดตามการขนย้ายอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการลักลอบ การกักตุน หรือการเคลื่อนย้ายผิดกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรในประเทศ
ที่ผ่านมา การตรวจสอบการขนย้ายสินค้าเกษตรอาจต้องอาศัยเอกสาร การแจ้งข้อมูลจากผู้ประกอบการ หรือการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่เป็นหลัก แต่เมื่อมีการเชื่อมโยงข้อมูล GPS รถบรรทุกแบบเรียลไทม์ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามเส้นทางการขนส่งได้ตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง จนถึงปลายทาง ผ่านเลขทะเบียนรถที่ระบุในใบอนุญาตขนย้าย ทำให้การตรวจสอบมีความแม่นยำ โปร่งใส และสามารถตรวจพบความผิดปกติได้รวดเร็วขึ้น
“ข้อมูลที่เชื่อมโยงกันแบบเรียลไทม์ จะช่วยลดช่องว่างในการลักลอบขนย้ายสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีสินค้านำเข้าที่อาจทะลักเข้าสู่ตลาดในช่วงผลผลิตภายในประเทศออกสู่ตลาดจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อราคาพืชผลของเกษตรกรไทย” นายวิทยากร กล่าว
ปัจจุบัน กรมการค้าภายในมีการออกใบอนุญาตขนย้ายสินค้าเกษตรควบคุมประมาณ 450,000 – 500,000 ฉบับต่อปี และมีรถบรรทุกที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าเกษตรควบคุมกว่า 20,000 คัน การเชื่อมข้อมูลร่วมกันระหว่างสองหน่วยงาน จึงช่วยเพิ่มศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณสินค้า เส้นทางการขนส่ง และแนวโน้มการเคลื่อนย้ายสินค้าเกษตรในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตรและการดูแลเสถียรภาพราคาในภาพรวมของประเทศ
นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการวางแผนตรวจสอบ ป้องปราม และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้ตรงจุดมากขึ้น ลดการใช้ทรัพยากรในการลงพื้นที่แบบเดิม และช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
นายวิทยากร กล่าวว่า ทั้งสองหน่วยงานมีเป้าหมายในการบูรณาการการทำงานร่วมกันในด้านอื่น ๆ เพื่อยกระดับการคุ้มครองประชาชน และสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม โดยในระยะต่อไป จะมีการประสานความร่วมมือด้านการกำกับดูแลค่าบริการขนส่งสาธารณะ การตรวจสอบการคิดค่าบริการรถรับจ้างสาธารณะ รวมถึงการกำกับดูแลค่าโดยสารแท็กซี่มิเตอร์ ให้เป็นไปตามกฎหมายและอัตราที่กำหนด เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค และสร้างมาตรฐานความเป็นธรรมในการให้บริการขนส่งสาธารณะ
นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกด้านการขนส่ง เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบข้อร้องเรียนของประชาชน การติดตามพฤติกรรมการกระทำผิดซ้ำ การวิเคราะห์ข้อมูลเส้นทางขนส่ง รวมถึงการบูรณาการมาตรการด้านกฎหมาย เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วตรงจุด
“เป้าหมายสำคัญของการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ คือการทำให้ภาครัฐทำงานเชิงรุกมากขึ้น ใช้ข้อมูลจริงในการตัดสินใจ และช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนได้รวดเร็วกว่าเดิม ทั้งด้านราคาสินค้าเกษตร การขนส่ง และการคุ้มครองผู้บริโภค” นายวิทยากร กล่าว