หากจะมองหาผู้หญิงแกร่งในวัยกลางคนที่มาก ไปด้วยความสามารถ จากเด็กผู้หญิงคนหนึ่งใน ต่างจังหวัดที่ขยันขันแข็ง มุมานะทั้งใฝ่เรียน หาความรู้ และทักษะต่างๆ เพื่อทำงานเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง และครอบครัวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และทุก ย่างก้าวของเธอมีความหมายอย่างยิ่ง จนปัจจุบัน ใครเลยจะคาดเดาได้ว่า ด้วยวัยเพียง 38 ปี จะ ก้าวขึ้นสู่ดีกรีปริญญาเอก ด้านการจัดการ เป็น อาจารย์สอนในระดับดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัย ชั้นนำแห่งหนึ่งของประเทศไทย พ่วงมาปริญญาตรี สาขาบัญชี ปริญญาโทอีก 2 ใบ ด้านการจัดการ และรัฐประศาสนศาสตร์ นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของ ธุรกิจอีกมากมาย
ครับ... เรากำลังจะพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับ "ดร.ณัฐภัสสร ธนาบวรพาณิชย์" หรือ "อาจารย์บิว" แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ที่หากได้รู้จักและ สืบสาวราวเรื่องชีวิตและประสบการณ์ของ "อาจารย์บิว" ที่ปัจจุบันด้วยวัยเพียง 38 ปี หลายคนอาจไม่เชื่อว่า เธอผ่านอะไรๆ มาได้มากขนาดนี้ ทั้งในด้านการ เรียนและการทำมาหาเลี้ยงชีพในทุกช่วงวัยของชีวิต เธอแบ่งเวลามาได้อย่างไรถึงขั้นปัจจุบันก้าวขึ้นเป็น ผู้สอนในระดับปริญญเอกได้ และกับธุรกิจของเธอ อีกส่วนหนึ่ง
อาจารย์บิว เริ่มเล่าชีวิตในวัยเด็กให้ฟังว่า เธอเป็น เด็กสาวจังหวัดพะเยา คุณพ่อคุณแม่ประกอบอาชีพ ชาวสวน ปลูกมะขามกับส้ม มีพี่น้องร่วมกัน 8 ชีวิต และคุณพ่อคุณแม่ยังรับมาเลี้ยงอีก 1 คน จึงรวมเป็น 9 คน เป็นผู้ชาย 6 คน ผู้หญิง 3 คน และอาจารย์บิว ก็เป็นคนที่ 8 สถานะของครอบครัวก็พอมีฐานะ ระดับหนึ่ง เริ่มเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนปางค่าวิทยาคม และมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียน ฝ่ายกวางวิทยาคม อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
อย่างไรก็ตาม อาจารย์บิวในวัยเพียง 4 ขวบ ต้อง มาเสียคุณแม่ไป คุณพ่อจึงต้องย้ายมาอยู่อีกหมู่บ้าน หนึ่ง แม้จะย้ายเข้าไปไหมในหมู่บ้าน แต่ชาวบ้านให้ ความเคารพและรักคุณพ่อมากมาก เพราะด้วยความที่ คุณพ่อเป็นคนมีอัธยาศัยชอบช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือ ชุมชน ดูแลชุมชน ในช่วงนั้นก็พอจำภาพในชีวิตได้ว่า เหมือนกับจังหวะชีวิต คุณพ่อกับคนรอบข้างก็ให้ ความรู้ในด้านการทำเกษตร ปลูกผัก ปลูกผลไม้ และ ทำบ่อเลี้ยงปลา ทำให้เรามีพื้นฐานทางด้านนี้ติดตัว มาด้วย และอาจารย์บิวเล่าว่า ช่วงที่อยู่พะเยา เคยสอบได้ทุนพยาบาลที่ ม.นเรศวร พิษณุโลก แต่ต้อง ปฏิเสธการรับทุนไป เพราะต้องดูแลคุณพ่อ และก็ ยังต้องดูแลมีหลานๆ ที่เพิ่มเข้ามาในครอบครัวอีก รวมแล้วถึง 7 คน
"แล้วก็ต้องมาเสียป๊า (คุณพ่อ) ไปอีก ตอนนั้น อาจารย์บิวอายุ 14 ปี เรียนอยู่เทอม 2 ม.3 ก็ พยายามเรียนจะให้จบ แล้วก็เดินทางเข้ามาเรียนต่อ มัธยมปลายที่กรุงเทพฯ มาอยู่กับพี่สาว ก็ได้มา เรียนที่โรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดาจนจบ ม.6 แต่ขณะที่เรียนอยู่ชั้น ม.4 ก็มีโอกาสได้มาฝึกงานที่ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อเก็บคะแนนวิชาชีพเพราะ ตั้งใจจะเรียนให้ได้เรียนหมอ"
"ตอนนั้นตื่นเต้นตลอด เวลาได้มาอยู่ห้อง ชันสูตรศพ ห้องผ่าตัด ห้องคลอด และเดือนสุดท้าย ก็มาอยู่ห้องผู้ป่วย HIV แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี หลังจาก ฝึกงานก็มาเสียพี่สาวที่เป็นหลักในการส่งเรียนคนหนึ่งไปอีกเราก็เริ่มคิดว่าถ้าเราเรียนหมอก็จะต้อง ใช้เงินเยอะมากเลย จึงต้องล้มเลิกความคิดที่จะ เรียนหมอไป ช่วงที่พี่สาวเสียอย่างกระทันหันก็ยัง เป็นช่วงที่เรากำลังจะไปสอบชิงทุน 1 อำเภอ 1 ทุน ของเขตดอนเมือง ตามนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้น และทุนของมหาวิทยาลัยโตเกียว จึงก็ไม่ไปสอบทั้งสองแห่ง เพราะจำเป็นจะต้องเข้ามาช่วยดูแล จัดการ"
ต่อข้อถามว่า แสดงว่า เป็นคนเรียนดีมาตลอด อาจารย์บิวตอบด้วยอาการยิ้มแย้มถ่อมตัวพร้อมเสียง หัวเราะว่า ก็ตอนเรียนชอบทำกิจกรรม ก็ไม่ได้เรียนดี อะไร แต่เป็นคนขยัน แล้วก็พยายามตั้งใจเรียนรู้มากกว่า เพราะเราหัวไม่ดีเหมือนเพื่อนๆ เราเป็นเด็กบ้านนอก มาก็กลัวว่าจะเรียนตามไม่ทันเพื่อน จึงต้องใช้ความ พยายามมากกว่าคนอื่นๆ และตอนนั้นนอกจากเรา พยายามเรียนแล้วก็ยังรับช่วยทำงานให้เพื่อนๆ ด้วย ซึ่งก็เหมือนกับเราได้ทบทวนทำความเข้าใจ แต่ก็ ไม่ได้ช่วยทำให้เฉยๆ นะ ไม่อย่างนั้นเพื่อนอาจจะ ไม่ได้ความรู้ไปด้วย เพื่อนจะต้องยอมให้เราอธิบาย ให้ฟัง ซึ่งก็เหมือนกับช่วยกันทบทวนไปด้วย ตอนเรียนม.4-6 เราก็มีคะแนนอยู่ในระดับต้นๆ มาโดยตลอด อาจารย์บิวเล่าต่อว่า พอเรียนจบ ม.6 ก็สอบขอทุน ก็มาติดที่มหาวิทยาลัยสารคาม คณะศึกษาศาสตร์ ก็ตั้งใจจะไปเรียนเป็นครูก็ได้ ตอนนั้นอาจารย์ ในโรงเรียนก็ยังให้เงินสมทบช่วยมาตั้ง 2 หมื่น แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปรายงานตัว เพราะไปอยู่ไกล ครอบครัวเป็นห่วง เราก็เอาเงินไปคืนอาจารย์ ท่านก็ไม่รับคืนก็ให้เป็นเงินทุนติดตัวไป ก็คิดอยู่ว่า เอ่..แล้วเราจะไปเรียนต่อที่ไหนดีละนี่
"ก็ไปหาอาจารย์ศิริพร อาจารย์แนะแนว ที่โรงเรียนดอนเมืองฯ ก็แนะนำว่าเพื่อนครูเป็น เจ้าของมหาวิทยาลัยนะ ลองไปสัมภาษณ์สอบทุน ดู เราก็ได้ไปสัมภาษณ์ตามคำแนะนำของอาจารย์ ซึ่งก็คือ "วิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ" ก็ได้ทุนที่นี่ 100% เลย ก็เลยเรียนที่นี่คณะบริหารธุรกิจ สาขา บัญชี ก็คิดว่าจบไปก็จะเป็นคนที่สามารถวางแผน การเงินได้ดี"
แต่ด้วยความที่ต้นทุนเราที่ไม่เหมือนเพื่อนๆ ที่ มีพ่อแม่ส่งเรียน เราต้องส่งตัวเองเรียนมาตลอด โดย เริ่มเรียนรู้การหารายได้มาตั้งแต่เด็กด้วยการปลูกผัก ขายในหมู่บ้านที่พะเยา 5 บาทบ้าง 10 บาทบ้าง แต่ มากรุงเทพฯ ก็มาเริ่มขายผลไม้ น้ำเต้าหู้ ตรงหลักสี่ ตลาดสามัคคี เวลาเลิกเรียนก็จะนั่งรถเมล์ไป พี่สาว กับพี่เขยก็จะไปตั้งร้านให้ ก็ขายตรงแจ้งวัฒนะ 6 บ้าง ก็สลับกันกับน้องชาย ผลไม้ก็จะขายใต้คอนโดฯ ก็ขาย ดีมาก ก็ไปรับมาจากตลาดสี่มุมเมือง
พอจบปริญญาตรีแล้ว อาจารย์บิว บอกว่า นึกถึง คำของป็าว่า ทำไงก็ได้ให้เรียนให้สูงที่สุดให้จบถึง ดอกเตอร์ ไม่ต้องมาทำไร่ทำสวนเหมือนกับป๊ากับแม่ แต่เราก็คิดเสมอมาว่า จะจบได้ยังไงเงินก็ไม่มี ก็จำ คำนี้มาตั้งแต่อายุ 14 ดังนั้น พอจบปริญญาตรี เราจึง คิดว่าต้องหางานทำก่อน ก็ไปสอบเข้าทำงานที่บริษัท "คิโนะคุนิยะ บุ๊กสโตร์" เป็นร้านหนังสือของญี่ปุ่น คิดว่าเราสอบได้เพราะเคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมาช่วงที่ จะสอบชิงทุนไปมหาวิทยาลัยโตเกียว สัมภาษณ์เสร็จ ก็ไปต่อรองกับหัวหน้า HR ว่า เสาร์ที่ 2 ของเดือน ขอหยุด เพราะมีเรียนต่อโท เขาก็อนุญาต เราก็ อยู่ฝ่ายบัญชีที่บริษัทนี้เกือบ 2 ปี
อาจารย์บิว บอกว่า ปริญญาตรีเธอเรียนอยู่ แค่สามปีครึ่ง ปริญญาโทประมาณปีครึ่ง เพราะ ต้องการจบให้เร็วที่สุด เนื่องจากจำเป็นต้องหาเงิน เพราะมีน้องและหลานๆ ที่ต้องส่งเสียต่อให้กันอีก นอกจากนี้ ช่วงที่เข้ามหาวิทยาลัยก็เริ่มเข้ามาจับธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์แล้วด้วย ตอนนั้นเราหาบ้านหรือ ห้องชุดมาร์โนเวทแล้วก็ปล่อยให้เช่า พออาจารย์บิว เข้าไปทำก็พอมีเงินเก็บและก็กู้แบงก์มาขยายงาน และประมูลพื้นที่ในห้างจัดบูทปล่อยเช่า และทำ อสังหาริมทรัพย์ และบางเวลาก็ไปทำงานเป็นล่าม แปลภาษาญี่ปุ่นอีกด้วย
"หลังจากนั้น ก็กลับไปทำธุรกิจในฝันของปีาที่ อยากทำก็คือ บ่อเลี้ยงปลา ฟาร์มปลา เราก็ไปหาที่ ทำอยู่ที่เชียงราย เหตุผลที่ตัดสินใจทำบ่อเลี้ยงปลา ที่เชียงราย เพราะจากการสำรวจมาหลายที่ พบว่า ที่อำเภอพานเป็นพื้นที่เลี้ยงปลาในภาคเหนือ มีอาณาเขตที่ติดต่อกับพม่าและลาว เชียงใหม่ น่านโดยทุกจังหวัดทางภาคเหนือจะมารับปลาที่นี่ และเขามีกลุ่มสหกรณ์ต่างๆ ที่จะช่วยสนับสนุน ธุรกิจได้ ที่สำคัญเราก็อยากให้พี่น้องมาอยู่รวมกัน ที่นี่ จึงตัดสินใจทำบ่อเลี้ยงปลาที่อำเภอพาน 7 ไร่ ช่วงแรกๆ ก็เลี้ยงปลาทับทิมแต่ไม่ค่อยคุ้ม เพราะ นกชอบมาจิกกินไปหมด ช่วงหลังจึงเลี้ยงปลานิล เพียงอย่างเดียว ก็ทำมา 10 กว่าปีแล้ว"
อาจารย์บิว บอกด้วยว่า หลังจากมีรายได้จาก อสังหาริมทรัพย์ ก็เคยมีความคิดที่จะไปเรียนต่อ ที่ออสเตรเลีย แต่ก็ไม่ได้ไปด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง และมีคนแนะนำหลักสูตรของฟิลิปปินส์เรียนที่เมืองไทย ก็ไปเรียนได้เทอมเดียว และท้ายที่สุดก็มาตัดสินใจ เรียนเอกต่อที่มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ก็เลยจบ ที่นี่ทั้งปริญญาตรี โท และก็เอก ก็ถือเป็นลูกหม้อ เลย ซึ่งได้ทุนเรียนเฉพาะปริญญาตรี และปริญญาโท ส่วนปริญญาเอกไม่ได้ทุนเรียน แล้วเราก็ใช้เวลาเรียน นานสักหน่อยโดยไม่ได้จบตามเกณฑ์ มาจบปี 2561 เรียนหนักมาก บางวันก็ถึงสว่าง เครียดถึงขั้นต้องเข้า โรงพยาบาลหลังจบด้วยโรคกรดไหลย้อนอยู่ครึ่งปี ได้ ทำวิจัยอยู่ 1 ปี เรื่องแนวทางการพัฒนาสมรรถนะการ จัดการของสถาบันอาชีวศึกษายุคประเทศไทย 4.0
"ลืมบอกไป ก่อนหน้านี้เคยทำงานด้านออแกไนซ์ ด้วย ที่เป็นร้านบูธของเมเจอร์ เซ็นทรัล โลตัส บิ๊กชี ตอนนั้นก็ตั้งเป็นบริษัทเข้ามาทำ ก็ได้รายได้ ค่อนข้างเยอะ เพราะตอนนั้นยังมีคนเข้ามาทำน้อย แต่ต่อมาก็สู้นายทุนรายใหญ่ๆ ไม่ไหว ก็เลยย้ายไปทำในโซนอีสานแทน ซึ่งตอนนี้ก็ให้น้องชายกับ น้องสะใภ้ทำอยู่"
จบเอกแล้วเข้ามาสอนเลยหรือเปล่าครับ อาจารย์บิว บอกว่า จบ ปี 2561 ยังไม่ได้ลงสอน พอปี 2562 ก็เข้าสู่การเมือง ต่อข้อคำถามว่ามีความเป็นมา อย่างไร ใครเป็นคนชวนเข้ามา อาจารย์บิว บอกว่า จริงๆ ในปี 25555 มีโอกาสได้ไปดูงานในสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งก็มี สส. สว. ที่ไปดูงานที่มาเก๊า ฮ่องกง เรามีโอกาสได้ติดตามไป และก็พยายามศึกษาว่าจะเข้าไปทำงานในรัฐสภาดีไหม แต่ก็ดูแล้วก็ไม่ใช่ ที่เราอยากทำ จึงไปเอามาเป็นประสบการณ์เฉยๆ
แต่อาจารย์ลลิตา ฤกษ์สำราญ สส. กทม. 7 สมัย จากพรรคเพื่อชาติ ก็ชวนมาลง สส. แต่ขณะนั้นยัง อยู่ต่างประเทศ แต่ทางพี่ๆ ในพรรคบอกสมัครกัน หมดแล้ว พี่ๆ เลยขอให้บิวสมัครด้วย แต่ก็ไม่ได้บอก ที่บ้าน เพราะพี่น้องเขาก็ไม่ได้สนับสนุน เขาก็เป็น ห่วงเรื่องการเมือง อาจารย์ลลิตาก็บอกว่า ให้เข้ามา เป็นนักการเมืองคนรุ่นใหม่ ทำให้เราก็อยากไปแชร์ ประสบการณ์เข้ามาทำการเมือง ซึ่งพรรคก็ต้องการ ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่จบดอกเตอร์ลงสมัครใน 30 เขต ของ กทม. ก็บังเอิญคุณสมบัติเราตรงกับที่เขาต้องการ เราก็มาคิดว่าจะต้องลงเขตไหน แต่ด้วยความที่เรา เป็นคนเขตดอนเมือง แต่ก็มีคนลงแล้ว จึงเลยไปลง ที่เขตพระโขนง บางนา เขตเลือกตั้งที่ 21 ซึ่งใกล้ บ้านปัจจุบัน
"ตอนนั้นใช้คำว่า คนรุ่นใหม่ขันอาสาสาคนเมือง หลวง เพื่อที่จะเข้ามาพัฒนา ในเขตพระโขนง บางนา ซึ่งพื้นที่ในเขตนี้มีปัญหาเยอะ อุตสาหกรรม ค่อนข้างจะเยอะ รวมถึงตัวชุมชน ปัญหาเรื่อง ยาเสพติด ชุมชนแออัดก็ยังมีเยอะ ก็ลงพื้นที่เอง ทำอะไรเองหมด ด้วยความโชคดีที่บ้านก็กลับมา สนับสนุนมาช่วยหมด (หัวเราะ) แต่จริงๆ ก็ไม่ได้ คาดหวังมาก แต่ก็ทำให้เต็มที่ถือเป็นประสบการณ์ และผลก็คืออย่างน้อยเราก็ติด 1 ใน 5 จากทั้งหมด 30 ผู้สมัครก็มีทั้ง คุณจตุพรพรหมพัมพันธุ์ คุณอารีไกรา ก็ลงมาช่วยหาเสียง
" ต่อข้อถามว่า เข้ามาสัมผัสการเมืองแล้วเห็นอะไร บ้าง อาจารย์บิว บอกว่า พอเข้ามาก็มาเห็นความ ลำบากของคนในพื้นที่เขต ชาวบ้านที่อยู่น่าสงสาร เยาวชนที่เจอกับเรื่องยาเสพติด สังคมที่เขาอยู่แออัด ปัญหาสิ่งแวดล้อม ขยะ แต่เราคนเดียวคงไม่สามารถ ที่จะไปช่วยเขาได้ แต่ถ้าเราได้โอกาสเข้าสภาก็จะผลักดัน เรื่องนี้เต็มที่ รวมถึงเรื่องการศึกษาด้วยที่สำคัญ เพราะ ว่าเด็กที่ไม่ได้เรียนก็ยังมีเยอะมาก ซึ่งตอนหาเสียงก็ได้เข้าโรงเรียนในทุกพื้นที่ 170,000 กว่าคน แล้วก็ ชุมชน 70 กว่าชุมชน
ตอนขึ้นหาปราศรัยเสียงรู้สึกอย่างไรบ้าง อาจารย์บิว บอกพร้อมกับยิ้มเล็กๆ ว่า ก็รู้สึกงงกับ ตัวเองเหมือนกัน ที่ความเป็นผู้หญิงมาอยู่ตรงนี้ ได้ยังไง เหมือนตัวเองเป็นอีกคนหนึ่ง เป็นอีกบริบท หนึ่ง กลับมานั่งดูวิดีโอตัวเองก็งงเหมือนกัน มาอยู่ จุดนี้ยังไงกัน อย่างไรก็ตาม การเมืองก็เป็น 1 ใน 5 เรื่องที่ตั้งใจไว้จะทำเหมือนกัน ซึ่งการเมืองคืออันดับ 4 ที่วางเป้าหมายไว้ อันดับ 1 ก็คือ บ้านก็เรื่องการทำ "เกษตร" นี่แหละ แล้วก็มา "ค้าขาย" แล้วก็มาทำ "ธุรกิจ" แล้วก็มา "การเมือง" และอันดับ 5 ก็ทำ เรื่อง "วิชาการ"
"ก็ถือว่าครบแล้ว โดยเฉพาะเรื่องการเป็น อาจารย์ที่ปีาเค้าอยากให้เราเป็นด้วย แล้วก็ พอมาอยู่จุดนี้จริงๆ ก็ไม่ได้อยากมา แค่อยาก มาช่วยทางอาจารย์แม่แค่ 2 ปี พอมาช่วยแล้ว นักศึกษาที่มาเรียน เอาขอเรามาเป็นอาจารย์ ที่ปรึกษาจึงได้เข้ามาอยู่ในหลักสูตร ป.เอก เลย ช่วงที่จบมาใหม่ๆ ยังไม่มีประสบการณ์ในการ สอนเลย ผู้บริหารสัมภาษณ์เราอยู่ครึ่งวัน ท่าน ถามว่าทำไมถึงไม่ทำ Full time เราก็บอกไปว่า หนูต้องทำธุรกิจไปด้วย ที่นี้จึงเลือก 3 วัน ที่จะเรียนรู้จากอาจารย์แม่ให้มากที่สุด เพราะ จบอย่างไรไม่ให้F อาวทุจบ มองว่าท่านมีความเป็นครูสูงมากในการที่ใคร จะเข้ามาเรียนรู้กับท่านก็ไม่ได้ง่าย อาจารย์แม่เอง ท่านก็เคยบอกว่า ท่านเลือกหนูนะแม่ที่คัดมาจาก นักศึกษา 48 คนที่จบปริญญาเอก"
ต่อข้อถามว่า ที่เคยบอกจะทำธุรกิจเพิ่มเติมคือ อะไร อาจารย์บิว บอกว่า ก็คือเรื่องอสังหาริมทรัพย์ เดิมนั่นแหละ แต่ครั้งนี้จะขยายไปซื้อบ้านมือ 2 ที่ญี่ปุ่น รีโนเวต ชาย แล้วก็ปล่อยเช่าโดยลูกค้าก็จะเป็น นักลงทุนจีนที่เยอะมาก โดยเราจะมีแพลตฟอร์ม เว็บไซค์ ไว้ รองรับ 3 ภาษา อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น
ส่วนเรื่องครอบครัวของตัวเองนั้น อาจารย์บิว บอกว่า ยังไม่ได้ลงหลักปักฐานกับใคร แต่ก็มีพี่ๆเข้ามา ขอดูแลในช่วงท้ายของชีวิตคู่ อาจต้องรอเวลา และขอ ทำแต่งานไปก่อน ส่วนปรัชญาในการดำเนินชีวิตและ การงานเป็นอย่างไร อาจารย์บิวบอกว่า จริงๆ ตัวเอง วางแผนจะเกษียณในวัย 40 แต่จริงๆ วางไว้ 35 ปี แต่ พอมาเป็นอาจารย์สอน อาจารย์แม่บอกว่า หนูก็น่าจะ ได้ใช้ประโยชน์ในเรื่องของการทำงานนะ มันสามารถ ต่อยอดได้ มันเชิดหน้าชูตาในสังคมได้ ซึ่งแม้จริงๆ หนูอาจจะมีอะไรพร้อมหมดทุกอย่างแล้ว ทั้งหน้าที่ การงาน การเงินก็มีแล้ว แต่อันนี้มันคือการทำให้ สังคม และก็ทำให้กับลูกศิษย์ในวันที่นักศึกษาสอบจบ และวันที่รับปริญญาบัตร ซึ่งบิวเองก็ดีใจภูมิใจ ในตัวนักศึกษาเห็นความสำเร็จและความพยายาม ของแต่ละท่าน เขาก็จะมาขอบคุณเรา
ส่วนจะกลับไปสู่แวดวงการเมืองอีกหรือไม่ ก็ขอด โอกาสก่อน แต่ที่ผ่านมาก็มีผู้หลักผู้ใหญ่โทรมาคุยบ้าง อยู่เหมือนกัน ก็มีให้ไปลงสมัครกับเป็นที่ปรึกษาพรรค แต่เราก็บอกว่าขอทำด้านวิชาการก่อน ส่วนการพักผ่อน ก็จะมีเล่นกีฬาตีกอล์ฟกับยิงปืน
นี่คือชีวิตของเด็กสาวจากพะเยาที่ไม่เคยย่อท้อ ต่ออุปสรรคใดๆ เธอทั้งเรียนทั้งทำงานควบคู่กันมา ตลอดชีวิต 38ปี ของเธอจนวันนี้มีทั้งธุรกิจของตัวเอง เผื่อแผ่ด้วยความรักไปถึงครอบครัวทุกคนอย่าง ไม่ละเว้น จนมาถึงวันนี้เธอได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ อย่างเต็มภาคภูมิตามความฝันของบิดา เพราะได้ สอนถึงในระดับปริญญาเอก....