ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
พลังงาน / สิ่งแวดล้อม ย้อนกลับ
เอกนัฏ เบรก โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าก้าวหน้า
17 มิ.ย. 2569

พลังงาน เบรก โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าก้าวหน้า เปลี่ยนแนวทางใหม่ เตรียมเสนอ ครม. ดึงเงินรายได้-กำไร ของ กฟผ. ช่วยชดเชยค่าไฟฟ้าล่วงหน้า พร้อมรื้อ 3 เรื่องหลัก ทั้งการยกเลิกสัญญารับซื้อไฟแอดเดอร์, เพิ่มประสิทธิภาพไฟสาธารณะ และบริหารจัดการค่าความพร้อมจ่าย (AP) หวังช่วยค่าไฟฟ้าประชาชนถูกลงได้ พร้อมเสนอ กพช. ในเดือน มิ.ย. 2569 นี้ แยกประเภทผู้ใช้ไฟกลุ่มใหม่ “ดาต้า เซ็นเตอร์” เป็นประเภทที่ 9 ป้องกันภาระตกกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแนวทางโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive rate) หรืออัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได หลังพบว่าโครงสร้างค่าไฟฟ้าดังกล่าวฯ อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วยขึ้นไป ที่อาจจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าสูงกว่ากลุ่มผู้ใช้ไฟ 200 หน่วย จึงจะยังไม่มีการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าอัตราก้าวหน้าในช่วงนี้ แต่จะมุ่งไปที่การปรับลดต้นทุนโครงสร้างค่าไฟฟ้าทั้งระบบแทน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนที่อาจมีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นในช่วงหน้าร้อน หรือผู้อยู่อาศัยที่เป็นครอบครัวใหญ่

โดยจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าใน 3 ส่วนหลัก ดังนี้

1.ยกเลิกการต่อสัญญารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ “การให้เงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder)” จากพลังงานหมุนเวียน ที่มีมาตั้งแต่อดีต และบางส่วนเป็นการต่อสัญญาอัตโนมัติ ซึ่งมีอัตราค่าไฟฟ้าแพงเกินจริงและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ต้นทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนปรับลดลงมากแล้ว โดยขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทบทวนสัญญาเหล่านี้ ที่มีลักษณะเป็นสัญญาทาส ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ทำด้วยความชอบธรรมและเป็นเหตุเป็นผล แม้จะเสี่ยงเรื่องการถูกฟ้องร้องจากภาคเอกชนก็ตาม และในเบื้องต้นได้ปรึกษาข้อกฎหมายกับทางสำนักงานอัยการแล้ว อย่างไรก็ตามหากผู้ประกอบการยอมเจรจาลดราคาลงก็อาจจะพิจารณารับซื้อต่อ แต่หากไม่ยอมถอยก็จำเป็นต้องยกเลิกการต่อสัญญาอัตโนมัติเหล่านั้น เนื่องจากปัจจุบันราคารับซื้อไฟฟ้าใหม่ (Feed-in Tariff) มีราคาต่ำกว่ามาก

2. บริหารจัดการความสูญเสียในระบบต่างๆ เช่น ไฟฟ้าถนน และไฟฟ้าสาธารณะต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาประชาชนต้องแบกรับภาระส่วนนี้รวมอยู่ในค่าไฟฟ้าประมาณ 10-20 สตางค์ต่อหน่วย ดังนั้นหากไฟฟ้าเหล่านี้มีการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการ เช่น เปลี่ยนไปใช้หลอด LED ที่ช่วยให้ประหยัด ก็จะลดความสูญเสียและลดภาระค่าไฟฟ้าลงได้

3.ค่าพร้อมจ่าย (Availability Payments: AP) ที่เกิดจากการคาดการณ์การใช้ไฟฟ้าสูงเกินไปในอดีต ทำให้ต้องจ่ายเงินจ้างเอกชนเตรียมพร้อมผลิตไฟทั้งที่ไม่ได้มีการนำไฟฟ้ามาใช้จริง ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือเรื่องประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า

นอกจากนี้เตรียมนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายในเดือน มิ.ย. 2569 นี้ เพื่อกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่เป็นประเภทที่ 9 สำหรับกลุ่ม Data Center โดยเฉพาะ จากเดิมที่มีเพียงประเภทบ้านอยู่อาศัย ผู้ประกอบการ และโรงงานอุตสาหกรรม เหนือจาก Data Center เป็นกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าสูงมาก ดังนั้นต้องรับผิดชอบต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อผลิตไฟฟ้าเพิ่ม รวมถึงต้องร่วมรับผิดชอบภาระค่าพร้อมจ่าย (AP) ที่มีอยู่ในระบบเดิมด้วย เพื่อไม่ให้ภาระเหล่านี้ตกอยู่กับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป ซึ่งหากจัดการโครงสร้างค่าไฟฟ้าใน 3 ส่วนนี้ได้จะทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมสำหรับภาคประชาชนถูกลงได้

อย่างไรก็ตามระหว่างที่ต้องดำเนินการใน 3 เรื่องดังกล่าว ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าจะเกิดผลให้ทางปฏิบัติ ดังนั้น ระหว่างนี้กระทรวงพลังงาน ได้หารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อเตรียมนำเงินรายได้หรือกำไรจากการดำเนินงานของ กฟผ. เข้ามาช่วยชดเชยค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนและค่าโครงสร้างค่าไฟฟ้าเดิมไปก่อน แต่การจะนำเงินในส่วนนี้ของ กฟผ. ออกมาใช้ได้นั้น ยังจำเป็นต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และต้องไม่กระทบต่อแผนการลงทุนหลักของ กฟผ.

“ตอนนี้ โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า ยังไม่มีผลบังคับใช้ และเบรกไปก่อน เพื่อศึกษาผลดีผลเสียให้ชัดเจนก่อน และถ้าเราทำ 3 เรื่องนั้นได้ ก็อาจไม่จำเป็นต้องใช้อัตราแบบขั้นบันได โดยระหว่างที่เร่งดำเนินการใน 3 เรื่องนี้ ก็จะขอให้ ครม.ออกมติเพื่อนำเงินรายได้หรือกำไรของ กฟผ.เข้ามาลดค่าไฟให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าไปก่อน”

นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานจะเร่งดำเนินการโครงการ "โซลาร์ประชาชน 2.0" ขนาด 500 เมกะวัตต์ ภายในเดือน มิ.ย. 2569 นี้ เพื่อส่งเสริมให้บ้านเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยจะมีมาตรการสนับสนุนทั้งการลดเงินดาวน์ ลดดอกเบี้ย และการปรับราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินให้จูงใจมากขึ้น รวมถึงยังมีเป้าหมายเปิดตลาดเสรีซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) สำหรับพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

ขณะที่ ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ มีผู้สนใจเข้าศึกษาเอกสารรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของสำนักงาน กกพ. จำนวน 6,525 ครั้ง จากผู้เข้าชม 2,270 ราย และมีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นรวม 653 ความเห็น โดยผลการรับฟังความคิดเห็นสะท้อนให้เห็นถึงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่หลากหลาย ทั้งผู้ที่ไม่เห็นด้วย ผู้ที่เห็นด้วยกับกรณีศึกษาที่เสนอ และผู้ที่แสดงความคิดเห็นในประเด็นอื่นๆ

“เมื่อพิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็น พบว่า ผู้แสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอมีจำนวน 215 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 33 ของความคิดเห็นทั้งหมด รองลงมาเป็นผู้ที่เห็นด้วยกับ กรณีศึกษาที่ 2 จำนวน 166 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 25 ขณะที่อีกส่วนหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในประเด็นอื่นๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียอย่างกว้างขวาง โดยมีประเด็น อาทิ ผลกระทบต่อผู้ใช้พลังงาน ประเด็นด้านกฎหมายและการกำกับดูแลตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ตลอดจนข้อเสนอแนะด้านนโยบายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการดำเนินการในขั้นตอนต่อไป” ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติม

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 16-30 มิถุนายน 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
29 พ.ค. 2569
ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับคนกรุงเทพมหานคร ที่จะได้ออกไปใช้สิทธิเลือกผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร(กทม.) และสมาชิกสภา กรุงเทพมหานคร (สก.) กันอีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ที่จะถึงนี้ โดยจะปิดรับสมัคร ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อ วันที...