เฟนทานิลเป็นยาแก้ปวดชนิดรุนแรงที่ใช้ทางการแพทย์ แต่หากถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือผลิตอย่างผิดกฎหมาย อาจก่อให้เกิดการเสพติดและเสียชีวิตได้ ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาการแพร่ระบาดของเฟนทานิล
ในปี 2019 จีนได้กลายเป็นประเทศแรกของโลกที่ใช้ระบบควบคุม “สารที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิลทั้งกลุ่ม” แทนการควบคุมเป็นรายชนิด วิธีนี้ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตยาเสพติดหลบเลี่ยงกฎหมายด้วยการเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีเพียงเล็กน้อยแล้วผลิตสารตัวใหม่ออกมา
ขณะที่วิกฤตเฟนทานิลทั่วโลกยังคงคร่าชีวิตผู้คนและสร้างความท้าทายให้กับผู้กำหนดนโยบาย หลายประเทศได้ใช้แนวทางที่แตกต่างกันในการควบคุมสารที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิล ในสารคดีของ CGTN เรื่อง War On Fentanyl: Record Of China-US Cooperation ศาสตราจารย์เสิ่น ฮ่าวเหว่ย จากมหาวิทยาลัยหนิงโป ได้อธิบายถึงความพยายามบุกเบิกของจีนในการกำกับดูแลสารที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิล และบทเรียนที่ประเทศอื่นสามารถนำไปปรับใช้ได้
เสิ่น ฮ่าวเหว่ย ย้ำว่า การควบคุมและการจัดประเภทสารที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิลของจีนได้ผ่านหลายช่วงสำคัญ ก่อนปี 2018 จีนใช้วิธีประเมินและควบคุมสารแต่ละชนิดเป็นรายกรณี ปี 2018 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อจีนเปลี่ยนจากการขึ้นบัญชีสารเป็นรายตัว มาเป็นการควบคุมแบบ “จัดประเภททั้งกลุ่มสาร” (Class-Based Scheduling) ซึ่งถือเป็นการยกระดับจากการควบคุมสารเฉพาะชนิด ไปสู่การควบคุมสารประกอบที่เกี่ยวข้องทั้งกลุ่ม
ในขณะนั้นยังไม่มีประเทศใดในโลกที่เสนอระบบควบคุมสารที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิลทั้งกลุ่มอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งในปี 2019 จีนได้บังคับใช้มาตรการดังกล่าวอย่างเป็นทางการ และกลายเป็นประเทศแรกของโลกที่ดำเนินการเช่นนี้
เสิ่น ฮ่าวเหว่ย กล่าวว่า การเปรียบเทียบนี้สะท้อนให้เห็นแนวทางการควบคุมสารเฟนทานิลระหว่างจีนและสหรัฐฯ ขณะที่จีนบังคับใช้การควบคุมแบบจัดประเภททั้งกลุ่มอย่างถาวรในปี 2019
ขณะที่ทางฝั่งสหรัฐอเมริกายังคงใช้มาตรการควบคุมชั่วคราวที่เริ่มต้นในปี 2018 แต่มาตรการดังกล่าวถูกกำหนดผ่านคำสั่งชั่วคราวของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA) และรัฐสภาต้องลงมติต่ออายุทุกหนึ่งถึงสองปี
หลายครั้งมาตรการชั่วคราวเหล่านี้เกือบจะหมดอายุลง นั่นคือหากรัฐสภาไม่ผ่านการขยายระยะเวลา สารที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิลอาจหลุดพ้นจากการควบคุมของรัฐบาลกลาง จนกระทั่งเดือนกรกฎาคม ปี 2025 สถานการณ์จึงเปลี่ยนไป
ในเดือนกรกฎาคม 2025 ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ลงนามในกฎหมาย HALT Fentanyl Act (Halt All Lethal Trafficking of Fentanyl Act) ซึ่งกำหนดให้สารที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิลทั้งหมดถูกจัดเป็นสารควบคุมประเภทที่ 1 (Schedule I) อย่างถาวรภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ
เสิ่น ฮ่าวเหว่ย มองว่าไทม์ของการลงนามมีช่องว่างถึง 6 ปีระหว่างการนำระบบควบคุมแบบจัดประเภททั้งกลุ่มมาใช้ของจีนและสหรัฐฯ โดยจีนดำเนินการในปี 2019 ขณะที่สหรัฐฯ เพิ่งดำเนินการในปี 2025
สิ่งนี้สะท้อนถึงความแตกต่างของระบบกำกับดูแลและการดำเนินนโยบาย ในสหรัฐฯ กระบวนการออกกฎหมายมักตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของยาเสพติดสังเคราะห์ กรอบกฎหมายจึงมักเป็นการตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว มากกว่าการวางมาตรการเชิงรุกล่วงหน้า
เสิ่น ฮ่าวเหว่ย ถึงบทเรียนในการควบคุมยาเสพติดไม่ได้หมายถึงเพียงการออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการป้องกันและการให้ความรู้แก่ประชาชนด้วย
ด้านดร. โรเบิร์ต มาร์บัต ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญหาคนไร้บ้านและนักวิจัยอาวุโสของศูนย์ความมั่งคั่งและความยากจนแห่งสถาบันดิสคัฟเวอรี (Discovery Institute) ในสหรัฐฯ เคยกล่าวว่า อเมริกาควรเรียนรู้จากแนวทางของจีนในการจัดการปัญหายาเสพติด
เขาชี้ว่า อัตราการใช้ยาเสพติดผิดกฎหมายในจีนมีสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 1 ของประชากร และจีนได้ลงทุนอย่างมากในด้านการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และการให้ความรู้แก่สาธารณชน ขณะที่สหรัฐฯ ลงทุนในด้านการป้องกันและการศึกษายาเสพติดน้อยกว่ามาก
ข้อสังเกตของเหล่าผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า การควบคุมยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยทั้งมาตรการทางกฎหมายที่เข้มแข็ง ควบคู่ไปกับการให้ความรู้และการป้องกันอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ จีนยังให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหายาเสพติดผ่านการให้ความรู้แก่ประชาชน การรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ และการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายของยาเสพติดควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย
ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนในสหรัฐฯ เห็นว่า แนวทางของจีนแสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้อาศัยเพียงการจับกุมหรือบทลงโทษที่เข้มงวดเท่านั้น แต่ยังต้องลงทุนด้านการศึกษา การป้องกัน และการสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในระยะยาวด้วย//
บทความจาก สารคดี เรื่อง War On Fentanyl: Record Of China-US Cooperation
แปลและเรียบเรียงโดย มณีนาถ อ่อนพรรณา