กรุงเทพมหานครได้กำหนด 3 มาตรการเร่งด่วน เพื่อตรวจสอบและป้องกันการทุจริต ดังนี้
1. ส่งทีมตรวจสอบลงพื้นที่สำนักงานเขต
กทม. จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการทุจริต งานทะเบียนราษฎร และ บัตรประจำตัวประชาชน โดยมีรองปลัดกรุงเทพมหานครเป็นประธาน ซึ่งตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ถึง 7 กรกฎาคม คณะทำงานได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสำนักงานเขตไปแล้ว 31 แห่ง เบื้องต้นยังไม่พบกรณีทุจริตคล้ายกับที่เกิดขึ้น ณ สำนักงานเขตธนบุรี
2. ปูพรมตรวจสอบสูติบัตรย้อนหลังตั้งแต่ปี 2560
สั่งการให้ทั้ง 50 เขต ตรวจสอบการแจ้งเกิดและการออก สูติบัตร ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงปัจจุบัน (ครอบคลุมเวลากว่า 9 ปี) พุ่งเป้าไปที่เด็กที่เกิดจากมารดาชาวต่างชาติแต่มีบิดาจดทะเบียนเป็นชาวไทย โดยเฉพาะกรณีที่บันทึกการเกิดในโรงพยาบาลเอกชนในพื้นที่ และต้องส่งรายงานผลภายในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้
การตรวจสอบจะเน้น 3 ด้าน คือ จำนวนการแจ้งเกิดและออกสูติบัตรในกลุ่มดังกล่าว, ความถูกต้องของหลักฐานและขั้นตอนของนายทะเบียน, และประวัติของชายไทยที่ถูกระบุว่าเป็นบิดา (เช่น มีบุตรที่จดทะเบียนแล้วกี่คน เกิดจากมารดาคนเดียวกันหรือไม่) เพื่อหาแพทเทิร์นที่ผิดปกติ หากพบกรณีต้องสงสัยจะส่งดำเนินคดีตามกฎหมายและแนวทางของกระทรวงมหาดไทยทันที
3. คุมเข้มการจดทะเบียนสมรสกับคนต่างด้าว
สำนักงานปกครองและทะเบียน กทม. ออกหนังสือเวียนกำชับให้เข้มงวดกับการ จดทะเบียนสมรส ระหว่างคนไทยและคนต่างชาติ เพื่อป้องกันกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติใช้การแต่งงานอำพรางในการแสวงหาสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายไทย
เจ้าหน้าที่ทะเบียนต้องตรวจสอบตัวตนอย่างเคร่งครัดผ่านแอปพลิเคชัน ThaID หรือเอกสารราชการและหนังสือเดินทางที่เชื่อถือได้ พร้อมตรวจประวัติสถานสมรสอย่างละเอียด หากพบข้อพิรุธต้องเรียกสอบปากคำเพิ่มเติม และหากพบการจดทะเบียนที่ไม่ถูกต้อง จะต้องดำเนินการตามกฎหมายและแนวทางของกระทรวงมหาดไทยตามหนังสือเวียนลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557
ปัญหาการทุจริตนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการตรวจความถูกต้องของเอกสารเพียงอย่างเดียว ผู้อำนวยการเขตและผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบมากขึ้นในการเฝ้าระวังและสังเกตข้อมูลที่ดูไม่น่าเชื่อถือ แม้เอกสารที่ยื่นมาในตอนแรกจะดูครบถ้วนก็ตาม โดยมาตรการทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อปกป้องระบบทะเบียนราษฎร์ของกรุงเทพฯ รักษาความน่าเชื่อถือของเอกสารราชการ และป้องกันการ สวมสิทธิ์ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย