กรมชลประทาน ติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด หลังหลายพื้นที่ยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง พร้อมเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เครื่องจักร เครื่องมือ และอาคารชลประทาน ตลอดจนเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน
วันนี้ (6 สิงหาคม 2569) ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 43,764 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 57 ของความจุอ่างฯ รวม ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 32,000 ล้าน ลบ.ม. กรมชลประทานได้กำชับโครงการชลประทานทั่วประเทศบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้เหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำไหลเข้า โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการรองรับน้ำในช่วงฤดูฝน และการสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง
สำหรับสภาพอากาศในช่วงวันที่ 6 - 9 ส.ค. 69 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ กับมีฝนตกหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรง ส่วนในช่วงวันที่ 10 - 12 ส.ค. 69 ประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง และมีฝนตกหนักมากบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก ขณะที่ภาคใต้ตอนล่างมีฝนลดลง
สำหรับสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากฝนที่ตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ตอนบน ส่งผลให้มีปริมาณน้ำหลากไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น โดยวันที่ 6 ส.ค. 69 เวลา 06.00 น. สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 980 ลบ.ม./วินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไหลผ่าน 350 ลบ.ม./วินาที และคาดว่าปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 500 - 700 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ไปจนถึงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 1.00 - 1.50 เมตร โดยระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นยังคงอยู่ในตลิ่งลำน้ำ ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะควบคุมและบริหารการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอย่างเหมาะสม พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อนให้มากที่สุด
จากแนวโน้มฝนดังกล่าว กรมชลประทานได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานและโครงการชลประทานในพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมตรวจสอบความมั่นคงและความพร้อมใช้งานของอาคารชลประทาน ประตูระบายน้ำ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เพื่อให้สามารถควบคุมและระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ได้เตรียม เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์สนับสนุน อาทิ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลอื่น ๆ กระจายประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์ รวมถึงเร่งกำจัดวัชพืช ผักตบชวา และสิ่งกีดขวางทางน้ำ ในคลองส่งน้ำ และบริเวณหน้าอาคารชลประทาน เพื่อเปิดทางน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้ไหลผ่านได้สะดวกยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ กรมชลประทานบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามข้อมูลสภาพอากาศ ปริมาณฝน ระดับน้ำ และแนวโน้มสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับ การลดผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน พื้นที่การเกษตร และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามประกาศและข้อมูลจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักและปริมาณน้ำที่อาจเพิ่มสูงขึ้นในระยะนี้
ติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำเพิ่มเติมได้ที่ https://www2.rid.go.th/th/main
#SWOCRID #กรมชลประทาน
เครดิตข่าว/ภาพ : สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา, สำนักงานชลประทานที่ 10, 11, 16, และ 17