ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
พลังงาน / สิ่งแวดล้อม ย้อนกลับ
สทนช. จัดทัพ แมเนจเม้นท์ ‘อีอีซี’รับมือแล้ง ผนึก‘กรมชลฯ’เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน
28 พ.ค. 2569

สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ วันที่ 21 พ.ค. 2569 เวลา 7.00 น. โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุว่า สถานการณ์ฝนสูงสุด รายภาค : ภาคเหนือ จ.พิจิตร (170 มม.) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.หนองบัวลำภู (146 มม.) ภาคกลาง กรุงเทพฯ (93 มม.) ภาคตะวันออก จ.สระแก้ว (46 มม.) ภาคตะวันตก จ.ราชบุรี (43 มม.) และ ภาคใต้ จ.ภูเก็ต (139 มม.)

ส่วนสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำในภาพรวม: ปริมาณน้ำรวม: 57% ของความจุเก็บกัก 45,801 ล้าน ลบ.ม.) ปริมาณน้ำใช้การ: 38% (21,691 ล้าน ลบ.ม.)

     ขณะที่สถานการณ์น้ำใน 3 เขื่อนหลักพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก( EEC) ณ วันที่ 14 พ.ค. 69 เวลา 7.00 น. พบว่า บางพระ: มีปริมาณน้ำ 54 ล้าน ลบ.ม. (46%) ,หนองปลาไหล: มีปริมาณน้ำ 79 ล้าน ลบ.ม. (48%) ,ประแสร์: มีปริมาณน้ำ 172 ล้าน ลบ.ม. (58%) 

ชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำเชื่อมโยงในพื้นที่EEC โดยมี ผู้แทนกรมชลประทาน การประปาส่วนภูมิภาค สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรืออีสวอเตอร์ เข้าร่วมประชุม  ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ จังหวัดระยอง พร้อมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการก่อสร้างโครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ และโครงข่ายการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC รวมทั้งติดตามการบริหารจัดการน้ำและการจัดการคุณภาพน้ำในเขตพื้นที่จังหวัดชลบุรีด้วย

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบกับประเทศไทยในช่วงกลางปีนี้ต่อเนื่องไปถึงช่วงเดือนส.ค.2570 ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฝนน้อยกว่าค่าปกติ สทนช. จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเพราะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจหลักที่สำคัญของประเทศ 

จึงให้กรมชลประทานนำข้อมูลคาดการณ์ปริมาณฝนล่วงหน้า 6 เดือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา มาใช้ในการประเมินปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ พร้อมเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงให้มากที่สุด รวมถึงการวางแผนสูบน้ำคลองสะพานเส้นที่ 1 ไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง ในปี 2569 ปริมาณรวม 25 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยขอให้กรมชลประทานหาแนวทางการสูบน้ำให้ได้เต็มศักยภาพสูงสุด (อยู่ที่ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร) เพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ EEC โดยต้องคำนึงไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระดับด้านท้ายน้ำคลองสะพาน

 

สำหรับการบริหารจัดการน้ำและเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำในEECซึ่งมีระบบผันน้ำระหว่างอ่างเก็บน้ำเป็นกลไกสำคัญในการกระจายน้ำไปยังพื้นที่เศรษฐกิจหลัก โดยมีอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง เป็นศูนย์กลางในการรับน้ำจากกลุ่มน้ำวังโตนด จังหวัดจันทบุรี และผันน้ำส่วนเกินกระจายไปสำรองไว้ยังอ่างเก็บน้ำต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรี เพื่อกักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้ง รองรับความต้องการใช้น้ำทุกภาคส่วน ทั้งอุปโภคบริโภค ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งเป็นการช่วยตัดยอดน้ำเพื่อลดผลกระทบพื้นที่ด้านท้ายน้ำในช่วงฤดูฝนด้วย

“ปัจจุบันโครงการพัฒนาคลองลุ่มน้ำวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ 3 อ่าง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว และอ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ โดยยังเหลืออ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ซึ่งเมื่อสร้างแล้วเสร็จครบทั้ง 4 อ่าง จะช่วยสร้างความมั่นใจในการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองค้อ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำบางพระ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกและรองรับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ EEC อันเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำของประเทศได้อย่างยั่งยืน”

รายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 20 พ.ค. 2569  ที่ประชุมได้พิจารณา และมีมติเห็นชอบในหลักการ ในการกำหนดให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม โดยขอให้ สกพอ. รับความเห็นและข้อสังเกตต่างๆ จากกรรมการ กพอ. ไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม และนำมาเสนอ กพอ. พิจารณาอีกครั้งเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า พื้นที่ EEC ประกอบด้วยเขตพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และ ระยอง ในเดือน ม.ค. – เม.ย.2569 มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในเขตพื้นที่ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง รวม 3,407 รายทุนจดทะเบียน 9,391.66 ล้านบาทเมื่อเปรียบเทียบกับเดือน ม.ค. – เม.ย. 2568 จำนวน 4,061 รายเติบโตลดลงคิดเป็น16.10%และมีมูลค่าทุนจดทะเบียน 15,996.40 ล้านบาทเติบโตลดลงคิดเป็น 41.29%โดย 72.64% เป็นการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี จำนวน 2,475 ราย

   ดังนั้น ปัจจุบันพื้นที่ 3 จังหวัด (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) ในเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกมีนิติบุคคลคงอยู่ ณ 30 เม.ย. 2569 จำนวน 103,057 รายทุนจดทะเบียนรวม 2,196,623.49 ล้านบาทแบ่งเป็น จ.ชลบุรี 75,426 ราย (คิดเป็น 73.19%) จ.ระยอง 19,166 ราย (คิดเป็น 18.60%) และ จ.ฉะเชิงเทรา8,465 ราย (คิดเป็น 8.21%) ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจบริการ คิดเป็น 61.15% รองลงมาคือการขายส่งขายปลีก คิดเป็น 24.15% และการผลิตคิดเป็น 14.69%

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 16-31 พฤษภาคม 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
30 เม.ย. 2569
อปท.นิวส์ เชิญเป็นแขก 475 ระบบการเมืองบ้านเรากำหนดให้มีสมาชิกรัฐสภา 2 ประเภทด้วยกัน 1. คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส. และ 2. คือ สมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ซึ่งทั้ง 2 สภา ก็คือสภานิติบัญญัติที่ดูแลการออกกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม ในรัฐธรรนูญ 2560 ที่กำลังใช้อยู่ใน...