ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ย้อนกลับ
ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและละอทกวิทยา กรมชลประทาน
02 ต.ค. 2569

       "น้ำ" นับเป็นปัจจัยสำคัญทั้งในการดำรงชีพ และขับเคลื่อนระบบนิเวศของโลก โดยปัจจุบัน มีความสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจด้วย ทั้งในภาค การเกษตรและอุตสาหกรรม ที่จะนำไปใช้ใน การชลประทานเพาะปลูกพืชผล เลี้ยงสัตว์ และ เป็นกระบวนการผลิตสินค้าหรือพลังงานไฟฟ้า ซึ่งแน่นอนย่อมมีความสำคัญยิ่งต่อประเทศไทย ที่เป็นประเทศเกษตรกรรม อย่างไรก็ตาม ที่ ผ่านมา เรามักพบกับปัญหาทั้งในด้าน น้ำหลาก และน้ำแล้งสลับกันไปมาในหลายพื้นที่ และ หน่วยงานหนึ่งที่เข้ามาดูแลจัดการในเรื่องนี้ก็คือ กรมชลประทาน ที่มีสำนักบริหารจัดการน้ำและ อุทกวิทยา เป็นแกนหลักในการจัดการ

       และก็ถือเป็นโอกาสอันดียิ่ง เมื่อ อปท.นิวส์ ได้รับเกียรติจาก คุณธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการ สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน ให้สัมภาษณ์ในหลายประเด็นด้วยกันที่เกี่ยวข้องกับ การบริหารจัดการน้ำในปีนี้

บทบาท-หน้าที่ สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา

  • Q-ผมขอเริ่มด้วยคำถามเรียบง่ายก่อน นะครับ คือ สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา

      หน้าที่ต้องดูแลอะไรบ้างครับ? ก็คือว่า สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา เป็นสำนักที่ดูภาพรวมของการบริหารจัดการน้ำของ กรมชลประทาน เริ่มตั้งแต่มีการศึกษาวิเคราะห์ ด้านการใช้น้ำของพืช รวมถึงการเก็บข้อมูลทาง ภาคสนาม เป็นข้อมูลทางด้านอุทกวิทยา ด้าน ระบบโทรมาตร ติดตามสถานการณ์น้ำในลำน้ำ ต่างๆ หลังจากได้ข้อมูลด้านพืช ข้อมูลด้านน้ำ ได้ ข้อมูลของอ่างเก็บน้ำที่เรามีระบบเก็บข้อมูลตรงนี้ ก็จะนำมาวิเคราะห์เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำ ของกรมชลประทาน โดยเฉพาะการบริหารของ อ่างเก็บน้ำต่างๆ จะเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ทั้งหมด 35 แห่งซึ่งเรามีการบริหารจัดการน้ำร่วมกับ กฟผ. (การไฟฟ้าฝ่ายผลิต) 10 แห่งด้วยกัน แล้วยังมี อ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้งหมดประมาณ 461 แห่ง
      ตรงนี้เราก็ได้มีการทำงานร่วมกับสำนักงาน ชลประทานที่ 1-17 ในการที่จะบริหารจัดการน้ำ อ่างเก็บน้ำ รวมถึงภาพรวมหลายลุ่มน้ำ ไม่ว่า จะเป็นลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำชีมูล ลุ่มน้ำชายฝั่ง ทะเลตะวันออกหรือ EEC เราก็เป็นเป็นตัวกลางใน การบริหารจัดการน้ำในเชิงลุ่มน้ำระหว่างสำนักงาน ชลประทาน ถือเป็นศูนย์กลางในการดูแลด้านการ บริหารจัดการน้ำ

      อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เป็นผู้ดูแลศูนย์ปฏิบัติการ น้ำอัจฉริยะ ซึ่งเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลต่างๆ ด้าน การบริหารจัดการน้ำ รวมไปถึงการวิเคราะห์เพื่อ การตัดสินใจของผู้บริหารในการบริหารจัดการน้ำ

 

 

 

แนวโน้มสถานการณ์น้ำปลายปี 2569

  • Q-อยากให้พูดสถานการณ์น้ำปลายปี 2569 นี้ ว่าแนวโน้มสภานการณ์น้ำจะเป็นอย่างไร และ ช่วงท้ายฤดูฝน กรมชลประทานเตรียมรับมือทั้ง ฝนหนักและน้ำหลากอย่างไร?

       ช่วงนี้ก็เป็นช่วงกลางๆ ของฤดูฝนแล้ว คือ การบริหารจัดการน้ำช่วงดูฝนเราเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 และก็จะมาสิ้นสุดประมาณ วันที่ 31 ตุลาคม 2569 โดยฤดูแล้งเราจะเริ่ม วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ในช่วงปลายฤดูฝน จะมีพื้นที่เสี่ยงแล้ง เพราะปริมาณฝนที่ตกของ ประเทศไทยตอนนี้ก็ตกบริเวณชายขอบของ ประเทศทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นแถวจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ จะเป็นลักษณะ พื้นที่ที่เป็นชายขอบ แล้วก็นครพนม สกลนคร ฝนจะตกในเขตนั้น ซึ่งตรงนี้ปริมาณฝนจากภาคเหนือ ก็จะลงมาที่ภาคกลาง แล้วก็ลงภาคใต้ในช่วงเดือน พฤศจิกายน 2569

       ฉะนั้น ในช่วงของการบริหารจัดการน้ำฤดูฝน สิ่งที่จะต้องดูแลก็คือเฝ้าระวังพื้นที่ที่เสี่ยง อุทกภัย ก็คงเป็นพื้นที่แถวภาคเหนือตอนบน แถวลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำวังเราก็ต้องมาดูว่าจะจัดการอย่างไร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องอ่างเก็บน้ำต่างๆ ก็ต้องกักเก็บน้ำให้ได้มาก ที่สุด ซึ่งเราก็ยืนยันว่า อ่างเก็บน้ำเรามีช่องว่าง พอที่จะกักเก็บน้ำได้ ส่วนที่เหลือก็เป็นเรื่องของ การบริหารจัดการน้ำในเชิงลุ่มน้ำ โดยใช้การ ชลประทานช่วยในการบริหารจัดการ ส่วนในพื้นที่อื่น ที่มีฝนน้อย เช่น แถวภาคกลาง หรืออีสานตอน ล่าง แถวจังหวัตนครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ตรงนี้ฝนยังน้อยอยู่ ซึ่งร่องฝนตอนนี้ อยู่ภาคเหนือ คือเดือนสิงหาคมอยู่ภาคเหนือ พอกันยายนก็จะลงมา ตรงนั้นก็คงเป็นการกักเก็บน้ำ ให้ได้มากที่สุด เพื่อรองรับฤดูแล้งที่จะมาถึงในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้

 

วิเคราะห์เหตุการณ์น้ำหลากที่ จ.น่าน สถานการณ์น้ำหลาก

  • Q-จากสถานการณ์น้ำหลากที่เกิดที่น่าน เป็นยังไงบ้างครับ?

       ที่น่านเกิดจากอิทธิพลของร่องมรสุมที่พาดผ่าน บริเวณภาคเหนือตอนบน และก็ไม่เฉพาะน่าน แต่ฝนตกทั้งที่ แพร่ พะเยา แถวเชียงใหม่ แล้วก็มาน่าน แถวอำเภอปัว บังเอิญฝนที่ตกตรงนี้ หนักที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน ปริมาณของฝนที่ตกนี่ ประมาณ 250 มิลลิเมตรต่อวัน แต่ถ้าเราลองสังเกตดู แล้ว ปริมาณ 250มิลลิเมตรต่อวัน มันแค่ 3-4 ชั่วโมง เอง ฉะนั้นความเข้มของฝนมันแรง จึงทำให้เกิด น้ำหลากในเขตอำเภอปัว จังหวัดน่าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่กระทบตัวเมืองน่านมากนัก แล้วก็มาที่เวียงสา ก็ไม่กระทบต่อชุมชนเมืองส่วนน้ำที่ท่วมจังหวัดน่าน ก็จะไหลลงเขื่อนสิริกิติ์ทั้งหมด

      เขื่อนสิริกิติ์จะเป็นที่ซับน้ำจากแม่น้ำน่าน โดยตรงโดยช่วงที่เกิดอุทกภัยก็มีน้ำเข้าเขื่อน 3-4 วัน ประมาณสัก 500 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเขื่อน รองรับได้ประมาณ 3 พันล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งก็ ถือว่ามีช่องว่างที่เพียงพอ ส่วนสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ ผมบอกว่าฝนตกนี่ ไม่ใช่แค่น่าน มีตกแถวพะเยา ตกแถวสุโขทัยด้วย ก็ทำให้มีปริมาณน้ำที่แม่น้ำยม จะสูงขึ้น เราก็ใช้ระบบชลประทาน ระบบระบายน้ำ โดยใช้ประตูระบายน้ำคลองหกบาท จากคลอง ผันน้ำลงน่าน จากแม่น้ำยมลงมาแม่น้ำน่านในการ บริหารจัดการ ซึ่งตรงนี้ก็ไม่กระทบต่อตัวเมืองก็สามารถบริหารจัดการได้ 

      แต่ตอนนี้เราก็ยังไม่ได้ยุตินะครับ เพราะว่ามัน ก็มีช่วงเวลาของฝน ก็คงต้องประมาณถึงต้นเดือน กันยายน ตอนนี้วันที่ 25 แล้ว อีกสัก 1 สัปดาห์หรือ ประมาณ 2 สัปตาห์ก็คงต้องติดตามใกล้ชิตอีก ครั้งหนึ่ง เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาคาตการณ์ว่า ช่วง สัปตาห์นี้ ตั้งแต่วันที่ 24 เป็นต้นไป ภาคเหนือจะ มากขึ้น แต่ก็มากขึ้นไม่เท่าที่เกิดอุทกภัยที่จังหวัดน่าน

 

 

ปริมาณน้ำต้นทุน-การรับมือภัยแล้ง

  • Q-กรมชลประทานมีแผนเก็บน้ำต้นทุนและ เตรียมรับมือความเสี่ยงฝนน้อยหรือเอลนีโญ อย่างไร เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับประชาชน และเกษตรกร?

      คือการบริหารน้ำจากเขื่อนที่เรามี คือหนึ่งเรา จะส่งน้ำเพื่อใช้เป็นหลัก โดยจะไม่มีการระบายน้ำ ทิ้ง โดยให้เกษตรกรที่จะเพาะปลูกในฤดูฝนใช้น้ำฝน เป็นหลัก แล้วก็ใช้ระบบชลประทานที่เรามีอยู่ กระจายน้ำออกไปให้มีการเพาะปลูกอย่างพอเพียง ในระบบที่เราส่งไป รวมถึงการผันน้ำเพื่อระบายน้ำ ด้วย แล้วก็อันที่สามก็เรื่องของการบรรเทา ภัยแล้งน้ำโดยใช้ระบบชลประทาน อันที่ 4 คือ ในช่วงปลายฤดูฝนก็ต้องกักเก็บน้ำให้มากที่สุด นี่เป็นมาตรการในช่วงถูฝนที่เราใช้บริหารจัดการ ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันจะเห็นว่า อ่างเก็บน้ำ ขนาดใหญ่ของเราทั้ง 35 แห่ง เรามีน้ำประมาณ ร่วมๆ 65% ซึ่งน้ำ 65% (ข้อมูลมูล ณ 25 สิงหาคม 2569) ถามว่าเยอะไหม ก็ไม่มากไม่น้อย ถือว่าก็ อยู่กลางๆ แต่ถ้าเกิดเราจะเจาะในเชิงรายละเอียดว่า ลุ่มน้ำไหนจะเก็บกักน้ำได้เท่าไหร่ เพราะน้ำเก็บกัก น้ำต้นทุน ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 จะมีผล ต่อการทำในทุกกิจกรรมในช่วงดูแล้ง ที่เริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 30 เมษายน ปี 2570

      ก็จากการที่เราวิเคราะห์แล้ว อย่างลุ่มน้ำเจ้าพระยา เราจะมี 4 เขื่อนหลักที่ใช้น้ำ ก็คือใช้จาก เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งอยู่แม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน แล้วก็เขื่อนป้าสักชลสิทธิ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแตน ซึ่ง 4 เขื่อนหลัก เราคาดการณ์ว่าจะมีน้ำ ประมาณสัก 70% รวมกันขึ้นไป ซึ่งเรามองว่าใน พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เป็นพื้นที่การเกษตรหลัก ซึ่งในช่วงนาปรังนี้ ปีหน้าก็อาจจะทำนาปรังได้ 45 ล้านไร่ แต่ถ้าเรามาดูด้านอีสานล่าง แถวๆ จังหวัด นครราชสีมา ซึ่งปัจจุบันใช้น้ำจากเขื่อนลำตะคอง ลำแชะ ลำพระเพลิง ซึ่งมีน้ำอยู่ประมาณ 30% เท่านั้นเองก็สามารถบริหารจัดการได้

      ส่วนของภาคใต้แถวจังหวัดเพชรบุรี ก็จะเป็น พวกเขื่อนแก่งกระจาน เชื่อนปราณบุรี เราตการณ์ ว่าจะมีน้ำประมาณรวมๆ 50% ซึ่งตรงนี้ก็เช่น เตียวกัน ก็คงเป็นพืชใช้น้ำน้อย นาปรังได้นิตหน่อย แล้วก็บางส่วนในเรื่องการอุปโภคบริโภค ประปา หัวหินไม่ขาดแน่นอน

      ในเขต EEC หรือลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นเขตจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ซึ่งเขต EEC เรามีการบริหารจัดการน้ำเป็นลักษณะ ของอ่างเก็บน้ำที่มีท่อผ่านน้ำซึ่งกันและกัน จะ เห็นว่าที่อ่างเก็บน้ำบางพระ ปัจจุบันเรามีน้ำอยู่ที่ ประมาณ 49% นะ ซึ่ง 49% ตรงนี้ (ข้อมูล ณ 25 สิงหาคม 2569) เราจะมีการผันน้ำจากบางปะกงมา เติมบางพระอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้อ่างเก็บน้ำได้มาก ที่สุด ผันน้ำจากส่วนเกินมาเติมอ่างเก็บน้ำ นอกจาก ฝนที่ตกในอ่างแล้ว ก็จะทำให้ได้น้ำมากขึ้นเพื่อใช้ใน ฤดูฝน ก็จะมีเวลาดำเนินการสัก 2 เดือนอย่างเต็มที่

      ส่วนอ่างเก็บน้ำในเขตของจังหวัตระยองเอง คือ อ่างเก็บน้ำประแสร์ เราก็เริ่มมีการผันน้ำจากคลอง สะพาน ตอนนี้น้ำที่เหลือที่ฝนตกมันเหมือนระบาย ทิ้งทะเล ก็ต้องสูบน้ำจากคลองบางโตนดมาเดิม อ่างเก็บน้ำประแสร์ จากประแสร์มาเดิมน้ำ คลองใหญ่ หนองปลาไหล ซึ่งเราคาดการณ์ว่า ถ้า มีการทำอย่างต่อเนื่องที่ที่น้ำมากมาอยู่ที่ที่ที่ดกน้อย ในเขต EEC เราก็คาตการณ์ว่า ถ้าเกิดดำเนินการ เช่นนี้ต่อไปก็คิดว่าในช่วงแล้งนี้ก็จะไม่ขาดแคลน เช่นเตียวกัน

 


 

การบริหารจัดการน้ำ ในเขตและนอกเขตชลประทาน

  • Q-เกี่ยวกับพื้นที่ในเขตชลประทานกับนอกเขต ชลประทานมีการบริหารจัดกานน้ำเป็นอย่างไรครับ ?

      คืออย่างนี้ครับ ในประเทศไทยมีพื้นที่เกษตร พื้นที่ป่ารวมกันใน 150ล้านไร่เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ ในการพัฒนาชลประทานเพียง60ล้านไร่แล้วก็ตอนนี้ เราพัฒนาไปแล้วประมาณ 30 ล้านไร่ ฉะนั้น น้ำที่มี เขื่อนมีน้ำต้นทุนในตัว30ล้านไร่เราสามารถชัปพอร์ต ได้เต็มที่อยู่แล้ว ส่วนในเรื่องของพื้นที่อื่นๆ ที่เขาเรียกพื้นที่รับประโยชน์จากน้ำชลประทาน ก็คือที่เราระบายน้ำมาลงมาในระดับน้ำธรรมชาติ และผ่านไปยังพื้นที่ชลประทาน ผู้ที่ใช้น้ำระหว่างทาง ก็จะใช้น้ำจากน้ำที่ปล่อยมาจากเขื่อน เช่น เราระบายน้ำจากแม่น้ำปิงลงมา จากเชื่อนภูมิพล ภูมิพลลงสู่แม่น้ำปิง ช่วงระหว่างทางแม่น้ำปิ้งก็จะ มีประชาชนหรือเกษตรกรระหว่างทางก็จะได้รับ อานิสงส์จากน้ำไปใช้เพื่อการเกษตร บางส่วนก็นำ ไปใช้เพื่อบริโภคด้วย

      ซึ่งตรงนี้เรามองว่า ที่ไหนมีแหล่งน้ำต้นทุนและการขาดแคลน แต่ที่เป็นห่วงคือ พื้นที่ที่ใช้น้ำจาก แหล่งน้ำธรรมชาติเลยตรงๆ เช่น พวกห้วย หนอง คลอง บึงต่างๆ ที่รับน้ำฝนและเก็บไว้ในฤดูฝน ในช่วงเตือนกุมภาพันธ์-มีนาคม มีสิทธิ์ที่จะน้อยลง เรื่อยๆ และตรงนี้ก็อาจจะขาดแคลนน้ำ ในช่วงของกลางๆ เดือนมีนาคม เมษายน ซึ่งตรงนี้ ก็ต้องบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานนะ ระหว่างกรมชลประทานจากหน่วยงานในท้องถิ่น ในการที่ช่วยเหลือต้านเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ เครื่องสูบน้ำจากแหล่งหนึ่งไปอีกแหล่งหนึ่ง ได้ไหม หรือรถบรรทุกน้ำช่วยในการเสริมในพื้นที่ การเกษตรบางจุดได้ไหม สวนทุเรียนแถวจันทบุรี ที่อยู่ไกลๆ ไม่อยู่ใกล้แหล่งน้ำจะมีการช่วยเหลือ อย่างไร แต่ประจวบคีรีขันธ์ในพื้นที่ที่อยู่ไกลๆ แหล่งน้ำธรรมชาติหมด จะต้องตำเนินการอย่างไร ตรงนี้ครับก็ต้องมีการบูรณาการร่วมกันระหว่าง กรมชลประทานกับทางจังหวัด

 

การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

  • Q-การบริหารน้ำต้องอาศัยความร่วมมือจาก ทุกฝ่าย ประชาชน เกษตรกร และท้องถิ่น จะช่วย กันดูแลและใช้น้ำอย่างไร พร้อมฝากประชาชน เพื่อให้ผ่านช่วงปลายปีไปด้วยกัน ?

      คือตอนนี้ทางรัฐบาลเอง ก็มีสำนักงาน ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้นายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานที่คุมนโยบายหลักในการบริหาร จัดการน้ำในฤดูฝน รวมถึงในภาพรวมของประเทศ ซึ่งก็มี 9 มาตรการฤดูฝนออกมาว่าจะต้องทำอะไร บ้าง กรมชลประทานเองก็เข้ามาตำเนินการทั้ง 9 มาตรการ โดยมาตรการหลักๆ และที่สำคัญเป็น พวกกักเก็บน้ำให้มากที่สุด ชี้เป้าจุดเสี่ยงและการ ขาดแคลนน้ำหรือพื้นที่เสี่ยงภัยเนื่องจากน้ำ แล้ว ก็อาคารชลประทานพร้อมใช้งาน ซึ่งตรงนี้เราก็ ดำเนินการเตรียมความพร้อมทั้งหมดในฤดูฝน อยู่แล้ว ก็คาดว่าเราจะสามารถกักเก็บน้ำได้เต็ม ศักยภาพเท่าที่ฝนลงมาให้มากที่สุด

      สำหรับการใช้น้ำในฤดูแล้งนี้ก็คงต้องมีการ บริหารจัดการน้ำโดยใช้ระดับความสำคัญ ก็ต้อง มีการเรียงลำตับความสำคัญให้ชัตเจน คือ หนึ่ง ด้านอุปโภคบริโภคต้องไม่ขาด ระบบนิเวศต้อง ไม่เกิดการน้ำเสีย น้ำเค็ม การเกษตรในพื้นที่ไหน ถ้าเกิดไม่สามารถที่จะทำนาปรังได้ ก็ต้องปลูกพืช ใช้น้ำน้อย และต้านอุตสาหกรรมเรื่องอื่นๆ ก็ต้องไม่ขาด เช่นเตียวกัน เช่น EEC เอง ก็ต้องไม่ขาด และอีก ประการหนึ่ง เราก็ต้องสำรองน้ำส่วนหนึ่งไว้ด้นฤดูฝน ด้วย คือนอกจากเราจัดการน้ำในช่วงของเตือน พฤศจิกายน 2569 ถึง เมษายน 2570 แล้ว เราต้องเผื่อเดือนพฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม ด้วย ในกรณีถ้าฝนไม่สม่ำเสมอหรือฝนทิ้งช่วงฉะนั้น ก็ต้องมีการบริหารจัดการแบบ 9 เตือน และใน ฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง ส่วนปลายฤดูนี้ก็คงต้อง กักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด

     สำหรับในเรื่องการบริหารจัตการน้ำ ตอนนี้ หน่วยงานภาครัฐมีการบูรณาการกันอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ก็อยากให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ประการแรกคือ ขอให้ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการในเรื่องของสถานการณ์น้ำในแต่ละที่ เพราะในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน จะเห็นว่าบางพื้นที่น้ำท่วม บางพื้นที่น้ำแล้ง ฉะนั้น ขอให้รู้ว่าท่านอยู่ตรงไหน สถานการณ์น้ำ ในพื้นที่ของท่านเป็นอย่างไร และหลังจากนั้นท่าน ก็สามารถเข้ามาแชร์กับเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ได้ ในการที่จะมาจัดการน้ำร่วมกัน สามารถ เสนอแนะแนวทางการจัดการะหว่างฤดูกาลว่า จะตำเนินการอย่างไร ช่วยเหลือตรงไหนอย่างไร ปัญหาเกิดตรงไหน กรมชลประทานจะเข้าไปช่วยได้ อย่างไร ก็ขอให้มาแชร์กับกรมชลประทานในเรื่อง การบริหารจัดการน้ำ แล้วถ้าเกิดท่านอาจจะอยากทราบว่าน้ำจะเป็น ยังไง ท่านติดต่อเจ้าหน้าที่ในพื้นที่แล้ว ท่านอาจจะ อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่านั้น ท่านก็สามารถโทรไป 1460 ได้ เป็นสายด่วนของกรมชลประทาน ในการที่รับเรื่องราวด้านการบริหารจัดการน้ำ

 

 

ความปลอดภัยของเขื่อน

  • Q-พูดถึงความแข็งแรงของเขื่อนเป็นอย่างไร และมีการดูแลอย่างไร ?

       ในการตรวจสอบอาคารชลประทานโดยเฉพาะ เขื่อนกักเก็บน้ำ คือจะมีอยู่ 2 แบบ อย่างประเภท เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิต์ เขื่อนแควน้อย เขื่อน กักเก็บน้ำ อย่างส่วนกลางก็จะมีส่วนปลอดภัยเขื่อน ดูแลในภาพรวม มอนิเตอร์ว่าเขื่อนเป็นอย่างไร ใน แต่ละภูมิภาคก็จะมีสำนักงานชลประทานภูมิภาค 1-17 ก็จะมีฝ่ายปลอดภัยเขื่อนขึ้นตรงกับสำนักงาน ชลประทานนั้นๆ ในการที่จะตูในระดับพื้นที่อีกที หนึ่ง และมีการตรวจสภาพเขื่อนเป็นประจำ เราก็ มั่นใจในเขื่อนที่กรมชลประทานดูแล ส่วนในเรื่อง ของความพร้อมของอาคารชลประทาน นอกจาก มีเขื่อนกักเก็บน้ำแล้ว ก็จะมีเขื่อนทตน้ำ เช่น เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนพระราม 6 เขื่อนแม่กลอง ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ หรือประตูน้ำ ปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ตรงนี้เราก็มี การตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีความพร้อม ใช้งาน โดยเฉพาะในเรื่องการที่จะบรรเทาอุทกภัย แล้วก็ในช่วงปลายฤดูต้องมีการปิดเพื่อกักเก็บน้ำ ไว้ใช้ในฤดูแล้ง

 

ความคีบหน้า อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด

  • Q-เกี่ยวกับเรื่องอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เป็นอย่างไรครับ ?

       คือเรื่องนี้ได้ผ่าน ครม.แล้วในการเปิด โครงการ ต่อไปก็เป็นช่วงของการขออนุญาตใช้ พื้นที่ กรมป้าไม้กับกรมอุทยานฯ ก็อยู่ในช่วงว่าจะ ใช้พื้นที่ขนาตไหนอย่างไร จะเป็นความจุที่เท่าไหร่ เราเสนอไปที่ความจุขนาต 99.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ของอัตราส่วนการเก็บน้ำแต่กรมอุทยานฯก็พยายาม จะลดพื้นที่น้ำท่วมป่า คือในลุ่มน้ำคลองวังโตนด จะมีอ่างเก็บน้ำย่อยๆ อยู่ 4 แคว ก็มีอยู่อ่างเดียว เส้นเดียวที่ยังไม่มีอ่างเก็บน้ำก็คือคลองวังโตนด คือถ้าเกิดมีขึ้นก็จะทำให้น้ำในลุ่มน้ำคลองโตนต ซึ่งเป็นลูกน้ำย่อยของลูกน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก EEC มีน้ำที่มั่นคง หมายถึงฤดูแล้งสามารถ เปิดน้ำลงมาใช้ได้

 

 

ข้อมูล-เทคโนโลยี-รู้ทันน้ำ

  • Q-อีกคำถามหนึ่งครับ คือ ข้อมูล-เทคโนโลยี- รู้ทันน้ำ วันนี้กรมชลประทานนำข้อมูลและ เทคโนโลยีมาใช้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างไร เพื่อให้รู้เร็ว วางแผนเร็ว และช่วยประชาชนได้ ทันเวลา ?

      คือตอนนี้กรมชลประทานเองมีระบบโทรมาตร ที่ใช้ติดตามสถานการณ์น้ำ โทรมาตรหมายถึงว่า เรามีสถานีวัดน้ำในพื้นที่ วัตน้ำในอ่างเก็บน้ำ วัดน้ำในลำน้ำ เราก็จะเก็บสถิติข้อมูลปริมาณน้ำ ที่ไหลในลำน้ำ และมีการรายงานข้อมูลแบบ เรียลไทม์ เป็นรายงานทุก 15 นาที หลังจากเรา ได้ข้อมูลในการติดตามสถานการณ์น้ำแล้ว เราก็ นำมาวิเคราะห์ว่า แนวโน้มจะเป็นอย่างไร เช่น เมื่อสัปดาห์ที่แล้วฝนตกที่อำเภอปัว เราก็ดูว่า สถานีน้ำเราที่ N1 อำเภอเมืองน่าน มันจะล้น ตลิ่งหรือเปล่า เราก็ใช้ระบบโทรมาตรนี่แหละครับ ติดตามสถานการณ์และคาดการณ์ว่าน้ำจะสูง เท่าไหร่ เราก็ไปจัดการได้ เราต้องเสริมการพัฒนา อย่างไร จะต้องมีการป้องกันอย่างไร อย่างลุ่มน้ำยม ฝนตกที่แพร่ ที่น่าน แล้วก็ลงมาที่สุโขทัย เราก็ คาตการณ์ว่าน้ำจะมาสุโขทัยเท่าไหร่ น้ำจะมาถึง กี่โมง สูงขึ้นอีกเท่าไหร่ ปริมาณเท่าไหร่ ตรงนี้แหละครับเพื่อใช้ในการบริหารจัดการ เมื่อเรา ประเมินได้เราก็สามารถทำสมดุลน้ำได้ว่า เราควร ระบายเท่าไหร่เพื่อให้กักเก็บน้ำได้เต็มพอดี โดย ไม่ระบายให้เกิดอุทกภัยด้านล่าง และจุดหนึ่งที่ เป็นเทคโนโลยีเราใช้ติดตามข้อมูลสถานการณ์ นำมาสู่การวิเคราะห์และดัดสินใจในการบริหาร จัดการกักเก็บน้ำและระบายน้ำนั่นเอง

 

 

 

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 1-15 ตุลาคม 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
02 ต.ค. 2569
"น้ำ" นับเป็นปัจจัยสำคัญทั้งในการดำรงชีพ และขับเคลื่อนระบบนิเวศของโลก โดยปัจจุบัน มีความสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจด้วย ทั้งในภาค การเกษตรและอุตสาหกรรม ที่จะนำไปใช้ใน การชลประทานเพาะปลูกพืชผล เลี้ยงสัตว์ และ เป็นกระบวนการผลิตสินค้าหรือพลังงานไฟฟ้า ซึ่งแน่...