เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2569 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ 1463/2567 หมายเลขแดงที่ 293/2569 ระหว่างนาย ต. ผู้ฟ้องคดี กับประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ 1 กับ พวกรวม 2 คน ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นคดีเกี่ยวกับการฟ้องขอให้เพิกถอนมติและคำสั่งที่ไม่แต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีหมายเลขดำที่ 1722/2568 หมายเลขแดงที่ 294/2569 ระหว่าง นาย ต. ผู้ฟ้องคดี กับประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากมติดังกล่าว
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2566 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้อนุมัติให้บรรจุระเบียบวาระการประชุมที่ 4.1 ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้พิจารณาเกี่ยวกับการกำหนดคุณสมบัติอื่นของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบให้เลื่อนการพิจารณาระเบียบวาระที่ 4.1 ดังกล่าวออกไป โดยให้สำนักงาน กสทช. รับข้อคิดเห็นของที่ประชุมไปปรับปรุงแก้ไขการกำหนดคุณสมบัติอื่นของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. พร้อมทั้งให้นำเสนอหลักเกณฑ์และกระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. มาในคราวเดียวกันในการประชุมครั้งต่อไป โดยให้ชะลอการคัดเลือกผู้บริหารของสำนักงาน กสทช. จนกว่ากระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. และโครงสร้างของสำนักงาน กสทช. ที่จัดทำขึ้นใหม่จะแล้วเสร็จ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงย่อมผูกพันกับมติในการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าวตราบเท่าที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข เมื่อไม่ปรากฏว่า สำนักงาน กสทช. ได้เสนอหลักเกณฑ์และกระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณา แต่ได้เสนอเรื่องการปรับปรุงแก้ไขการกำหนดคุณสมบัติอื่นของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. มาในการประชุม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ครั้งที่ 4/2566 เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2566 ในระเบียบวาระที่ 4.1 ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีมติให้ถอนระเบียบวาระที่ 4.1 ดังกล่าว โดยให้นำไปบรรจุในวาระ การประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นัดพิเศษต่อไป และให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการให้เป็นไปตามมติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2566 ระเบียบวาระที่ 4.1
เมื่อต่อมาในการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2566 เมื่อวันที่ 7 มี.ค.2566 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยเสียงข้างมากมีมติไม่รับทราบตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้เสนอระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะใช้อำนาจตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 คัดเลือกบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ดำเนินการสรรหาบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. และได้เสนอชื่อผู้ฟ้องคดีให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้ความเห็นชอบในการประชุม นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 อันเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับมติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในการประชุม ครั้งที่ 3/2566 และการประชุม นัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2566 ประกอบกับในการดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงาน กสทช. โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ปรากฏว่ามีการร้องเรียน โต้แย้งคัดค้าน รวมทั้งมีการฟ้องคดีต่อศาลเกี่ยวกับการดำเนินการดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เสียงข้างมากมีมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหา จึงเป็นการมีมติที่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอและยังรับฟังไม่ได้ว่า มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ไม่แต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี พิพากษายกฟ้อง
เหตุผลที่ศาลสั่งยกฟ้อง
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่ากระบวนการสรรหาที่เกิดขึ้น "ไม่สอดคล้องกับมติที่ประชุม กสทช." เดิม โดยมีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้:
มติเดิมให้ชะลอการสรรหา: ในการประชุมครั้งที่ 3/2566 กสทช. มีมติให้สำนักงาน กสทช. ไปปรับปรุงเกณฑ์คุณสมบัติและหลักเกณฑ์การสรรหาใหม่ให้เรียบร้อยก่อน และให้ "ชะลอ" การคัดเลือกผู้บริหารไว้จนกว่าโครงสร้างใหม่จะเสร็จ
การข้ามขั้นตอน: ประธาน กสทช. (ผู้ถูกฟ้องที่ 1) ได้เสนอชื่อ นาย ต. ต่อที่ประชุมโดยอ้างอำนาจตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แต่เสียงข้างมากของที่ประชุม กสทช. มีมติ "ไม่รับทราบ" และ "ไม่เห็นชอบ"
ความไม่ชอบด้วยกระบวนการ: เนื่องจากสำนักงาน กสทช. ยังไม่ได้ดำเนินการปรับปรุงเกณฑ์ตามมติครั้งที่ 3/2566 ให้เสร็จสิ้น การที่ประธานฯ ดำเนินการสรรหาและเสนอชื่อ นาย ต. จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อมติที่ประชุมเดิมที่ยังมีผลผูกพันอยู่
มีเหตุผลเพียงพอ: การที่ กสทช. เสียงข้างมากไม่เห็นชอบการแต่งตั้ง นาย ต. เพราะไม่เห็นด้วยกับ "กระบวนการสรรหา" (ไม่ใช่ตัวบุคคล) ถือเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอ
บทสรุป
มติและคำสั่งที่ไม่แต่งตั้ง นาย ต.: ถือว่า ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
การกระทำละเมิด: เมื่อมติชอบด้วยกฎหมาย จึง ไม่ถือเป็นการละเมิด ต่อผู้ฟ้องคดี
สำหรับตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ยังไม่สามารถสรรหาเลขาธิการ กสทช. ได้โดยตำแหน่งดังกล่าวว่างเป็นระยะเวลา 5 ปี โดยมีนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ปฏิบัติหน้าที่รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช.