โปรย: สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกระทบห่วงโซ่ขนส่งน้ำมัน รัฐจำกัดการเติมคันละ 500 บาท แม้มีมาตรการ แต่บางพื้นที่ยังขาดแคลน ส่งผลธุรกิจท่องเที่ยว “น่าน” ซบเซาหนัก ผู้ค้าสะท้อนรายได้หดตัว สาหัสกว่าช่วงโควิด
วันที่ 22 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน เพื่อติดตามผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันที่กำลังส่งผลเป็นวงกว้างต่อภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติชื่อดังที่เคยคึกคัก กลับพบว่าบรรยากาศเงียบเหงาอย่างเห็นได้ชัด
บริเวณถนนสาย 3 ตำบลอวน อำเภอปัว พบเพียงนักท่องเที่ยวประมาณ 5–6 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ที่ขับรถผ่านแล้วแวะถ่ายรูป ไม่ใช่นักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัดเหมือนที่ผ่านมา
คุณอร แม่ค้าขายล็อตเตอรี่ เปิดเผยว่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างมาก โดยมีปัจจัยหลักจากปัญหาน้ำมัน เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา นักท่องเที่ยวกังวลว่าจะไม่มีน้ำมันเพียงพอสำหรับการเดินทาง
ขณะที่บริเวณบ่อเกลือสินเธาว์ภูเขา ตำบลบ่อเกลือใต้ อำเภอบ่อเกลือ บรรยากาศเงียบเหงา หลายร้านปิดให้บริการ เนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยว ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องหยุดกิจการชั่วคราวเพื่อลดต้นทุน
ส่วนที่หมู่บ้านสะปัน ตำบลดงพญา พบว่านักท่องเที่ยวมีเพียงหลักสิบ หลายที่พักต้องปรับตัวด้วยการปิดโซนคาเฟ่ ลดพนักงาน และชะลอการลงทุนเพิ่มเติม
คุณอภิวรรณ พ่อค้าของที่ระลึกบริเวณบ่อเกลือสินเธาว์ กล่าวว่า ปริมาณนักท่องเที่ยวลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักมาจากวิกฤตน้ำมัน นักท่องเที่ยวจากภาคกลางลังเลในการเดินทาง เนื่องจากต้องวางแผนเติมน้ำมันอย่างเข้มงวด ภายใต้มาตรการจำกัดการเติมคันละ 500 บาท ทำให้การเดินทางใช้เวลานานขึ้น และไม่สะดวกเหมือนเดิม

“ถ้าเทียบกับช่วงโควิด ตอนนั้นยังเดินทางได้ เพราะมีน้ำมันพร้อม ขอแค่ป้องกันตัว แต่ตอนนี้แม้อยากมาเที่ยว ก็ยังกังวลเรื่องน้ำมัน” คุณอภิวรรณกล่าว
ด้านถนนคนเดินข่วงเมืองน่าน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ พบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่และชาวต่างชาติประปราย บรรยากาศโดยรวมซบเซา
คุณสุทธิพงษ์ พ่อค้าลูกชิ้น เปิดเผยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน ๆ โดยคาดว่าสาเหตุหลักมาจากปัญหาน้ำมันขาดแคลน และมาตรการจำกัดการเติมน้ำมัน
ทั้งนี้ วิกฤตน้ำมันในครั้งนี้ไม่เพียงกระทบการเดินทางของประชาชน แต่ยังส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ร้านค้า และผู้ประกอบการรายย่อย ที่ต้องเผชิญกับรายได้ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีความชัดเจนว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อใด
บทวิเคราะห์: วิกฤตน้ำมันซ้ำเติมท่องเที่ยวน่าน เสี่ยงกระทบยาวเป็นลูกโซ่
สถานการณ์ขาดแคลนน้ำมันในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านพลังงานระยะสั้น แต่กำลังลุกลามเป็น “วิกฤตเชิงโครงสร้าง” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อจังหวัดท่องเที่ยวอย่างน่าน ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขา และพึ่งพาการเดินทางด้วยรถยนต์เป็นหลัก
1. จุดอ่อนของพื้นที่ภูเขา จังหวัดน่าน โดยเฉพาะอำเภอบ่อเกลือและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องใช้ระยะทางยาวและเส้นทางคดเคี้ยว การจำกัดการเติมน้ำมันคันละ 500 บาท ทำให้นักท่องเที่ยวต้องวางแผนซับซ้อนขึ้น และเพิ่มความเสี่ยง “น้ำมันไม่พอ” ระหว่างทาง ส่งผลให้หลายคนตัดสินใจชะลอหรือยกเลิกการเดินทาง
2. ผลกระทบทางจิตวิทยาการท่องเที่ยว แม้บางพื้นที่จะยังมีน้ำมันจำหน่าย แต่ “ความไม่มั่นใจ” กลายเป็นปัจจัยสำคัญ นักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกหลีกเลี่ยงพื้นที่ห่างไกล เพราะกังวลว่าจะหาปั๊มน้ำมันไม่ได้ ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจมากกว่าปริมาณน้ำมันจริงในระบบ
3. ธุรกิจท่องเที่ยวรายย่อยรับผลกระทบหนักที่สุด ผู้ประกอบการรายย่อย เช่น ร้านของที่ระลึก ร้านอาหาร และโฮมสเตย์ เป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากพึ่งพานักท่องเที่ยวแบบวันต่อวัน เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงทันที รายได้ก็หายไปทันที ต่างจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่ยังพอมีเงินสำรอง
4. เปรียบเทียบกับวิกฤตโควิด แม้โควิด-19 จะเป็นวิกฤตใหญ่ระดับโลก แต่ในมุมของผู้ประกอบการบางราย กลับมองว่าสถานการณ์ปัจจุบัน “รุนแรงกว่า” เนื่องจากโควิดยังสามารถเดินทางได้หากป้องกันตัวดี แต่ปัญหาน้ำมันเป็นข้อจำกัดพื้นฐานที่ทำให้ “เดินทางไม่ได้ตั้งแต่ต้นทาง”
5. แนวโน้มในระยะต่อไป หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ และการขนส่งน้ำมันยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ มีความเป็นไปได้สูงว่า
การท่องเที่ยวในพื้นที่ห่างไกลจะชะลอตัวต่อเนื่อง
ผู้ประกอบการรายเล็กอาจทยอยปิดกิจการ
การจ้างงานในภาคบริการจะลดลง
ขณะเดียวกัน อาจเกิดการปรับตัว เช่น การหันไปเน้นนักท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียง หรือปรับรูปแบบธุรกิจให้ใช้ต้นทุนต่ำลง
สรุปภาพรวม
วิกฤตน้ำมันครั้งนี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่า “การเข้าถึงพลังงาน” เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะในจังหวัดที่พึ่งพาการเดินทางทางถนนอย่างน่าน และหากไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน ผลกระทบอาจไม่ได้จบแค่ระยะสั้น แต่เสี่ยงยืดเยื้อเป็นปัญหาเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาว
บทวิเคราะห์ความเสียหาย: วิกฤตน้ำมันฉุดเศรษฐกิจท่องเที่ยวน่าน เสียหายหลักสิบล้านต่อเดือน
วิกฤตการขาดแคลนน้ำมันที่กำลังเกิดขึ้น ไม่เพียงส่งผลต่อการเดินทางของประชาชน แต่ยังสร้างความเสียหายเชิงเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญต่อจังหวัดน่าน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักของพื้นที่
1. ประเมินความเสียหายรายได้ท่องเที่ยว จากข้อมูลเชิงพื้นที่และการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ พบว่า
จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเฉลี่ย 60–80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
รายได้ของร้านค้าและที่พักลดลงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน
หากอ้างอิงรายได้ท่องเที่ยวในช่วงนอกฤดูกาลของจังหวัดน่าน ซึ่งโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50–100 ล้านบาทต่อเดือน ในพื้นที่สำคัญ (เช่น บ่อเกลือ–สะปัน) จะทำให้เกิดความเสียหายราว 30–70 ล้านบาทต่อเดือน
2. ผลกระทบลูกโซ่ทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) การลดลงของนักท่องเที่ยว 1 คน ไม่ได้กระทบแค่ที่พัก แต่ยังกระทบต่อ
ร้านอาหาร
ร้านของที่ระลึก
รถรับจ้าง/ไกด์ท้องถิ่น
เกษตรกรที่ขายสินค้าให้ร้านค้า
คาดว่าทุก 1 บาทที่หายไปจากการท่องเที่ยว อาจทำให้เกิดการสูญเสียในระบบเศรษฐกิจรวม 1.5–2 เท่า ส่งผลให้ความเสียหายรวมอาจขยายเป็น 45–140 ล้านบาทต่อเดือน
3. ผลกระทบต่อการจ้างงาน ธุรกิจจำนวนมากเริ่ม
ลดชั่วโมงทำงาน
ปลดพนักงานชั่วคราว
ปิดบางส่วนของกิจการ
ประเมินเบื้องต้นว่าแรงงานในภาคบริการท่องเที่ยวในพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบแล้ว 30–50% โดยเฉพาะแรงงานรายวันและแรงงานนอกระบบ
4. ต้นทุนแฝงที่เพิ่มขึ้น แม้บางธุรกิจยังเปิดดำเนินการ แต่ต้องเผชิญต้นทุนเพิ่ม เช่น
ค่าน้ำมันที่แพงขึ้น (หากหาได้)
ต้นทุนขนส่งสินค้า
ค่าเสียโอกาสจากลูกค้าที่หายไป
ทำให้ “กำไร” ของผู้ประกอบการหดตัวมากกว่ารายได้ที่ลดลง
5. ความเสี่ยงระยะกลาง–ยาว หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 1–3 เดือน อาจเกิดผลกระทบเชิงโครงสร้าง ได้แก่
ธุรกิจรายย่อยปิดกิจการถาวร
หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น
การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวล่าช้า แม้สถานการณ์น้ำมันจะกลับสู่ปกติ
สรุป
วิกฤตน้ำมันในครั้งนี้กำลังสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวจังหวัดน่านในระดับ หลักสิบถึงหลักร้อยล้านบาทต่อเดือน และมีแนวโน้มลุกลามเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง หากไม่มีมาตรการแก้ไขที่รวดเร็วและตรงจุด
ประสิทธิ์ สองเมืองแก่น จังหวัดน่าน