นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการเข้าพบของ นางสาวปภัชญา ยุทธเจริญกิจ ผู้บริหารของบริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด (International Rubber Consortium Limited : IRCo) ว่า ได้หารือครั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินงานของ IRCo รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบาย แนวทางในการดำเนินงานของสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (International Tripartite Rubber Council : ITRC) และ IRCo รวมถึงความร่วมมือในอนาคตระหว่าง ITRC โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่หลักในการเป็นผู้แทนฝ่ายไทย เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพาราและนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายด้านยางพาราให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน การป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่า การผลักดันมาตรฐานให้สอดคล้องกับกฎหมาย EUDR พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรขอรับรองมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน เน้นให้ความสำคัญกับการยกระดับและขับเคลื่อนด้านกฎหมายเพื่อป้องกันการบุกรุกป่า รวมถึงโครงการส่งเสริมการทำสวนยางตามมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม
พร้อมกันนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ความร่วมมือด้านยางพาราระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและลดการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม และประเทศโกตดิวัวร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตที่สำคัญที่มีผลผลิตต่อไร่สูงและต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า เพื่อให้การสร้างราคายางมีเสถียรภาพและสร้างพลังต่อรองร่วมกันในภูมิภาค จึงจำเป็นต้องกำหนดบทบาทของ IRCo ในฐานะผู้แทนของประเทศสมาชิกไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซียให้มีกลยุทธ์ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน สำหรับแผนปฏิบัติการด้านยางพารา พ.ศ. 2566 – 2580 (Rubber Action Plan) มุ่งยกระดับบทบาทประเทศไทยจากผู้ส่งออกวัตถุดิบขั้นต้น สู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยางพาราที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยให้ความสำคัญกับการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดโลกอีกด้วย
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ชี้ประเด็นปัจจัยอื่นๆ ของแนวโน้มสถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยางพารา อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ราคาน้ำมัน เป็นต้นซึ่งส่งผลต่อทิศทางการใช้วัตถุดิบในอุตสาหกรรมยางของโลก และคาดว่าจะส่งผลต่อความต้องการใช้ยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ในอนาคต
โดยประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตยางธรรมชาติรายสำคัญของโลก เชื่อมั่นว่า ยางธรรมชาติยังคงมีศักยภาพในการต่อยอดอุตสาหกรรมยางพาราสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความยั่งยืนของวัตถุดิบมากยิ่งขึ้น
พร้อมกันนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังมุ่งส่งเสริมการวิจัย พัฒนา และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางไทย พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการใช้ยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ให้สอดคล้องกับทิศทางตลาดโลกและการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในอนาคต
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของ IRCo อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรชาวสวนยางและภาคธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานยางพาราอย่างยั่งยืนต่อไป