จากผ้าไหมโบราณบนเส้นทางสายไหม สู่ปากกาที่ใช้ลงนามการเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) ของจีน
นิทรรศการประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและการค้าต่างประเทศของจีน ณ พิพิธภัณฑ์ภายใน มหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศ ( University of International Business and Economics: UIBE ) หรือ 对外经济贸易大学
กรุงปักกิ่ง พาผู้เข้าชมย้อนรอยประวัติศาสตร์กว่า 2,000 ปีของการติดต่อค้าขายระหว่างจีนกับโลก
นิทรรศการยังนำเสนอเรื่องราวตั้งแต่ยุคเส้นทางสายไหม การเดินทางของจางเชียนและเจิ้งเหอ การค้าชา ผ้าไหม และเครื่องลายคราม สงครามฝิ่น การเปิดประเทศ ตลอดจนการเข้าเป็นสมาชิก WTO ก่อนเชื่อมโยงมาสู่โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative) ในปัจจุบัน

นิทรรศการชี้ให้เห็นว่า ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา การค้าระหว่างประเทศไม่ได้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญในการแลกเปลี่ยนผู้คน ความรู้ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมระหว่างอารยธรรมตะวันออกและตะวันตก
หนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญคือ “เส้นทางสายไหม” ซึ่งทำให้ผ้าไหมจีนกลายเป็นสินค้าส่งออกที่เป็นที่รู้จักในโลกตะวันตกตั้งแต่สมัยชุนชิวและจ้านกั๋ว ก่อนพัฒนาสู่เครือข่ายการค้าระหว่างทวีปที่เชื่อมจีนเข้ากับเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และยุโรป
วัตถุจัดแสดงที่โดดเด่นคือ “ผ้าแพรเอินเจ๋อ” หรือ Enze Brocade ซึ่งมีลวดลายสัตว์และอักษรจีนคำว่า “恩泽” หมายถึงความอุดมสมบูรณ์และพระคุณอันยิ่งใหญ่ สะท้อนการใช้ภาษาและวัฒนธรรมจีนในดินแดนตะวันตกตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น
“จางเชียน ผู้เปิดประตูสู่โลกตะวันตก”
นิทรรศการยังกล่าวถึงบทบาทสำคัญของ “จางเชียน” นักการทูตในสมัยราชวงศ์ฮั่น ผู้ได้รับพระบัญชาจากจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ให้ออกเดินทางสู่ดินแดนตะวันตกเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน
ภารกิจดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายไหม ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางการค้า แต่ยังเป็นเส้นทางแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เทคโนโลยี และองค์ความรู้ระหว่างตะวันออกกับตะวันตก
เหรียญทอง เหรียญเงิน และโบราณวัตถุจากหลายอารยธรรมที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เป็นหลักฐานที่สะท้อนให้เห็นถึงการติดต่อระหว่างจีนกับโลกภายนอกในยุคนั้น
”เจิ้งเหอกับการเดินเรือ 7 ครั้งที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์“
อีกหนึ่งช่วงสำคัญของนิทรรศการคือเรื่องราวของ “เจิ้งเหอ” นักเดินเรือชื่อดังแห่งราชวงศ์หมิง
การเดินเรือสำรวจมหาสมุทร 7 ครั้งของเจิ้งเหอช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างจีนกับภูมิภาคต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง แม้ว่ารัฐบาลหมิงในเวลานั้นจะจำกัดการค้าต่างประเทศให้อยู่ภายใต้ระบบบรรณาการก็ตาม
ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงฉากจำลองการเดินเรือของเจิ้งเหอ รวมถึงโบราณวัตถุจริงที่ค้นพบจากเรืออับปางใต้ทะเล ซึ่งสะท้อนความรุ่งเรืองของการเดินเรือและการค้าทางทะเลในยุคนั้น
”เครื่องลายครามจีน สินค้าส่งออกที่ครองใจยุโรป“
นิทรรศการยังจัดแสดงเครื่องลายครามสีน้ำเงิน-ขาวจากสมัยราชวงศ์หมิงและชิง ซึ่งถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของจีน สินค้าลายครามที่ทรงคุณค่า
สิ่งของหลายชิ้นถูกส่งออกไปยังยุโรปและถูกนำไปใช้ในรูปแบบที่แตกต่างจากต้นกำเนิดเดิมในจีน เช่น ภาชนะบางประเภทที่ชาวยุโรปนำไปใช้เป็นแจกันดอกไม้ หรือภาชนะขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับบรรจุไวน์
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการค้าระหว่างประเทศไม่ได้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนสินค้า แต่ยังนำไปสู่การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและวิถีชีวิตระหว่างผู้คนจากภูมิภาคต่าง ๆ
“สงครามฝิ่น จุดเปลี่ยนสำคัญของจีนสมัยใหม่”
เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 นิทรรศการเล่าถึงบทบาทของเมืองกว่างโจว ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างจีนกับชาติตะวันตกก่อนสงครามฝิ่น
ในช่วงเวลาดังกล่าว สินค้าส่งออกสำคัญของจีน ได้แก่ ชา ผ้าไหม และเครื่องลายคราม ได้รับความนิยมอย่างสูงในยุโรป ส่งผลให้อังกฤษประสบภาวะขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง
เพื่อแสวงหากำไรและแก้ปัญหาดังกล่าว พ่อค้าชาวอังกฤษจึงลักลอบนำฝิ่นเข้ามาจำหน่ายในจีน จนนำไปสู่สงครามฝิ่นและการลงนามในสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหลายฉบับ
เอกสาร หนังสือเดินทาง และภาพจำลองชีวิตผู้คนในยุคนั้นที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ สะท้อนให้เห็นผลกระทบจากแรงกดดันของชาติตะวันตกต่อจีน
ในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์
“เยาวชนกลุ่มแรกของจีนไปศึกษาตะวันตก”
นอกจากเรื่องราวการค้าระหว่างประเทศแล้ว นิทรรศการยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปิดรับองค์ความรู้จากโลกภายนอกของจีนผ่านกลุ่มเยาวชนจีนรุ่นแรกจากนครเซี่ยงไฮ้ ตั้งแต่ 12-18 ปี ที่ได้รับโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อในประเทศตะวันตก การเดินทางครั้งนั้นไม่เพียงเปิดโลกทัศน์ให้กับคนรุ่นใหม่ของจีน แต่ยังทำให้พวกเขาได้เรียนรู้วิทยาการ เทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงแนวคิดด้านการศึกษาและการพัฒนาอุตสาหกรรมจากโลกตะวันตก ก่อนนำความรู้กลับมามีส่วนในการพัฒนาประเทศในเวลาต่อมา
ขณะเดียวกัน ภายในนิทรรศการยังมีการจัดแสดงสิ่งของ เครื่องใช้ และสินค้าจากช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน สิ่งของเหล่านี้สะท้อนภาพชีวิตของผู้คนและการเปลี่ยนผ่านของสังคมจีนจากยุคเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสินค้าสำหรับการอุปโภคบริโภคที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน
บรรยากาศของส่วนจัดแสดงดังกล่าวเปรียบเสมือนภาพย้อนเวลาไปสู่ช่วงเริ่มต้นของ “จีนยุคใหม่” ที่กำลังเปิดประตูสู่โลกภายนอกและเร่งพัฒนาเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด จากประเทศกำลังพัฒนาสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าการเรียนรู้จากต่างประเทศ การเปิดรับเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนผลักดันการเปลี่ยนแปลงของจีนตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
“จาก WTO สู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ”
นิทรรศการเดินทางมาถึงยุคปัจจุบันด้วยการจัดแสดงวัตถุสำคัญจากเหตุการณ์ที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก หรือ WTO ในปี 2001
หนึ่งในไฮไลต์คือปากกาที่ใช้ในการลงนาม ซึ่งได้รับการเก็บรักษาไว้ทั้ง 4 ด้าม โดยหนึ่งในนั้นถูกบริจาคให้แก่พิพิธภัณฑ์โดย สือ กวางเซิ่ง อดีตรัฐมนตรีการค้าต่างประเทศและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของจีน
การเข้าร่วม WTO ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้จีนสามารถเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลกได้อย่างเต็มรูปแบบ และกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
“จากเส้นทางสายไหมสู่ Belt and Road”
ในช่วงท้ายของการนำชม เจ้าหน้าที่ได้เชื่อมโยงประวัติศาสตร์การค้าของจีนกับแนวคิด “Belt and Road Initiative” หรือโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ซึ่งประกอบด้วยเส้นทางสายไหมทางเศรษฐกิจและเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 แนวคิดดังกล่าวมุ่งส่งเสริมการเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจ การค้า และการพัฒนาร่วมกันระหว่างประเทศต่าง ๆ พร้อมผลักดันการสร้าง “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมวลมนุษยชาติ”
พิพิธภัณฑ์ยังสะท้อนถึงแนวคิด “การเปิดกว้างนำมาซึ่งความรุ่งเรือง ส่วนการปิดกั้นนำไปสู่ความเสื่อมถอย” ซึ่งไม่เพียงสะท้อนประสบการณ์ทางเศรษฐกิจของจีนตลอดหลายพันปี แต่ยังเป็นแนวคิดที่จีนใช้ในการผลักดันความร่วมมือกับนานาประเทศในปัจจุบัน/
ภาพ-ข่าว มณีนาถ อ่อนพรรณา