จับ“โป๊ะแตก”ตู้คีบพนันตุ๊กตา!
ร่อนหนังสือ“หมกเม็ด”นายอำเภอ
ชุบร่างทอง-เปิดเย้ยกฎหมาย!
กาลครั้งหนึ่ง... “ตู้คีบตุ๊กตา” ถูกตอกตะปูปิดฝาโลง ยัดกระดูกใส่โกศ สวดมาติกา บังสุกุล สาบส่งลงยมโลก ไปแล้ว!
แต่วันนี้ ...“ไอ้ตะแบง” กับ “ไอ้ตะบัน”เพราะมันสองตัวแท้ๆ!ร่ายมนต์ดำ“ปลุกผี”ขึ้นมาจากหลุม!
ไม่ใช่ตะบันตำหมากสากกะเบือเรือรบ อันใดหรอกนะ?
แต่เป็น “ตะบี้ตะบัน-ยัดห่าคาปาก” ชอบและเล็มอาจม ตายซากที่ฟื้นคืนชีพ!
ตะแบง ตะบัน ยันหน้า(แข้ง)ใคร?บางคน แหกยับ!เย้ยหยันกฎหมายขนมจีนเปล่า!!
ถึงกาลป่าช้าแตก “อสูรตู้คีบตุ๊กตา” มุดทะลุมดลูกมด... ออกมาหลอกหลอน อีกระลอก!
กระสือ-กะซวก มันพวกเดียวกันแท้ๆ!!
ผีแห้งตายซาก อย่างตู้คีบตุ๊กตา มันถึงได้ “บวมน้ำ”อืดทืดขึ้นมาได้อีก!
ในยามนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองกระเป๋าแบนไปตามๆกัน ซอมบี้ผีร้ายกำลังไล่ต้อน ไล่สูบมันสมองของลูกเล็กเด็กโต มอมเมาเยาวชน ซ้ำๆซากๆทุกเมื่อเชื่อวัน เพิ่มรายจ่ายรายวันไม่รู้จักจบจักสิ้น...
หลอกหลอนปลิ้นปล้อนค่าขนมไปโรงเรียน ตั้งแต่แหกตาตื่น ไปยันดึกดื่นค่อนคืน!
คราวนี้ มาฟอร์มบิ๊กเบิ้ม กางเกงไซส์เด็กใส่ไม่ได้ เปิดใหญ่คับบ้านคับเมือง โลเคชั่นโล่งโจ้งโจ๋งครึ่ม อล่างฉ่างกลางอำเภอบางละมุง ติดถนนสุขุมวิทฝั่งขาเข้าชลบุรี พิกัดห้างเก่าแห่งหนึ่ง ใกล้สี่แยกไฟแดง “โรงไม้ขีด”ตำบลนาเกลือ อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรบางละมุง
ผ่านไปผ่านมา “ตำตาทนโท่” แต่ไม่มีใครหืออือ หรือกล้าแตะ!
คำนิยาม ตามตัวบทกฎหมาย “ตู้คีบตุ๊กตา” หากวิธีเล่นมีการได้เสียกันเกิดขึ้น เข้าข่าย “เสี่ยงโชค-เสี่ยงดวง ” เจ้าของตู้ “เสี่ยงคุก-ตะราง”
ถือเป็น “การพนัน” ตามมาตรา4 แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 ระบุอยู่ในบัญชี ข.ท้ายพระราชบัญญัติฯ ลำดับที่ 28
“ เครื่องเล่น ซึ่งใช้เครื่องกล พลังไฟฟ้า พลังแสงสว่าง หรือพลังอื่นใดที่ใช้การเล่นโดยวิธีสัมผัส เลื่อน กด ดีด ดึง ดัน ยิง โยน โยก หมุน หรือวิธีอื่นใด ซึ่งสามารถทำให้แพ้ชนะกันได้ ไม่ว่าจะโดยมีการนับแต้มหรือเครื่องหมายใดๆ หรือไม่ ก็ตาม”
กฎหมาย ระบุไว้ตัวเป้งๆ ถ่างตาอ่านวนไปมากี่รอบ ก็ยังชัดแจ๋ว!
แต่ไอ้ตะแบงแม่งงงงดื้อยังไม่พอ ยังเสือกดันทุรัง ตะแคงสีข้างเข้าถู ...ดูมั่นหน้ามั่นโหนกกันจังว่า “ตู้คีบของกู”ไม่ผิดกฎหมาย อยู่นั่น!!
โอ้ย...!พยายามเป็นหมอตำแย บีบปากมดลูกทำคลอดให้ “ผิดเป็นถูก - ดำเป็นขาว ” จะเสกเหี้ยให้เป็นหงส์ กี่โมงก่อน ?
ทำถึงขนาด ร่างหนังสือส่งถึงนายอำเภอบางละมุง เมื่อปลายปีที่แล้ว ขอให้ตอบข้อหารือ เกี่ยวกับตู้คีบตุ๊กตา ที่ได้รับการยกเว้นไม่เข้าข่ายการพนัน แถมยังปล่อยหมัด “อัปเปอร์คัต”สอยกระโดงคาง ปรามาสว่า “ทางการ” ไม่มีขั้นตอน หรือรายละเอียดที่ชัดเจน
โดยได้อ้างถึง หนังสือด่วนที่สุดที่ มท ๐๓๐๗.๑๐/ว ๘๐๓๘ ลงวันที่ 2 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นคำสั่งของ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เรื่อง...การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการพนัน ส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ
เจ้าของธุรกิจตู้ไฟวิบวับ จารนัยใส่ซองมา 7 ข้อ! ยาวเฟื้อยเป็นไส้เดือนคลุกขี้เถ้าดิ้นกระดึ๊บๆบนฝาซีเมนต์บ่อเกรอะ!
เนื้อหา ระบุชื่อร้าน ที่ตั้งตำแหน่งแห่งหน ขั้นตอนสมัครเป็นสมาชิกทั้งที่จุดบริการภายในร้าน และสาขาอื่น หรือ วิธีลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์
ในการเติมเงินใส่การ์ด บังคับจะต้องสแกน เริ่มต้นที่ 40 บาทขึ้นไป รวมไปถึงการใช้ตู้คีบ และขั้นตอนการซื้อตุ๊กตา หรือสินค้าอื่นที่อยู่ในตู้
แต่เท่าที่ดู ที่เขียนขึ้นมานั้น มันตรงกับความเป็นไปในความเป็นจริงหรือไม่? อันนี้แหละคือหน้าที่ของ “สื่อ” ต้องชำแหละแคะคุ้ย ขยี้ให้ฟองฟอด ตีแผ่ให้สาธารณชน ได้รู้ได้เห็น!
ว่ากันถึงวิธีเล่นก่อน อันดับแรกเติมเงินลงบัตรให้ครบถ้วน ตามราคาสินค้า หรือ เกินก็ได้ ขาดก็ได้ แล้วไปคีบตุ๊กตาในตู้ สมมุติว่า ราคาตุ๊กตาติดไว้หน้าตู้ตัวละ500 บาท เติมเงินไป 200 บาท คีบหนึ่งครั้ง มือหนีบคีบตุ๊กตามาได้แล้ว แต่หลุดร่วงก่อนถึงช่องปล่อยของ เพื่อให้ไหลออกมานอกตู้
ระบบตัดเงินในการ์ดไปแล้ว 1 ครั้ง 10-20-30 บาท หรืออาจมากกว่านี้ ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของจะตั้งระบบไว้จำนวนเท่าไหร่ต่อรอบการเล่น 1 ครั้ง คีบไปหลุดไปจนเงินหมด ก็ยังไม่ได้ตุ๊กตา เจ้าของตู้อ้างกติกา กรณียังจ่ายเงินค่าสินค้า ไม่ครบตามจำนวน
หากอยากได้ตุ๊กตาต้องเติมเงินเพิ่มอีก แล้วไปทำแบบเดิมจนครบถ้วนเท่าป้ายราคาตุ๊กตาที่ติดตรงหน้าตู้ คนดูแลจะมาเปิดเอาตุ๊กตาออกให้...
แต่เท่าที่ไปส่องดู ไม่เคยเห็นมีเด็กคนไหน เล่นจนได้หิ้วตุ๊กตากลับบ้าน!
ตู้คีบฯปลิ้นเงินค่าขนม หมดตูด หน้าจ๋อย กลับบ้านก่อนทุกราย อีหรอบนั้นกันซะมากกว่า!
ตู้คีบจำแลงรูปแบบลักษณะนี้ นายทุนตู้คีบฯเรียก “ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ” แต่ตามมาตรา4 แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 ระบุอยู่ในบัญชี ข.ท้ายพระราชบัญญัติฯ ลำดับที่ 28 เรียกว่า “การพนัน”
เพราะมีการเสี่ยง มีได้-มีเสีย มี “เจ้ามือ”ก็คือเจ้าของตู้ และมีคนเล่น ครบองค์ประกอบความผิด
“คีบหลุด”ครั้งแรก ถือว่า ความผิดสำเร็จแล้ว “หนึ่งกรรม” คีบหลุดกี่ครั้งๆ ก็นับความผิดเป็นกรรมเป็นกรรมไป ต่างกรรมต่างวาระ บวกเพิ่มไปเรื่อย
แต่ “มนุษย์บวบ” เหลี่ยมรอบตัว!! แม่งงงง!ถนัดอ่านกฎหมายกลับหลัง
กฎหมายบอกว่าผิด! ห้ามทำ!!
แต่กรูเล็งหารูโหว่-ช่องแหก แหวกน้ำเลี่ยงบาลีไปขุ่นๆ “ทำได้” เขี่ยผลประโยชน์เข้าตัวเอง!
ตรรกะง่ายๆ คิดแบบไม่รกสมอง ไม่ต้องซับซ้อนไรมากมาย วิถีพ่อค้า-แม่ขาย ซื้อมา-ขายไป ต้นทุน+กำไร = ราคาสมน้ำสมเนื้อ คนซื้อชอบสินค้า เลือกมา จ่ายเงินไป คนขายเปิดตู้หยิบให้ คนซื้อได้ของถูกใจ...แค่นั้น แฮปปี้เอนดิ้ง !
แต่กลยุทธ์ กลวิธีของขบวนการตู้คีบ... หาเป็นเช่นนั้นไม่!
หลุมดำหลุมแรกคือ ตั้งราคาสินค้าในตู้ให้สูงลิบ แพงโด่ง แพงเว่อร์วังอลังการ์ แพงจนขนตูดจักรวาลลุกโด่!
งัดจิตวิทยาการตลาด “ดีมานด์-ซัพพลาย”มาผสม วางโชว์น้อยชิ้น เรียกความอยากได้! เอาไฟไปส่องวิบๆวับๆ เท่านั้น“ตุ๊กตาสำเพ็ง” ก็สลัดคราบไคล กลายเป็นตุ๊กตาร่างทองอันทรงคุณค่า สมราคา สมฐานะตู้ไฟประลัยกัลป์ ขึ้นมาทันใด!
หลุมดำหลุมที่สอง พอสร้างกำแพงราคา เสียจนจับต้องได้ยาก เด็กๆร้องอ้อนอยากได้ แต่พ่อ-แม่ ไม่อยากเสียเงินมาก... บริการปลิ้นเงิน มีทางให้เลือก ลอง “เสี่ยงโชค”ดูซิ...เผื่อได้!
พยายามคีบไปเหอะ แตกแบงค์พันละลายในเครื่องจักร จนกระเป๋าแหว่ง - ตัวเบาโหวง เกือบจะร้อยทั้งร้อย พ่อแม่คว้าแขนลูกเล็กเด็กโต เดินตัวปลิวกลับบ้านมือเปล่า!ทั้งน้านนนนน!
แถมบางคนคีบได้ตัวที่มีราคาแพง ยังต้องถูกคิดเงินค่าส่วนต่าง ของราคาตุ๊กตาเพิ่มอีก เพื่อให้ครบตามราคาป้ายหน้าตู้
หลุมดำหลุมที่สาม ซุกซ่อนกลลวง “หมกเม็ด”เอาไว้
ลูกค้าคนใดต้องการของในตู้ ต้องชำระราคาสินค้าให้ครบถ้วนก่อน พูดให้เข้าใจง่ายคือ เติมเงินใส่บัตรให้ครบก่อน แล้วจึงไปโยกเลือกสินค้า แต่กรณีที่เติมไม่ครบเติมไม่จบ “ในคราวเดียวกัน” สามารถสัมผัส เลื่อน กด ดีด ดึง ดัน โยน โยก หมุน เขี่ย คุ้ย ขยุ้ม หรือวิธีอื่นใดได้หมด
เขาบอกว่า...เพื่อตรวจสอบสินค้า เท่านั้น...เขี่ยกระตุ้นความอยาก ....ว่าซ่านนนน!
แต่กลไกระบบตู้คีบที่ตั้งวงจรเอาไว้ พอคีบติด โยกคันบังคับเลื่อนไปพอเฉียดใกล้ช่องหย่อนของ อารมณ์ประมาณกำลังลุ้นสุดๆ มันก็จะหลุดปุ๊บ ตัดเงินปั๊บ ต่อหน้าต่อตา
อ้าวก็... “กติกู” บอกว่า เติมเงินไม่ครบตามราคาหน้าตู้
ทำได้แค่โยกคันบังคับหยิบจับตุ๊กตา เพื่อตรวจสอบสภาพได้เท่านั้น แต่จะไม่สามารถหยิบสินค้าเพื่อนำไปปล่อยลงในช่องรับสินค้าได้ จนกว่าจะชำระเงินครบถ้วน
หากไม่ต้องการซื้อสินค้าแล้ว สามารถรับคืนเงินที่จ่ายไปแล้ว โดยกดปุ่มยกเลิกการซื้อสินค้าที่ตู้คีบตุ๊กตา เงินที่ลูกค้าจ่ายมาก่อนแล้วจะถูกนำคืนเข้าระบบบัตรสมาชิกทันทีโดยอัตโนมัติ
คืนกี่โมง?ถามก่อน ข้ามวันข้ามคืนจะคืนไหม? แล้วยอดที่ถูกตัดไปแล้วอ่ะ...คืนด้วยป่าว?
สมมุติ ราคาตุ๊กตาหน้าตู้ตัวละ 500 บาท เติมเงินไป 50,100,200,300 บาท ถือว่าผิด “กติกากู”“ คืน หรือ กลืน” เอาให้มันชัดๆแฟร์ๆอ่ะ รู้จักปะ?!?
กลัวจะเป็น “พี่หน่วง”เหลี่ยมพราวตัว ซะมากกว่านะซิ !
กลับมาชำแหละทุกตัวอักษร ของหนังสือที่เจ้าของธุรกิจตู้คีบจำแลง ร่อนถึงนายอำเภอบางละมุง ทำนองว่าขอให้ตอบข้อหารือให้ชัด เกี่ยวกับตู้คีบตุ๊กตา ที่ได้รับการยกเว้น ไม่เข้าข่ายการพนัน
ไฮไลท์มันอยู่ ตรงข้อที่ 5.... เขาว่าไว้ยังงี้ครับ
“กรณีที่ลูกค้าชำระราคาสินค้าไม่ครบตามจำนวนราคาสินค้าในคราวเดียว ลูกค้าสามารถโยกมือจับสินค้าและสามารถกดปุ่มหยิบสินค้า เพื่อตรวจสอบสภาพสินค้าได้เท่านั้น แต่จะไม่สามารถหยิบสินค้า เพื่อนำไปปล่อยลงในช่องรับสินค้าได้ จนกว่าลูกค้าจะชำระราคาครบถ้วน...
... และหากลูกค้าไม่ต้องการซื้อสินค้าแล้ว สามารถรับคืนเงินที่ชำระไปแล้ว โดยกดปุ่มยกเลิกการซื้อสินค้าที่ตู้คีบตุ๊กตา เงินที่ลูกค้าชำระราคามาก่อนแล้ว จะถูกนำคืนเข้าระบบบัตร สมาชิกทันทีโดยอัตโนมัติ...
.... ส่วนกรณีของเหรียญโทเคน สามารถขอรับเงินที่ชำระไปแล้ว โดยการสแกน QR Code ที่ติดอยู่ด้านหน้าตู้คีบตุ๊กตาหรือตู้คีบสินค้า เพื่อรับเงินคืนเข้าระบบสมาชิกทันทีโดยอัตโนมัติ...”
เจ้าของร้านระบุว่าเลิกเล่น “ขอรับคืนเงินที่ชำระไปแล้วได้ทันที” ตรงนี้ช่วยกันจำ ถ้าให้ดี “ขีดเส้นใต้” กันไว้นะครับ!
มาดูประโยคทองของร้านตู้คีบฯอีกชอท...
“...ตู้คีบตุ๊กตา หรือตู้คีบสินค้า มีวัตถุประสงค์เพื่อการขายสินค้า รวมทั้งให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน และเพิ่มทักษะระหว่างซื้อสินค้าเท่านั้น...”
ตอนท้ายในหนังสือ อันนี้อ่านแล้วปวดหนึบวิ่งลงไข่ดัน มันสรุปทุบเปรี้ยง แบบว่า ถามเอง เออเอง ด้วยว่า....
“.... ทางร้านเห็นว่า ขั้นตอนและวิธีการซื้อสินค้าของบริษัทฯ ดังกล่าว เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของตู้คีบตุ๊กตา ที่ไม่เข้าข่ายเป็นการพนัน เพราะไม่มีการแพ้ชนะกันได้ ระหว่างผู้เล่นกับเจ้าของเครื่อง ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๓๐๗.๑๐/ว ๘๐๓๘ ลงวันที่ 2 กันยายน 2568...”
คราวนี้ ลองมาดูหนังสือสั่งการ “พ่อเมืองชลบุรี” กันบ้าง!
เป็นหนังสือทางราชการ กึ่งกลางหน้ากระดาษด้านบนสุดตีตราครุฑ ระบุเลขที่ออกหนังสือ ที่ ชบ.๐๐๑๘.๑/๓๕๑๔๘ ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 แจ้งถึงเรื่อง การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการพนัน นำเรียนไปยัง...ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี
สิ่งที่ส่งมาด้วย สำเนาหนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท. ๐๓๐๗.๑๐/ว ๘๐๓๘ ลงวันที่ 2 กันยายน 2568
ด้วยกระทรวงมหาดไทยแจ้งว่า ตู้คีบตุ๊กตาเข้าข่ายเป็นเครื่องเล่นการพนันที่อยู่ในบัญชี ข. หมายเลข 28 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 มีวิธีการเล่น โดยผู้เล่นจะต้องแลกชิปหรือหยอดเหรียญ จากนั้นนำไปหยอดที่ช่อง หยอดเหรียญหรือชิป และจับคันโยกเลื่อนหาตำแหน่งเพื่อคีบตุ๊กตา
จากนั้นกดปุ่มเพื่อให้ที่คีบตุ๊กตา ปล่อยตุ๊กตาลงช่อง โดยการเล่นแต่ละครั้งผู้เล่นอาจจะได้หรือไม่ได้ตุ๊กตา แต่หากเครื่องเล่นข้างต้นสามารถให้ผู้เล่นเข้าเล่นด้วยวิธีการดังกล่าวได้ ก่อนจะหยอดเหรียญหรือก่อนชำระราคาครบตามที่กำหนด ก็ถือว่าเป็นการพนัน เพราะมีการแพ้ชนะกันได้ ระหว่างผู้เล่นกับเจ้าของเครื่อง
เว้นแต่ผู้เล่นชำระเงินไม่ครบตามที่กำหนด เครื่องเล่นข้างต้นสามารถคืนเงินที่ผู้เล่นชำระไปแล้วได้ทันทีโดยอัตโนมัติ หรือสแกน QR Code เพื่อคืนเงินทันทีทางบัตรสมาชิกโดยอัตโนมัติ ซึ่งการจัดให้มีการเล่นดังกล่าวต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตก่อนจึงจะเล่นได้
ย่อหน้าข้างบนนี้ ในหนังสือของท่านผู้ว่าฯนริศ นิรามัยวงศ์ ระบุไว้ว่า “เจ้าของตู้ ต้องคืนเงินที่ผู้เล่นจ่ายไปแล้วในทุกช่องทางได้ทันที” ซึ่งไปตรงกับเงื่อนไขของทางร้านที่ระบุอยู่ในข้อ 5 หนังสือหารือ นายอำเภอบางละมุง
พร้อมทิ้งท้ายด้วยประโยคทองเชือดคอ...
“.... ทางร้านเห็นว่า ขั้นตอนและวิธีการซื้อสินค้าของบริษัทฯ ดังกล่าว เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของตู้คีบตุ๊กตาที่ไม่เข้าข่ายเป็นการพนัน เพราะไม่มีการแพ้ชนะกันได้ ระหว่างผู้เล่นกับเจ้าของเครื่อง ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๓๐๗.๑๐/ว ๘๐๓๘ ลงวันที่ 2 กันยายน 2568...”
ร้านกำลังตะโกนฟ้องจักรวาลว่า...เมื่อมีการคืนเงิน ไม่มีใครได้ ไม่มีใครเสีย ไม่มีแพ้ ไม่มีชนะ วิน-วิน ด้วยกันทั้งคู่ ถือว่า เป็นตู้คีบตุ๊กตาที่ไม่เข้าข่ายเป็นการพนัน!!
อะพิโถ่! อะพิถัง! กะละมังสลัด! ตัดจบ“โมเมชั่น” ไปแบบมึนๆ!!
ถ้ามันใช่อย่างที่เอ็งว่ามา... สื่ออย่างข้า ก็จะไม่ขุดคุ้ยรื้อขยะโสโครก ที่มันเน่าเฟะอยู่ใต้พรม...ให้มันเมื่อยลูกตะโปด หรอกว่ะ!!
แต่เหลี่ยมทุกดอก แล้วบอก คีบเพื่อความบันเทิง เพิ่มทักษะ ระหว่างซื้อสินค้าเท่านั้น...” มันไม่ใช่
พอไม่ใช่ รายการ “ตีแสกหน้า”ฉุดกระชากลากไส้ ให้เห็นเล่ห์เพทุบาย ใช้วิธีหมกเม็ด...ก็ต้องขยำขยี้บี้รอยดำ-ด่าง ให้หลุดออกไปจากสังคมไทย
จำตรงที่บอกให้ “ขีดเส้นใต้”กันได้นะ!
ม่ะ...หาม "ตะแบงมาร"ขึ้นเขียง เรียงหน้าเข้ามาชำแหละแซะร่อง เงื่อนไขของร้าน การคืนเงิน?
ไปลองมาแล้ว ถึงได้รู้ว่า พอกดปุ่มเครื่องเติมเงินสดใส่การ์ดในร้าน มันจะขึ้นข้อความโชว์หราบนหน้าจอ อ่านดูมีด้วยกันทั้งหมด 11 ข้อ ด้านล่างของจอมีปุ่ม ให้กด ปฏิเสธ หรือ ยอมรับ
เนื้อหาสาระอยู่ในข้อ 7/7.1/7.2 ระบุว่า...
กรณีที่ชำระสินค้าครบตามวิธีการซื้อสินค้าในข้อ2 และข้อ3 แต่ได้รับสินค้าที่มีราคาสูงกว่ายอดเงินที่ต้องชำระลูกค้าต้องดำเนินการชำระเงินเพิ่มจากส่วนต่างของราคาสินค้า ณ จุดบริการ หรือ ต้องคืนสินค้า และรับเงินคืนตามมูลค่าที่ได้จ่ายไปจริง
มาดูไฮไลท์ เงื่อนไข “ บีบคอหอยลูกค้า ” อยู่ในข้อที่ 8-9 และ10...
ลูกค้าที่ได้ “ยกเลิกการซื้อสินค้า” หรือ “ขอรับเงินคืน” ลูกค้าจะได้รับเงินคืนในรูปแบบของ “Happy coin”ตามมูลค่าจำนวนของเงินที่ขอรับคืน ลูกค้าสามารถนำ“Happy coin” ไปใช้ในการเลือกซื้อสินค้าใดก็ได้ภายในร้าน ตามจำนวนราคาสินค้าที่ถูกกำหนด“Happy coin”ไว้
สำทับด้วยประโยค “ยาขมล้วงคอ” ปิดจบแบบจุกลิ้นปี่ สุดชีช้ำกล้ำกลืนฝืนอารมณ์
“ จำนวนของเงินที่ขอรับคืน 1 บาท มีมูลค่าเท่ากับ 1 Happy coin”
อ้าวววว... ไหนคุยน้ำลายแตกฟอง เขียนเป็นตุเป็นตะ ส่งสารไปถึงนายอำเภอ ว่า “คืนเงิน” แต่ไหงกลับจ่ายคืนเป็น Happy coin ไม่รู้ว่าคืออะไร ? แต่ยังไงมันก็ไม่ใช่ “เงิน” ตามที่เขียนไป สาธยายต่อนายอำเภอ
ยังงี้... คือเอกสารฉบับหมกเม็ด “ลับ ลวง พราง” บอกกล่าวอะไร “กั๊กไว้” ไม่หมดเปลือก นี่หว่า!!
เติมเงิน “สกุลบาท”เข้าไป พอคืนมา Happy coin เฉยเลย ถามจริงไอ้แฮปปี้คอร์นเนี้ยะ! มันเป็นสกุลเงินบนดาวดวงไหนในจักรวาล หรือ “เบี้ยนรก” จากอเวจีขุมไหน เหรอคะ?
เอาเป็นว่า พอคืนมาแล้ว คำถามเต็มหัว พาลูกเข้าร้านสะดวกซื้อ หรือ อยากได้ตะไบแคะเล็บตีนขบสักอัน “แฮปปี้ คอนด้อม” อุ๊ย!แฮปปี้คอร์น เหรียญแห่งความสุขของคุณอ่ะ จ่ายได้ไหม!
คืนแบบมัดมือชก ใช้จ่ายได้แค่ใน “ร้านสะดวกมึง”ร้านเดียว!เฮ้อ...
ตอนฟาดสวาปามยัดห่าเข้าไปเป็นเงินบาทพุงปลิ้น! เงินถูกต้องตามกฎหมายรัฐบาลเป็นประกัน พอเล่นแร่แปรสตางค์ ขย้อนคายกากคืน Happy coin
เงินของเด็กๆหายไปเข้ากระเป๋าของใครเอ่ย?
เพราะเหรียญ “แฮปปี้ คอร์น(ด้อม)” ไม่ใช่เงินตรา ที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
อย่างงี้เท่ากับว่า “มีคนได้เงิน!” กับ “มีคนเสียเงิน!” เงินวิ่งผ่านเครื่องจักรที่เรียกว่า “ตู้คีบตุ๊กตาไฟฟ้า”
เข้าข่าย “การพนัน”ป่ะล่ะ
ฉ้อฉลในกลเกมส์ ในเมื่อ “เงินบินไป เงินต้องบินกลับ” ถึงเรียกได้ว่า ไม่ใช่คนคดในข้อ งอในกระดูก
แหมมม! อะไรก็ไม่แสบทรวง เท่ากับไปโกหกคำโต กับผู้หลักผู้ใหญ่... เขียนหนังสือ “หมกเม็ด” ไปให้นายอำเภอบางละมุง ไม่รู้ว่าเป็นนายอำเภอคนก่อน หรือคนปัจจุบัน
หนังสือฉบับดังกล่าว ถ้าอำเภอมีการลงเลขรับเอกสารถูกต้อง ยังน่าจะอยู่บนที่ว่าการอำเภอ... ตรวจสอบยังไงก็เจอแน่!
ต้มยำน้ำใสนายอำเภอ “เปื่อยยุ่ย” ราดหน้าโปรยยาหอมทับดับกลิ่น คืนเงินทุกกรณี ไม่มีใครได้-ใครเสีย โยกเพื่อความบันเทิง เสริมทักษะ เปลี่ยนตู้คีบฯทรงแบดอุบาทว์ ให้มายืนเต๊ะจุ๊ย ฟากฝั่ง “ไม่เข้าข่ายการพนัน...”
ล่อหลอกเล่นเหลี่ยมเลี่ยงบาลี ลูบคมกันซึ่งหน้าอย่างนี้ ท่านผู้ว่าฯ เอายังไงดีครับ?!?
ช่วงต้นเดือนสิงหาคม ท่านผู้ว่าฯนริศ นิรามัยวงศ์ พ่อเมืองชลบุรี เพิ่งจะมาบางละมุง ประชุมมอบนโยบาย 7 มาตรการสำคัญไปหยกๆ ท่านสั่งกำชับกำชาหนักแน่น เรื่องการปฏิบัติหน้าที่แก่ฝ่ายปกครอง และตำรวจทุกโรงพักในพื้นที่จังหวัดชลบุรี
บิ๊กตำรวจ ผู้การฯจังหวัด พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ , นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง,นายอำเภอสัตหีบ, นายตำรวจยศสูงระดับพันตำรวจเอก ตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจ 23 แห่ง รวมทั้งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน มากันพรึบ
ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดฯ เน้นย้ำถึงการทำงานด้านความมั่นคง ปัญหาอาชญากรรม อาวุธปืน ยาเสพติด การพนัน และการรักษาความสงบเรียบร้อย ต้องร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง ฝ่ายปกครองกับตำรวจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันเหตุ ติดตามผู้กระทำผิด และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน
นั่งฟังกันหน้าสลอน ขานรับกันเสียงอื้ออึง!
เรื่องตู้คีบตุ๊กตาจำแลง แปลงกฎกติกาบ้านเมือง เป็น “กฎกติกู” เขียนหนังสือ “ล้อ”ไปกับคำสั่งพ่อเมือง เพื่อให้สวมเข้าง่ามพอดีเป๊ะ
ไม่ต้องสมองตรองไตร่ แค่ใช้หัวนิ้วโป้งเบื้องล่างคิด เล่นฟรี ใครไม่ได้ของในตู้ ทางร้านพร้อมคืนเงินทุกกรณี ไหนจะค่าซื้อตู้คีบฯ ค่าเช่าสถานที่,ค่าน้ำ-ค่าไฟ,ค่าลูกจ้าง ไหนยังจะต้องควักจ่าย “เบี้ยบ้ายรายทาง” อีกไม่รู้เท่าไหร่?
ทั้งที่มันมีราคาที่ต้องจ่ายสูงลิ่ว แต่กลับดู “ย้อนแย้ง”สิ้นดี สวนทางกับคำว่า “ธุรกิจ” แค่คิด “Ship-หาย” ก็ลอยมาแล้ว คำว่า “เจ๊งกะบ๊ง” เชือดหลอดลมขาดกระจุย ตั้งแต่ยังไม่ลงมือทำ!
หว่านพืช ไม่หวังผล ลงทุน ไม่หวังกำไร ขนาดกองทุนกู้ยืมฯเงินหลวง รัฐฯยังคิดดอกเบี้ย...
ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว “ของฟรีไม่มีในโลก! คือเรื่องจริง!
ตู้คีบตุ๊กตาไฟฟ้า 30-40 ตู้ ซื้อมาราคาค่างวดคงไม่เบา ทุ่มเงินก้อนโตมหาศาลขนาดนี้ จะมายอมให้เล่นแบบคีบแล้วไม่ได้ของ คืนเงินให้ไม่ต้องจ่ายสักสตางค์แดงเดียว
“อ้อยเข้าปากช้าง” ยอมง้างออกมาคืนให้ทุกบาททุกสลึง...
ฝ่ายปกครองบางละมุง...เชื่อไหม?
ตำรวจบางละมุงล่ะ...เชื่อป่าว?
หรือเชื่อว่าจริง ถึงไม่กล้าไปแตะต้อง ไม่กล้าแม้จะชายตาเมียงมอง ก็ว่ากันไป...
ขนาดชาวบ้านตาสีตาสา ขาแข้งก้าวไม่ค่อยทันโลก แค่มองปราดเดียว ยังรู้เลยว่า...มันไม่ใช่!
เอาแค่วาทะกรรมสวยหรู “คืนเงิน”เพื่อชุบร่างทองให้ตู้คีบตุ๊กตา หลุดพ้นคำว่า “การพนัน”ยัง“ร้อยลิ้นกะลาวน” ขุดหลุมพรางซ่อนไว้
หลอกล่อ ลูกเล็กเด็กโต คุณพ่อคุณแม่ ที่พลัดหลงเข้าไป เดินตก!
คำถามเดียวสั้นๆ ชาวบ้านคาใจ “มีอันใดฤา บดบังดวงตาท่าน” งั้นรึ!!
ถึงได้ “ป้อแป้!-ยักแย่ยักยัน!”กันอยู่ได้!
เป็นโล้เป็นพาย! เป็นโล้เป็นพาย! ยอมให้ถูกลูบคมกันอยู่ได้ อีกหน่อย เนื้อในสนิมกิน แถม "คมบิ่น!"เถืออะไรก็ไม่เข้า!
อั๋นพันดาว
#อั๋นพันดาว
#นายอนุทิน_ชาญวีรกุล
#นายอำเภอบางละมุง
#ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี
#สำนักงานตำรวจภูธรภาค2
#สถานีตำรวจภูธรบางละมุง
#กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย
#ชุดเฉพาะกิจกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย