มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดกิจกรรม “KITCHEN STAGE HACKATHON” เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านโภชนาการและนวัตกรรมอาหารสุขภาพระดับมืออาชีพ โดยกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ปรุงสุข” ที่มุ่งสร้างความเข้าใจด้านโภชนาการและนวัตกรรมอาหารสุขภาพ ทั้งในรูปแบบเวทีแข่งขันและเวทีบรรยาย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าอบรมจำนวนมากที่เข้าร่วมทั้ง 4 รุ่น
โดยบรรยากาศในงานคึกคักตลอดทั้งวันกับโซน DPU ปรุงสุข MARKETPLACE ที่เปิดพื้นที่ให้คนรักสุขภาพได้เดินช็อป ชม และชิม ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพกันอย่างเต็มที่ โดยบูธร้านค้าต่างๆ กระจายอยู่ตั้งแต่บริเวณหน้าลิฟต์ชั้น 1 อาคาร 7, หน้าห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ ไปจนถึงหน้าห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ และหน้าศูนย์เรียนรู้และหอสมุด เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคได้พบปะพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด
สำหรับรายละเอียดเชิงลึกบนเวทีบรรยาย “เชฟเคนท์–วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์” ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารระดับโลก ผู้ก่อตั้งคลับมาสเตอร์เชฟ ประเทศไทย และนายกสมาคมอาหารฝรั่งเศส Disciples Escoffier Thailand เจ้าของฉายาพ่อมดอาหารไทย เริ่มต้นด้วยการแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวว่า ในอดีตเคยหนีการเป็นเชฟ แต่สุดท้ายก็หวนคืนสู่เส้นทางนี้อีกครั้ง เพราะ “อาหาร” ไม่ใช่แค่เรื่องอาชีพ แต่คือเครื่องมือดูแลสุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งยังทำให้ตระหนักถึงคุณค่าของวัตถุดิบที่เรากินเข้าไปในแต่ละวัน

พร้อมกันนี้ เชฟเคนท์ยังได้อธิบายถึงแก่นแท้ของแนวคิดอาหารเป็นยาว่า มีความหมายที่แตกต่างจากยา โดย "ยา" คือสิ่งที่แพทย์สั่งให้รับประทานเพื่อรักษาเมื่อยามเจ็บป่วย ส่วน "อาหารที่ดี" คือกลไกในการปกป้องร่างกายก่อนที่ความเจ็บป่วยจะมาเยือน ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมอย่าง "กฎ 20 คำเคี้ยว" ที่ต้องเคี้ยวอาหารให้ครบ 20 ครั้งต่อคำ ซึ่งนอกจากจะช่วยดึงรสชาติวัตถุดิบออกมาแล้ว ยังลดภาระเอนไซม์ในระบบย่อยอาหาร ป้องกันการเกิดแก๊สในกระเพาะ และทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
ในการบรรยาย เชฟเคนท์ยังได้ยกตัวอย่างอาหารที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดีอย่าง “โจ๊ก” ว่า หากรับประทานทุกวันโดยไม่มีการปรับเปลี่ยน จะส่งผลอันตรายต่อสุขภาพ การยกตัวอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าโจ๊กเป็นอาหารไม่ดี แต่เป็นการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความหลากหลายในการเลือกอาหารโดยเฉพาะ “ผู้สูงอายุ”
“การให้ผู้สูงอายุรับประทานโจ๊กติดต่อกันเพียง 3 วัน อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโจ๊กเป็นแป้งที่ผ่านการเคี่ยวจนละเอียดและย่อยง่ายเกินไป หากไม่มีการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญ พลังงานเหล่านี้จะกลายเป็นภาระหนัก นำไปสู่ความเสี่ยงของโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง” เชฟเคนท์อธิบาย
นอกจากนี้ ยังแนะนำว่าทางเลือกที่ดีกว่าคือการเปลี่ยนมาเป็น “ข้าวต้ม” เพื่อให้อวัยวะและร่างกายได้ออกแรงเคี้ยว ซึ่งจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารและเอนไซม์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมป้องกันอาการท้องอืดและแก๊สในกระเพาะ เพราะ “หากเรายังไม่เริ่มต้นลดการบริโภคแป้งตั้งแต่วันนี้...ในอนาคตอาจต้องเปลี่ยนจากการรับประทานอาหารอร่อยๆ ผ่านทางสายน้ำเกลือในโรงพยาบาลแทน”
อย่างไรก็ดี เชฟเคนท์ยังได้ชี้ให้เห็นถึงภูมิปัญญาของอาหารไทยที่เปรียบเสมือนตู้ยาธรรมชาติ อาทิ เมนูยอดนิยมอย่าง "ต้มส้มปลา" ที่ใช้โคนต้นหอมและเอนไซม์ธรรมชาติในการช่วยย่อย เมนู "ผัดกะเพราป่า" สูตรโบราณที่ใช้อานุภาพของเครื่องยาสมุนไพรถึง 9 ชนิดในการปรับสมดุลร่างกาย ตลอดจนศาสตร์แห่ง "เงื่อนเวลา" ในการรับประทานอาหารประเภทกะทิและเนื้อสัตว์ใหญ่อย่าง "แกงเขียวหวาน" ให้สอดคล้องกับระบบย่อยอาหาร

ทั้งยังให้เทคนิคการจัดการครัวว่า ทุกบาทที่แช่ทิ้งไว้ในตู้เย็นคือต้นทุนที่เสียเปล่า การบริหารครัวยุคใหม่ต้องอาศัยการคำนวณ “วัตถุดิบ” ให้พอดีกับการใช้งาน เพื่อเปลี่ยนการเน่าเสียให้เป็นผลกำไรและสุขภาพที่ดี พร้อมกันนี้ยังได้เปิดเผยเทคนิคขั้นสูงอย่างการทอดแบบ Double Frying เพื่อให้อาหารกรอบนานและไม่อมน้ำมัน รวมถึงศาสตร์การทำน้ำสลัด Citrus จากผลไม้ ควบคู่ไปกับกฎเหล็กการจัดเก็บสมุนไพรคู่ครัว 7 ชนิด, กลยุทธ์การจำกัด Portion เพื่อสร้างความต้องการในตลาด และการบริหารเวลาชีวิตด้วยกฎ 8-8-8
“ทุกสิ่งล้วนสะท้อนกลับมาที่การเลือกพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการ ‘ปรุงสุก’ ที่สะกดด้วย ก.ไก่ หรือ ‘ปรุงสุข’ ที่สะกดด้วย ข.ไข่ ซึ่งมีความหมายสำคัญว่า ความสุขเป็นสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นมาเองด้วยมือของเรา ไม่ต่างอะไรกับการเลือกสวมใส่รองเท้า ระหว่างคู่ที่สวยงามแต่สวมแล้วคับแน่นอึดอัด กับคู่ที่อาจไม่สวยสะดุดตาแต่ใส่แล้วสบายเท้า ดังนั้นหากวันนี้เลือกที่จะปิดโทรศัพท์มือถือตอน 3 ทุ่มเพื่อหลีกเลี่ยงแสงสีฟ้า หรือคัดสรรอาหารที่ร่างกายจะขอบคุณแทนการประท้วงด้วยอาการท้องอืด ท้ายที่สุดไม่ว่าจะเป็นการปรุงอาหารให้สุกหรือการปรุงความสุขให้ชีวิต ทุกอย่างไม่ได้มาจากคนอื่น แต่อยู่ที่ตัวและมือเรา” เชฟเคนท์ กล่าวทิ้งท้าย

โดยหลังจากเสร็จสิ้นการบรรยาย เชฟเคนท์ยังได้สาธิตการทำเมนูสุขภาพ “บวดเผือกมะพร้าวอ่อน” พร้อมถ่ายทอดเทคนิคการประกอบอาหาร และการเลือกวัตถุดิบให้เหมาะกับการดูแลสุขภาพแก่ผู้เข้าอบรมอย่างใกล้ชิดและพิเศษเฉพาะกิจกรรมในครั้งนี้ที่ DPU เท่านั้น ขณะเดียวกันยังมีการแข่งขันทำอาหารสุขภาพ โดยมีทีมผู้เข้าแข่งขันร่วมประชันฝีมือ 50 ทีม 50 เมนู ซึ่งแต่ละทีมนำความรู้ที่ได้รับจากหลักสูตรมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์เมนูสุขภาพ และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมทั้ง 4 รุ่นได้ร่วมชมการถ่ายทอดสดและเรียนรู้จากการประลองฝีมือของทีมผู้เข้าแข่งขันไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังได้รับเกียรติจาก ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และ ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ขับเคลื่อนโครงการ Thailand Skill Bridge เข้าร่วมเยี่ยมชมและติดตามการแข่งขัน โดยมี ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมผลักดันโครงการพร้อมมอบกำลังใจแก่ผู้เข้าร่วมอบรมในครั้งนี้