ต้องยอมรับว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาชญากรรมที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดในบ้านเรา หนึ่ง คือเรื่องของ “นอมินี” หรือการใช้บุคคล นิติบุคคล หรือตัวแทนที่ตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ถือครองทรัพย์สิน ถือหุ้น หรือดำเนินธุรกิจ "แทน" เจ้าของที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลัง โดยมักมีวัตถุประสงค์เพื่อ “อำพราง” ผลประโยชน์หรือหลีกเลี่ยงกฎหมาย
และก็มักเป็นชาวต่างชาติที่อยู่เบื้องหลัง โดยบางคดีหนักข้อถึงขั้นชาวต่างชาตินั้น มีประวัติก่ออาชญากรรมมาก่อนหน้านี้แล้วอย่างโชกโชน !!!??
สอง คือ “การปลอมแปลง” และ “สวมบัตรประชาชน” .... แน่นอนผู้ทำก็ต้องเป็นชาวต่างชาติ เบื้องหลังก็เพื่อนำไปใช้ทำธุรกรรมฉ้อโกงต่างๆ อย่างที่ปรากฎเป็นข่าวอยู่เนื่องๆ
และทั้ง 2 กรณี ต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไม่ต้องสงสัย ...!!!
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา มีข่าวชิ้นหนึ่งที่ “อปท.นิวส์” ให้ความสนใจนำเสนอในเบื้องต้นไปแล้ว ก็คือ “ข่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี เข้าตรวจสอบชายผู้หนึ่ง ที่เดินทางเข้ามาพักอาศัยในคอนโดฯ ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี” (อ่าน ... https://www.opt-news.com/news/59466)
ตามข่าวบอกว่า การเข้าตรวจสอบชายผู้นี้ พบ มีลักษณะเหมือนชาวจีน แต่มีบัตรประชาชนไทย ชื่อ นายไช่ (ขอสงวนชื่อ-สกุลจริง) อายุ 34 ปี มีพ่อและแม่เป็นคนจีน (ใต้หวัน) เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยประมาณ 40 ปีที่แล้ว และได้สัญชาติไทยจากการแปลงสัญชาติ
ขณะที่ตัวเขาเกิดที่ประเทศไทย เรียนที่ประเทศไทย มาตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงระดับชั้นมหาวิทยาลัย และได้ทำงานมีธุรกิจที่ประเทศไทย
หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นและสอบถามการให้ถ้อยคำพร้อมบันทึกไว้เป็นหลักฐานแล้ว ไม่พบว่าผิดกฎหมายหรือกระทำผิดใดๆ จึงปล่อยตัวไป
ทั้งนี้ “อปท.นิวส์” ได้ติดตามข่าวนี้ด้วยข้อกังขา และได้รับการแจ้งว่า อันดับแรก การเข้าตรวจสอบนายไช่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในครั้งนี้ มีการประสานงานในทางลับมาก่อนหน้าที่นายไช่จะเข้าพื้นที่จังหวัดอุดรฯ แล้ว
บัตรประชาชนไทยขึ้นต้นด้วยหมายเลข 8 ซึ่งหมายถึงเป็นกลุ่มบุคคลที่ได้รับสัญชาติไทยภายหลัง เช่น การแปลงสัญชาติ, บุตรของคนต่างด้าวที่ได้รับสัญชาติไทย หรือเป็นกลุ่มบุคคลบนพื้นที่สูงที่ได้รับการยอมรับสถานะ ...!!!??
เกิดเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2534 พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่แห่งหนึ่ง ชอยโรงเรียนคลองลำเจียก แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร
จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งนอกจากจะมีลักษณะคล้ายคนจีนแล้ว สำเนียงภาษาไทยไม่ชัด ไม่เหมือนกับคนที่เกิดในประเทศไทย เรียนที่ประเทศไทยตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงระดับชั้นมหาวิทยาลัย และได้ทำงานมีธุรกิจที่ประเทศไทย ตามที่กล่าวอ้างกับเจ้าหน้าที่ !!!???
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบในทางธุรกิจยังพบด้วยว่า นายไช่ มีเครือข่ายธุรกิจหลายแห่งด้วยกัน ทั้งเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการ อาทิ
กรรมการบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล ไฮ-เทค (ประเทศไทย) จำกัด ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท และมีความเกี่ยวข้องกับการรับเหมาดำเนินกิจกรรมด้านธรณีฟิสิกส์ ธรณีวิทยา รวมถึงงานให้คำปรึกษาที่เกี่ยวข้องแก่บริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี คือ บริษัท เอเชียน แปซิฟิก โพแทช คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ลักษณะงานดังกล่าว โดยทั่วไปเป็นงานที่ต้องอาศัยองค์ความรู้เฉพาะทางด้านธรณีวิทยา ธรณีฟิสิกส์ หรือสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง จึงทำให้เกิดข้อสังเกตว่า บริษัทที่เข้ารับงานดังกล่าวมีบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ หรือทีมงานด้านเทคนิคที่มีคุณสมบัติเหมาะสมรองรับงานประเภทนี้อย่างไร รวมถึงนายไช่ ซึ่งมีบทบาทเป็นกรรมการบริษัท มีประสบการณ์หรือความเกี่ยวข้องกับงานด้านดังกล่าวในระดับใด !!!??
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลเบื้องต้นพบว่า บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล ไฮ-เทค (ประเทศไทย) จำกัด มีบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปรากฏชื่อ บริษัท บิลเลี่ยน เอ็กซ์เพรส จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 70 โดยมีนายไช่ เป็นกรรมการ ด้วยทุนจดทะเบียน 3 ล้านบาท และมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการเข้าร่วมกิจการ ร่วมค้ากับบุคคลอื่น หรือลงทุนในกิจการค้าในรูปแบบต่างๆ
ขณะที่บริษัท บิลเลี่ยน เอ็กซ์เพรส จำกัด นายไช่ ถือหุ้นร้อยละ 54 มีบิดาของนายไช่ ถือหุ้นร้อยละ 46 ทำให้เกิดข้อสังเกตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างบุคคลทั้งสอง และบทบาทของบริษัท บิลเลี่ยน เอ็กซ์เพรส จำกัด ในฐานะบริษัทที่ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล ไฮ-เทค (ประเทศไทย) จำกัด !!!??
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมยังพบว่า นายไช่ และบิดา มีชื่อปรากฏร่วมกันในบริษัทอื่นอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะบริษัท ไทยซันไรส์ โฮลดิ้ง จำกัด ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท มีบิดานายไช่ เป็นกรรมการบริษัท ถือหุ้น ร้อยละ 90 และปรากฎชื่อนายไช่ ถือหุ้นร้อยละ 10
ข้อมูลพบด้วยว่า บางบริษัท นายไช่ และบิดา มีการถือหุ้นร่วมกันในสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไป โดยบางบริษัทนายไช่ ถือหุ้นในสัดส่วนมากกว่า ขณะที่บางบริษัทบิดานายไช่ ถือหุ้นในสัดส่วนมากกว่า จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ควรตรวจสอบต่อไปว่า บริษัทต่างๆ เหล่านี้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันในเชิงธุรกิจอย่างไร และมีบทบาทในกิจการใดบ้าง !!!??
ขณะเดียวกัน ยังพบว่า นายไช่ มีชื่อถือหุ้นในบริษัท เฮลิออส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในสัดส่วนร้อยละ 45 โดยบริษัทดังกล่าว เดิมจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2561 ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 27 ล้านบาท และภายหลังเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ได้ลดทุนจดทะเบียนลงเหลือ 7 ล้านบาท
สำหรับวัตถุประสงค์ของบริษัท เฮลิออส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ปรากฏว่าเกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการซื้อ ขาย เช่า ให้เช่า อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า บริษัทดังกล่าวมีบทบาททางธุรกิจอย่างไร และมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลหรือบริษัทอื่นในเครือข่ายเดียวกันหรือไม่ !!!??
และทุกบริษัทที่กล่าว ใช้ที่ตั้งเดียวกันหมด ที่ซอยลาดพร้าว 94 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร

ล่าสุดมีข้อมูลระบุเพิ่มเติมว่า นายไช่ มีความใกล้ชิดกับนักธุรกิจชาวจีนเทารายหนึ่ง จึงทำให้เกิดข้อสงสัยในเชิงข่าวว่า การปรากฏชื่อถือหุ้นและเป็นกรรมการในหลายบริษัทดังกล่าว เป็นการดำเนินธุรกิจตามปกติของตนเอง หรือมีบุคคลอื่นอยู่เบื้องหลังการจัดโครงสร้างธุรกิจและการถือหุ้นดังกล่าวหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าว ยังเป็นเพียงข้อสังเกตจากข้อมูลนิติบุคคลและช้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ยังมิอาจสรุปได้ว่า บุคคลหรือบริษัทใดมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมาย หรือมีลักษณะเป็นการถือหุ้นแทนบุคคลอื่น การตรวจสอบต่อไปจำเป็นต้องอาศัยเอกสารจากหน่วยงานราชการ ข้อมูลทางการเงิน เส้นทางการลงทุน แหล่งที่มาของเงินทุน และคำชี้แจงจากบุคคลหรือบริษัทที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ในช่วงที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบกรณีการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรือที่มักเรียกกันโดยทั่วไปว่า “นอมินี” รวมถึงการตรวจสอบสถานะบุคคล การได้มาซึ่งสัญชาติ และการใช้เอกสารทางราชการของบุคคลต่างด้าว กรณีของนายไช่ และเครือข่ายบริษัทที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นประเด็นที่ฝ่ายข่าวให้ความสนใจเป็นพิเศษ ….