บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ทุ่มงบลงทุนปี 2569 10,000 ล้านบาท พร้อมลงทุนผลิตไฟฟ้าตามแผน PDP ใหม่ของรัฐ และลงทุนในอินโดนีเซีย ตั้งเป้า EBITDA ปีนี้โต 15,000 ล้านบาท ระบุครึ่งแรกปี 2569 ได้เข้าสู่อุตสาหกรรมดิจิทัล เดินหน้าธุรกิจผลิตไฟฟ้าป้อนกลุ่ม Data Center หลายแห่ง
นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งแรกปี 2569 นี้ บริษัทฯ สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมด้านดิจิทัลด้วยการให้บริการพลังงานไฟฟ้าแก่ธุรกิจศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center โดยบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด ขนาดกำลังการผลิต 154.2 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 51.67% ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กำลังผลิตไฟฟ้า 60 เมกะวัตต์กับลูกค้า Data Center ซึ่งตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ในจังหวัดชลบุรี และโรงผลิตไฟฟ้านวนคร ขนาดกำลังการผลิต 232 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 40% ได้บรรลุข้อตกลงผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้า Data Center ในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จำนวน 2 ราย กำลังการผลิต 48 เมกะวัตต์ และ 20 เมกะวัตต์แล้ว
นอกจากนี้ยังมีความก้าวหน้าในการเจรจาเข้าร่วมลงทุนโครงการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ในประเทศตุรกี ซึ่งมีกำลังผลิต 100,000 ตันต่อปี อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการจัดทำโมเดลธุรกิจใหม่สำหรับพัฒนาพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี โดยเบื้องต้นจะเน้นการบริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน และธุรกิจเกี่ยวข้องเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือธุรกิจใหม่ในอนาคต
สำหรับผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 26,015 ล้านบาท โดยมี EBITDA 7,620 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,628 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าหมาย EBITDA ให้ได้ถึง 15,000 ล้านบาท และรายได้จากพลังงานทดแทนไม่น้อยกว่า 15% ของรายได้รวม โดยบริษัทฯ คาดว่าจะรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 71.05 เมกะวัตต์) ในฟิลิปปินส์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ( กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 5.5 เมกะวัตต์) ในเวียดนาม ซึ่งกำหนดจะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2569 นี้
พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้จัดสรรงบลงทุนของปี 2569 ไว้จำนวน 10,000 ล้านบาทเพื่อใช้ลงทุนในโครงการเดิมที่ลงทุนแล้ว และโครงการใหม่ๆ
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย (PDP) โดยตั้งเป้าหมายที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ครอบคลุมทั้งโครงการโซลาร์ชุมชน, โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์, โครงการโรงไฟฟ้าพลังลม และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็สนใจที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน (Transition Energy) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการสรรหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเป็นที่ตั้งโครงการ รวมทั้งเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมองโอกาสการลงทุนในอินโดนีเซียตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของอินโดนีเซีย (RUPTL) โดยได้เตรียมแผนโครงการส่วนขยายของโรงไฟฟ้าไพตัน ในชวาตะวันออก ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ เพราะมีความพร้อมทั้งด้านพื้นที่และศักยภาพในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าชวา-บาหลี พร้อมกันนี้ยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการขยายกำลังผลิตเครื่องยนต์ก๊าซ (Gas Engine) ขนาด 200 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพร้อมระบบทำความเย็น กำลังการผลิต 140 เมกะวัตต์ ในเมืองบาตัม ประเทศอินโดนีเซียด้วย