นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อดีตรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นำเสนอรายงานวิเคราะห์ประเทศไทยวันนี้ในเฟสบุ้คส่วนตัวที่น่าสนใจและทันต่อสถานการณ์ปัจจุบันภายใต้หัวข้อ
“เมื่อประเทศไทยถูกทิ้งไว้ข้างหลัง (Thailand Left Behind) : โจทย์ใหญ่รัฐบาลอนุทิน” โดยมีเนื้อหาสาระดังต่อไปนี้
“รายงาน Thailand Economic Monitor ของ ธนาคารโลก (World Bank)ล่าสุด ที่ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยลงมาอยู่ที่เพียง 1.3% ถึง 1.6% นับเป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปี และรั้งท้ายในภูมิภาคอาเซียน
ทว่าสัญญาณเตือนที่ฉุดให้ไทยเผชิญหน้ากับความเสี่ยงในการ "ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง" ไม่ได้มีเพียงตัวเลขจีดีพี.ที่หดตัวของเราเอง แต่คือการก้าวกระโดดของประเทศเพื่อนบ้านโดยธนาคารโลก (World Bank) ได้ประกาศปรับสถานะอย่างเป็นทางการให้ เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์ เลื่อนชั้นจากประเทศรายได้ปานกลางขั้นต่ำ (Lower-Middle Income) ขึ้นสู่ "ประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง" (Upper-Middle Income)สะท้อนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเป็นระดับเดียวกับประเทศไทยและพร้อมที่จะแซงหน้าเราในระยะเวลาอันสั้นในขณะที่ประเทศไทยติดกับดักการเป็นประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูงมากว่า 10 ปี
เมื่อวิเคราะห์เจาะลึกเพื่อเปรียบเทียบความได้เปรียบและความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างผ่านตัวเลขสถิติ จะสามารถแบ่งออกเป็น 6 มิติสำคัญ ดังต่อไปนี้
มิติที่ 1: การฟื้นตัวแบบ K-Shaped กับความล้มเหลวในการกระจายรายได้
โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะการฟื้นตัวแบบ K-Shaped อย่างรุนแรง ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขหนี้สินและกำลังซื้อภายในประเทศ ดังนี้
1.วิกฤตหนี้ครัวเรือนไทย
ปัจจุบันพุ่งสูงเกินกว่า 90% ของ GDP คิดเป็นมูลค่ากว่า 16 ล้านล้านบาทสูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งตรงกันข้ามกับเวียดนามที่มีหนี้ครัวเรือนเพียงประมาณ 50% ของ GDP และฟิลิปปินส์ที่ต่ำกว่า 40% ของ GDP
2.ความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้กลุ่มประชากรที่ร่ำรวยที่สุด 10% ของไทย ถือครองความมั่งคั่งรวมกันสูงถึงกว่า 70% ของประเทศ ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ซึ่งมีสัดส่วนถึง 99% ของธุรกิจทั้งหมด กลับมีส่วนแบ่งใน GDP เพียง 35% ส่งผลให้กลุ่มประชากรฐานรากอันเป็นขาล่างของ K-Shaped ขาดแคลนกำลังซื้อในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ
มิติที่ 2: วิกฤตศักยภาพการแข่งขันและการสูญเสียแชมป์ดึงดูด FDI
ตัวเลขเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คือดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อประเทศไทยในปัจจุบัน
1.สถิติการดึงดูด FDI ที่ตกเป็นรอง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามสามารถดึงดูดเม็ดเงิน FDI ไหเข้าจริงได้สูงเฉลี่ย 20,000 ถึง 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่ฟิลิปปินส์เติบโตขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 9,000 ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่ประเทศไทยกลับดึงดูดได้เพียง 4,000 ถึง 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
2.ข้อจำกัดด้านข้อตกลงทางการค้า (FTA)
เวียดนามมี FTA ครอบคลุมกว่า 50 ประเทศทั่วโลก รวมถึงข้อตกลงสำคัญอย่าง EVFTA กับสหภาพยุโรป
ขณะที่ไทยมี FTA ที่มีผลบังคับใช้ครอบคลุมคู่ค้าน้อยกว่ามาก ส่งผลให้สินค้าส่งออกจากไทยต้องเผชิญกับต้นทุนภาษีที่เสียเปรียบในตลาดโลก
มิติที่ 3: พื้นที่ทางการคลังหดตัวและข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐ
โครงสร้างงบประมาณแผ่นดินของไทยกำลังตกอยู่ในภาวะตึงตัว จนไม่เหลือพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) สำหรับการลงทุนเชิงรุกเพื่ออนาคตประเทศ
1.กับดักรายจ่ายประจำ
จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของไทย งบประมาณส่วนใหญ่กว่า 75% ถึง 80% ถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนข้าราชการ บำเหน็จบำนาญ และงบผูกพันด้านสวัสดิการสังคม
2.งบประมาณเพื่อการลงทุนที่จำกัดรัฐบาลเหลืองบประมาณเพื่อการลงทุนจริงเพียงประมาณ 20% ของงบประมาณรวม ซึ่งน้อยเกินกว่าจะสร้างการเปลี่ยนผ่านขนาดใหญ่ ในทางกลับกัน เวียดนามได้จัดสรรงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเชิงรุกสูงถึงกว่า 6% ของ GDP ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน
มิติที่ 4: หลุมดำงานวิจัยขึ้นหิ้งและการขาดแคลนนวัตกรรมเชิงพาณิชย์
การติดหล่มอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ของไทย ถูกตอกย้ำด้วยตัวเลขการลงทุนด้านนวัตกรรมที่ต่ำกว่ามาตรฐานการแข่งขันระดับสากล
1.สัดส่วนการลงทุน R&D ต่อ GDP ที่ย่ำอยู่กับที่
ประเทศไทยมีสัดส่วนการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อยู่ที่ประมาณ 1.1% ถึง 1.2% ของ GDP ซึ่งส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนรายใหญ่ ไม่ใช่ภาครัฐ ขณะที่ประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่างเกาหลีใต้ ลงทุนสูงถึง 4.8% ของ GDP
2.การขาดแคลนนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ข้อมูลสิทธิบัตรพบว่า ไทยมีสัดส่วนการยื่นจดสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในระดับต่ำ งานวิจัยกว่า 80% ของภาครัฐและมหาวิทยาลัยยังคงเป็นงานวิจัยพื้นฐานที่ไม่ถูกนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มของสินค้าส่งออกไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 1% ถึง 2% ต่อปี
มิติที่ 5: วิกฤตโครงสร้างประชากรและระเบิดเวลาด้านกำลังแรงงาน
นี่คือตัวชี้วัดที่เป็นข้อจำกัดทางกายภาพและเป็นความท้าทายที่ทวีความรุนแรงที่สุดในระยะยาว
1.การก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอดไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึง 20% ของประชากรรวม และกำลังมุ่งสู่ 28% (Super-Aged Society) ในอนาคตอันใกล้ ตรงข้ามกับเวียดนามและฟิลิปปินส์ที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพียง 12% และ 7% ตามลำดับ
2.ภาวะแรงงานหดตัวและทักษะไม่ตรงเป้า
อัตราการเกิดของไทยลดต่ำลงกว่า 500,000 คนต่อปี ส่งผลให้กำลังแรงงานหดตัวเฉลี่ย 1% ต่อปี ประกอบกับปัญหาทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ขณะที่ฟิลิปปินส์มีอายุเฉลี่ยของประชากรเพียง 25 ปี ซึ่งสะท้อนถึงวัยแรงงานหนุ่มสาวที่พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้อีกไม่ต่ำกว่า 30 ปี
มิติที่ 6 : ติดหล่มระบบราชการที่อุ้ยอ้ายและปัญหาคอร์รัปชันฉุดรั้งประเทศ
ความแตกต่างด้านธรรมาภิบาลและประสิทธิภาพของกลไกภาครัฐ กลายเป็นตัวแปรตัดสินใจหลักของทุนข้ามชาติ
1.ประเทศไทย
ยังคงติดหล่มอยู่กับระบบราชการที่อุ้ยอ้าย ขั้นตอนกฎระเบียบที่ซับซ้อน และปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ฝังรากลึก ปัญหาเหล่านี้กลายเป็น "ต้นทุนแฝง" (Hidden Costs) ที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน
2.ประเทศเวียดนาม
ในทางกลับกัน รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศวาระแห่งชาติในการล้างบางทุจริตและปฏิรูประบบราชการอย่างเฉียบขาด โดยใช้เวลาเพียง 3 ปี ก็สามารถตัดลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและปราบปรามการทุจริตจนเห็นผลสัมฤทธิ์ในเชิงประจักษ์ ยกระดับความเชื่อมั่นในเวทีโลกได้อย่างก้าวกระโดด
บทสรุป;
โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลอนุทินกับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ตัวเลขเชิงประจักษ์ทั้งหมดจากรายงาน Thailand Economic Monitor ของ World Bank ยืนยันว่า ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ทางตันเชิงโครงสร้าง หากรัฐบาลภายใต้การนำของอนุทินไม่สามารถขับเคลื่อนดัชนีชี้วัดเหล่านี้ให้ดีขึ้นผ่าน 5 วาระผ่าตัดนโยบายระดับชาติ
1. ลดหนี้สินและเพิ่มขีดความสามารถ SMEs
ต้องเร่งผลักดันให้หนี้ครัวเรือนลดลงต่ำกว่า 80% ของ GDP ภายใน 3 ปี พร้อมขยายสัดส่วน GDP ของกลุ่ม SMEs ให้แตะ 40% เพื่อกระจายรายได้สู่ฐานราก
2. ปฏิรูปงบประมาณด้วยการ 'ลดขนาดระบบราชการ
เดินหน้าแผนการปรับลดขนาดองค์กรภาครัฐที่อุ้ยอ้ายอย่างจริงจัง ซึ่งจะมีผลโดยตรงในการลดภาระงบประมาณรายจ่ายประจำที่สูงถึง 80%เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าต่อต้นทุนทางเศรษฐกิจ และโอนย้ายเม็ดเงินไปเพิ่มในส่วนงบลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานอนาคต
3. ยกระดับทุนวิจัย R&D สู่เชิงพาณิชย์ เพิ่มความร่วมมือรัฐ-เอกชน ดันงบประมาณ R&D ให้แตะ 2% ของ GDP โดยเน้นอุดหนุนทุนวิจัยที่สามารถนำไปต่อนวัตกรรมยอดเชิงพาณิชย์(commercialization)และแข่งขันได้จริงในตลาดโลก
4. ยุทธศาสตร์ดึงดูดคนเก่งและ Upskill แรงงาน
แก้ไขปัญหาโครงสร้างประชากรที่หดตัวด้วยนโยบายดึงดูดแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ ควบคู่กับการเร่งปฏิรูปทักษะแรงงานไทยเดิมให้พร้อมรองรับระบบอัตโนมัติและ AI
5. ทลายกฎระเบียบด้วย 'กิโยตินกฎหมาย'
เร่งรัดการกิโยตินกฎหมาย (Regulatory Guillotine) ในทุกระดับเพื่อโละทิ้งกฎหมายและข้อบังคับที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับความโปร่งใส และทำให้การบริการสาธารณะรวมถึงการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจมีความคล่องตัวสูงสุด
แต่ถ้าหากรัฐบาลยังคงบริหารประเทศด้วยกลไกเดิมและขาดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ฉับไวเอาจริงเอาจัง
คำเตือนที่ว่า "Thailand Left Behind" จะกลายเป็นความจริงที่ประเทศไทยต้องเผชิญจากการถูกเพื่อนบ้านแซงหน้าซึ่ง เป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลอนุทินและนับเป็นความท้าทายและจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ต่ออนาคตของประเทศไทยที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนภารกิจนี้โดยเร่งด่วนก่อนจะสายเกินไป.”