ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
ท้องถิ่นไทย ย้อนกลับ
น่าน – กยท. เดินหน้ามาตรฐาน “Thai Traceability” ยกระดับยางพาราไทยสู่มาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นตลอดห่วงโซ่อุปทาน เปิดทางยางไทยแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน
11 ก.ย. 2569

วันที่ 9 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดน่าน การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ โครงการตรวจสอบย้อนกลับผลผลิตยางพารา (Thai Traceability) เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยางพารา รองรับแนวโน้มตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส แหล่งที่มาของสินค้า ความถูกต้องตามกฎหมาย และการผลิตอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
โดยมี นายธรรม นิลสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจยาง เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมมอบแนวทางการดำเนินงานด้านการตรวจสอบย้อนกลับผลผลิตยาง การจัดการสวนยางตามหลักการเกษตรที่ดี (GAP) และการยกระดับการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยมุ่งเชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบกิจการยาง หน่วยงานภาครัฐ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถขับเคลื่อนระบบตรวจสอบย้อนกลับไปในทิศทางเดียวกัน
นายธรรม กล่าวว่า ปัจจุบัน ตลาดยางพาราโลกไม่ได้พิจารณาเฉพาะคุณภาพและราคาอีกต่อไป แต่ผู้ซื้อให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับแหล่งที่มาของผลผลิต ความโปร่งใส การปฏิบัติตามกฎหมาย การจัดการสวนยางที่ดี ตลอดจนมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดยเฉพาะข้อกำหนดของตลาดสำคัญ เช่น กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) ซึ่งให้ความสำคัญกับการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าและการพิสูจน์ว่าสินค้าไม่ได้มาจากพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า
ด้วยเหตุนี้ กยท. จึงเดินหน้าพัฒนา “Thai Traceability” ให้เป็นมาตรฐานกลางของประเทศสำหรับการตรวจสอบย้อนกลับผลผลิตยางพารา โดยครอบคลุมข้อมูลตั้งแต่ แหล่งผลิต การรวบรวม การแปรรูป การจัดเก็บ การขนส่ง ไปจนถึงการจำหน่าย เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นระบบว่า ยางพาราแต่ละล็อตมาจากแหล่งใด ผ่านกระบวนการใด และมีเอกสารหรือหลักฐานประกอบที่สามารถตรวจสอบได้
ระบบดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการจัดเก็บข้อมูล พิกัดแปลงสวนยาง (Geolocation) การประเมินความเสี่ยง การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของยางพาราไทย ตลอดจนสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ
Thai Traceability จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อรองรับข้อกำหนดของตลาดต่างประเทศ แต่เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่มีข้อกำหนดด้านความยั่งยืน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว
นายธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดเด่นของมาตรฐาน Thai Traceability คือการนำระบบและแนวทางที่ประเทศไทยมีอยู่แล้วมาพัฒนาและเชื่อมโยงให้เป็น มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยบูรณาการข้อกำหนดด้านกฎหมาย มาตรฐานสากล และแนวทางการผลิตที่ยั่งยืน ครอบคลุม 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
การตรวจสอบย้อนกลับและความถูกต้องตามกฎหมาย สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาและกระบวนการของผลผลิตยางได้
การจัดการสวนยางตามหลักการเกษตรที่ดี (GAP) ส่งเสริมการผลิตที่มีคุณภาพและเป็นระบบ
การประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผลผลิตมีแหล่งที่มาถูกต้องและเป็นไปตามข้อกำหนด
การจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน คำนึงถึงมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบัน กยท. ได้เตรียมความพร้อมด้านฐานข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยมีฐานข้อมูลเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 1.4 ล้านราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางกว่า 15.5 ล้านไร่ พร้อมพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ RAOT GIS เพื่อรวบรวมและบริหารจัดการข้อมูลพิกัดแปลงสวนยางทั่วประเทศ รวมถึงข้อมูลสำคัญ เช่น อายุยาง พันธุ์ยาง และข้อมูลผลผลิต ซึ่งสามารถนำมาใช้สนับสนุนการตรวจสอบแหล่งที่มาของยางพาราได้อย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน กยท. ยังนำเทคโนโลยี Blockchain มาประยุกต์ใช้ในแพลตฟอร์มการซื้อขายผ่านตลาดกลาง Thai Rubber Trade เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการตรวจสอบย้อนกลับผลผลิตยางพารา โดยสามารถเชื่อมโยงข้อมูลการซื้อขายในแต่ละล็อตไปถึงแหล่งผลิตของเกษตรกร ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบที่มาของผลผลิตได้อย่างชัดเจน และเป็นการยกระดับระบบข้อมูลของอุตสาหกรรมยางไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดยุคใหม่
“กยท. มองว่า Thai Traceability ไม่ใช่เพียงการเตรียมความพร้อมเพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบของตลาดต่างประเทศ แต่เป็นโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราไทยทั้งระบบ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อ เพิ่มโอกาสทางการตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางไทย โดยเฉพาะตลาดที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดยางพาราโลก” นายธรรม กล่าว
สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐาน Thai Traceability ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานและผู้เกี่ยวข้อง พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ และข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปพัฒนารูปแบบการดำเนินงานให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
มีผู้บริหารและพนักงาน กยท. ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบกิจการยาง และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบตรวจสอบย้อนกลับผลผลิตยางพาราให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่ “ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ” และสร้างระบบข้อมูลที่มีความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้
การขับเคลื่อนมาตรฐาน Thai Traceability นับเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับยางพาราไทยจากสินค้าเกษตรไปสู่ “สินค้าที่มีข้อมูล แหล่งที่มาชัดเจน ตรวจสอบได้ และผลิตอย่างรับผิดชอบ” เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่คู่ค้า สร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาดคุณภาพ และวางรากฐานให้อุตสาหกรรมยางพาราไทยสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในเวทีการค้าโลก

@@@@@@@@@@

ประสิทธิ์ สองเมืองแก่น จ.น่าน

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 1-15 กันยายน 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
30 ก.ค. 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก 481 หนี้ ที่ถือได้ว่า หนี้สาธารณะ เป็นเรื่องหนึ่งที่สังคมไทยพูดถึง และห่วงใยกันมาตลอด เพราะหนี้มีมากก็หมายถึง เครดิตของประเทศก็จะลดลง กล่าวกันว่า ปัญหา หนี้สาธารณะ คือภาวะที่รัฐบาลมีหนี้สินสะสมจาก การกู้ยืมเงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงป...