อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก 487
การศึกษานับเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศและพัฒนาบุคลากรของประเทศ สถาบันการศึกษาจึงเป็นประตูบานสำคัญที่จะส่งผ่านบุคคลเข้าสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ และที่สำคัญยิ่งก็คือบุคคลที่จะเข้ามานั่งบริหารสถาบันการศึกษานั้นๆ ให้มีคุณภาพ โดย 1 ในผู้บริหารสถาบันการศึกษา ที่ อปท.นิวส์ อยากจะขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านได้มารู้จักในฉบับนี้ก็คือ “ศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยศศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว ที่หากส่องลงไปถึงประสบการร์ของชีวิตแล้ว จะพบว่า อธิการบดีท่านนี้ ผ่านมาจากสายธรรมะ- พุทธศาสนา มาทั้งชีวิต ก่อนเข้ามานั่งบริหารสถาบันการศึกษาที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้
Q – ปัจจุบันอาจารย์อายุเท่าไหร่ครับ
59 ปี ครับ และแม้ปีหน้าอายุ 60 ปี แต่ก็ต้องอยู่ทำหน้าที่ให้จนครบวาระ 4 ปี ก็อายุ 63 ปี
Q - พื้นเพ บ้านเกิด อาจารย์เป็นคนจังหวัดไหน และคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างไรครับ
เป็นคนอำเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลก ครับ คุณแม่ก็เป็นคนค้าขายปกติ คุณพ่อเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง พี่น้องก็มีพี่ชาย 2 ผู้หญิง 2 ผมเป็นคนกลาง พออายุ 12 ปี คุณพ่อก็เสียไป ผมก็บวชเป็นเณรอยู่พักหนึ่ง แล้วกลับมาเรียนจนจบ มัธยม 1 ที่โรงเรียนจ่านกร้อง ที่พิษณุโลก ตอนนั้นรู้สึกว่าชีวิตมันขาดอะไรไป ก็ตัดสินใจมาบวชภาคฤดูร้อน แล้มาจำวัดที่วัดเพลงวิปัสสนา แถวฝั่งธน กรุงเทพฯ ก็บวชยาวมาเลย ระหว่างนั้นก็เข้าเรียนสายปริยัติธรรม เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) จนจบปริญญาตรี สาขามนุษยศาสตร์ มาเรียนต่อที่อินเดียจบปริญญาโท สาขาสังคมวิทยา จากนั้นก็สึกจากพระ ได้ทุนรัฐบาลอินเดียเพื่อมาเรียนต่อปริญญาเอก สาขาสังคมวิทยา จนจบที่อินเดียเช่นเดียวกัน จากนั้นก็เข้ามาเป็นอาจารย์ที่ มศว ภาควิชาสังคมวิทยา ตั้งแต่ปี 2541 ตอนนั้นอายุก็ 31 ปี
Q - ตอนเข้ามาอยู่ มศว เป็นอย่างไรบ้างครับ
ผมก็ได้รับโอกาสเข้ามาเป็นอาจารย์ที่ มศว ก็เริ่มไต่เต้ามาตั้งแต่เป็นอาจารย์สอนวิชาสังคมวิทยาเบื้องต้น จากนั้นประมาณ 4 ปี ก็ได้เลื่อนมาเป็นหัวหน้าภาค จากนั้นประมาณ 3 ปี ก็มาเป็นรองคณบดี จากนั้นก็คณบดีว่างลงมีการสรรหา ผมก็ได้รับการเลือกเข้ามาเป็นคณบดี ก็เป็นอยู่ 2 สมัย 8 ปี พอหมดวาระ สักปี 63 ก็ถูกเชิญจากท่านอดีตอธิการบดี มศว ขณะนั้น ให้มาเป็นรองอธิการบดี ก็เป็นรองอธิการบดีอยู่ 4 ปี แล้วพอท่านอธิการบดีขณะนั้น ครบวาระ 2 สมัย ก็มีการเสนอตัวเป็นอธิการบดี 2 ท่าน แล้วผมก็ได้รับการสรรหา ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหามาเป็นอธิการบดีปีกว่าแล้ว
Q -ชีวิตตอนเรียนมาทางธรรมะกับเมื่อมาเรียนตอนเป็นฆารวาส มีความแตกต่างกันมากไหมครับ
ชีวิตเราต้องมีการปรับตัว คือตอนเรียนในสมณเพศ เราก็เรียนมา 2 สายนะ ในสายธรรมะ ก็มีนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก แล้วผมก็เรียนศึกษาผู้ใหญ่ด้วยนะ เพื่อเทียบชั้น เพราะไม่งั้นไม่ทัน ม.1 ถึง ม. 6 ใช้เรียนแบบระบบการศึกษาผู้ใหญ่ เพื่อให้ได้ ม.6 เพื่อมาต่อ ตอนนั้นก็เรียนร่วมกันกับสายปริญัติธรรม ก็เรียนวิชาการทั่วไปหมดครับเรียนสายสังคมศาสตร์ เรียนวิชาความรู้คล้ายๆ ทั่วไป แต่ว่าทางธรรมเราก็เรียนหลักธรรม ก็ถือว่าได้เปรียบนะ เพราะว่าผมก็อยู่ในในความสงบร่มเย็น อยู่ในวัด แล้วก็อยู่วัดวิปัสสนาด้วย ก็เรียนรู้การวิปัสสนา เรียนรู้หลักธรรมการดำเนินชีวิต พร้อมการเรียนทางโลกไปด้วย
พอเรียนมหาจุฬาฯ ก็จะเรียนทางโลกไปด้วย ก็ถือว่าได้เปรียบเพราะได้เรียนหลักคิดหลักธรรมะภาคปฏิบัติ เรียนวิชาปรัชญาชีวิต ปรัชญาทั่วไป เรียนวิชาพุทธศาสนา เรียนวิชาทางสังคมศาสตร์ เป็นวิชาทางจิตวิทยาสังคม อะไรพวกนี้ ก็จะเรียนพื้นฐาน ดังนั้น ผมก็จะได้เปรียบคนอื่นในแง่ของการที่มีหลักคิดในเชิงการใช้ชีวิต ในเชิงเข้าใจชีวิต เพราะเราเป็นพระ เราก็สามารถปฏิบัติธรรม แล้วก็เทศน์สอนธรรมได้ด้วย ในช่วงที่เป็นพระหนุ่ม
แล้วก็ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยจุฬาฯ เขาเรียกว่าออกโครงการ คือช่วงที่ปิดเทอมมหาจุฬาฯ อย่างหนึ่งคือทำโครงการไปช่วยเหลือคนในชุมชน ผมก็ไปต่างจังหวัด 2 เดือน 3 เดือน เมื่อมีโอกาสสอนนู่นสอนนี่อะไรต่างๆ ก็จะมีโอกาสนำหลักคิดหลักธรรมไปช่วยสอนคน วิถีชีวิตผมมันไม่เหมือนวัยรุ่นทั่วๆ ไป ผมไม่ได้อยู่กับการท่องเที่ยวตามผับตามบาร์ ไม่มีแนวนั้น แนวผมก็จะเป็นแนวพระที่บวชมาตั้งแต่เด็ก อยู่กับพระอาจารย์ อยู่กับญาติโยมที่เขาเคารพศรัทธาเรา ก็จะมีความเป็นตัวตน แต่ผมเป็นคนปรับตัวเป็น ความคิดต้องสอนคน การเรียนจริยธรรมในการใช้ชีวิต การมีหลักธรรม การมีหลักคิดบาปบุณคุณโทษอะไรอย่างนี้
Q - มีอะไรเป็นพิเศษหรือแรงดลบันดาลใจอะไร อาจารย์ถึงเลือกเดินทางเข้าสู่การเรียนสายธรรมะก่อนในเบื้องต้น
ตอนนั้นก็เคยคิดสึกไปเรียนทั่วๆ ไปนะ แต่พอเข้ามาทางนี้แล้วรู้สึกมีความสุขมากกว่า อาจจะเป็นเพราะคุณพ่อเสียเมื่อแต่ยังเด็กส่วนหนึ่ง แล้วพอมาบวชภาคฤดูร้อนแล้วรู้สึกมีความสุข แล้วก็มีความรู้สึกสนใจธรรมะแล้ว แล้วถ้าย้อนกลับไปก็อาจไม่ทันเพื่อนแล้ว และก็มีช่องทางใหม่ๆ ด้วย ก็คิดว่าเราก็มีความก้าวหน้าต่อไปได้ ได้ใช้ชีวิตที่อิสระ แล้วก็เป็นวิถีชีวิตที่เห็นว่ามีความสุขมากกว่า มีความสุขในการศึกษาธรรมะ ศึกษาวิปัสสนา หาโอกาสยากกับการเป็นฆราวาสทั่วไป
ผมก็น่าจะคล้ายกับพระทั่วไปที่เป็นพระนักเทศน์ต่างๆ นะ คือถ้าผมบวชอยู่จนถึงปัจจุบัน ผมอาจจะก้าวหน้าไประดับหนึ่ง แต่เผอิญว่าในช่วงนั้นวิถีมันเปลี่ยน ผมก็สึก สึกหาลาเพศมา ตอนมาเรียนนักเรียนทุนก็ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท พอมาเป็นผู้บริหารเราก็จะรอบคอบมองอะไรได้รอบด้าน
Q – จากที่ได้เรียนมาได้ธรรมะ แล้วพอได้มาเป็นอาจารย์สอนที่ มศว ได้นำธรรมะเหล่านั้นมาผสมผสานการเรียนการสอนอย่างไร
คือผมคิดว่าตอนที่ผมได้เป็นอาจารย์ การได้เปรียบของผมก็คือ อาจจะไม่ใช่คำว่าได้เปรียบนะ คือมันทำให้ผมมีวิธีสอนอาจมีความหลากหลายมากในมิติของการเชื่อมโยงความรู้คู่คุณธรรม คือผมสามารถดึงความรู้ที่จะสอนเด็กนี่มาใส่หลักธรรม เพราะผมได้เปรียบ ผมเรียนรู้หลักธรรม แล้วเวลาเอามาใส่ ผมก็สามารถยกตัวอย่างพระไตรปิฎกบ้างอะไรบ้างอย่างนี้ ไม่เหมือนคนอื่น เด๋กจะมีความสนใจชอบเรียน และผมก็จะเป็นคนยกตัวอย่างอะไรที่มันเป็นประเด็นทางสังคมเอาเข้ามาเสริมกับมิติทางกุศโลบายในการครองใจคน อย่างเช่น พรหมวิหาร 4 อิทธิบาท 4 อะไรพวกนี้ เอามาใส่ให้เด็ก แต่ไม่ใช่ว่าเอาธรรมะมาสอนเลย เป็นพระมาเทศน์อย่างนั้นไม่ใช่เลย
วิชาที่ผมสอนมีความสอดคล้องกับหลักของสังคมหลักและดำเนินชีวิตด้วย ผมก็จะเอาหลักของวิชาการนั่นแหละเอามาใส่ เช่น สมมุติว่าทฤษฎีทางทางสังคมวิทยาฝรั่งก็พูดอย่างนี้ แต่ว่าวิถีของปรัชญาอริสโตเติ้ลพูดอย่างนี้ พระพุทธเจ้าเจ้าจะมีแนวนี้ ในหนังสือไม่มี แต่ผมจะมาเสริมให้เขาใส่เข้าไปด้วยว่า หลักของพระพุทธเจ้าก็จะมีนะ การดำรงตนที่ดีมีอยู่กี่อย่าง มรรคมีองค์ 8 มีอะไรบ้าง เสริมเข้ามา แต่เราก็จะยึดหลักวิชาการที่เด็กเขาเรียนที่จะต้องนำไปสอบอะไร แต่ว่าหลักที่เราเสริมเข้ามา คือหลักที่เรามีความรู้ลึกซึ้งในช่วงที่เราบวชเรียน เอามาเสริมเข้ามาตอนเรียน แต่ส่วนวิชาการที่เขามีอยู่แล้วก็สอนไปตามหลักการหลักคิดทั่วไป
Q - มองอย่างไรกับการพัฒนาการศึกษาของไทยกับสังคมไทยในปัจจุบัน
คือระบบ เอาเป็นว่าพูดถึงสังคมก่อน คือสังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่ค่อยหนักแน่น คือหมายถึงว่า เชื่อง่าย แล้วก็ไม่ค่อย อันนี้ภาพใหญ่ก่อนนะ ที่เราเห็นตามสื่อนะ คือตรรกะคือเหตุและผล และเชื่อง่าย เมื่อเชื่อง่ายหรือมีความหนักแน่นไม่เพียงพอ ความเชื่อมันคืออารมณ์ อารมณ์มันจะหวั่นไหวไป อย่างเช่น เขาถกเถียงกันเรื่องนี้ คนในสังคมส่วนใหญ่ก็จะเขียนด่าเลย ไม่พอใจในอารมณ์ ด่าเลย แล้วก็ช่วงมีประเด็นเรื่องการเมืองบ้าง ประเด็นเรื่องของดราม่านู่นนี่นั่นอย่างนี้ คนที่เขาขาดหลัก เขาจะไวมากเลย แล้วก็อันตรายต่อตัวเขาในแง่ของการที่เกิดการฟ้องร้อง เกิดการทำลาย กรณีการเมืองก็จะเห็นว่ามันมี 2 ฝั่ง 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นสังคมที่อันตรายมากในช่วงนั้น
สังคมของบ้านเราเป็นสังคมที่ผมเคยไปเห็นเมืองนอกเขาจะไม่มีหรอก อยู่ๆ ไปนั่งเขียนด่าคนโน้นคนนี้ แล้วก็ไปนั่งขอขมา ขึ้นโรงขึ้นศาลกัน ของเขาจะยากมาก น้อยมาก เขาจะมองเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องมุมมองของแต่ละคน ทีนี้ระบบการศึกษาบ้านเรา เนื่องด้วยเป็นระบบที่เราลอกเขามาเป็นระดับชั้น ซึ่งจริงๆ แล้วควรจะต้องมีการแยกเด็กแยกบางส่วน ที่เป็นเด็กที่เขามีความเป็นจีเนียส ผมคิดว่าเราควรมีการปฏิรูปว่า ทำไมเด็กไม่มีความก้าวหน้าได้กันหมด เช่น เราเรียน ป.1- ป.6 , ม.1-ม.6 12 ปี มันน่าจะมีการทดลองกันใหม่ เพราะเราทำมาเกือบจะ 1 หรือเกือบ 100 ปีแล้ว ทำไมสิงคโปร์ถึงไปได้ไกลกว่า ทำไมจีนซินหัวเข้าไปไกล มาเลเซียก็พูดภาษาอังกฤษได้กันเกือบทั้งเยาวชนแล้ว ของเราทำไมรั้งท้ายในด้านภาษา ด้านอะไรต่างๆ
ระบบการเรียนของเรานี่ ผมไม่แน่ใจว่า มันเป็นระบบที่เรายังไม่มีการปฏิรูปที่ดีพอไหม แล้วก็กระทรวงศึกษาธิการที่สร้างเด็กต้นน้ำ ผมคิดว่าใครก็ได้ที่เป็นรัฐมนตรีก็จะต้องถึงนโยบายว่าจะให้เข้าถึงกับเด็กชายขอบได้อย่างไร ผมคิดว่าโรงเรียนไม่ควรเหลื่อมล้ำในช่วงต้นน้ำ คือตั้งแต่อนุบาลถึง ป.6 ควรจะเท่าเทียมกัน เพราะเด็กเหล่านี้คือเด็กต้นน้ำสำคัญมาก แต่ของเรากลายเป็นว่า โรงเรียนบางแห่งมีเด็ก 10 กว่าคนอยู่ต่างจังหวัด ไม่ได้ยุบรวมไม่อะไรต่างๆ ซึ่งผมก็เคยให้ความเห็นว่าควรเข้ามาพูดคุยอย่างจริงจัง จะปฏิรูป เอารูปแบบของประเทศที่เขาเจริญก้าวหน้าแล้วมาดูไหม หลายประเทศก็มีการปรับเปลี่ยนแล้ว รูปแบบการเรียนก็วัดแววเลยนะอัจฉริยะขึ้นมาเลย อันนี้ก็ต้องเป็นนโยบายของภาครัฐ
อยากให้มีความจริงใจกับการศึกษาของบ้านเรา ไม่งั้นก็น่าเป็นห่วง คือเศรษฐกิจมันก็เรื่องหนึ่ง แต่คุณภาพของคนนั้นสำคัญกว่า อย่างสิงคโปร์เขาถือว่าคุณภาพของคนนั้นสำคัญที่สุด เศรษฐกิจเขาพังก็ยังไม่เป็นไร เพราะถ้าคนมีคุณภาพแล้วทุกอย่างก็ไปได้หมด ผมว่าระบบการศึกษาบ้านเรานี่ เอาแค่โรงเรียนดีเด่นดังคนก็อยากเข้ามาก โรงเรียนก็กระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพฯนี่แหละ ดูแล้วก็ต้องปฏิรูปกันขนานใหญ่ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ ระเบียบ ระบบ ความคิด ด่านกฏหมาย ด่านนู่นด่านนี่ คนทำก็ท้อเสร็จก็กลับมาจุดเดิม ไม่ได้นำมาปรับปรุง
Q - จากประสบการณ์ที่ผ่านมา อาจารย์ได้นำมาปรับปรุงที่ มศว อย่างไรบ้าง
คือ พอผมมาเป็นอธิการบดี ผมมีนโยบาย LOVES คือ ตัว L ก็คือ Learning คือผมเน้นวิชาการมาอันดับ 1 หลักสูตรอินเตอร์ต้องมีทุกคณะ การฝึกงานเด็กควรจะต้องมีเกือบทุกหลักสูตร งานวิจัยต้องลง scopus เด็กต้องมีโอกาสเป็นอาจารย์ได้ ถ้าเขาอยากจะเป็นอาจารย์ ก็เลยมีโครงการ 1 Faculty 1 Teacher เด็กก็จบปริญญาตรีแล้วมีแววดี ส่งไปเรียนต่างประเทศโท เอก กลับมาเป็นอาจารย์เลย ใช้งบประมาณมหาวิทยาลัย
O – Opportunity โอกาสนี่ ผมก็ให้โอกาสเด็กมีโอกาสเด็กพิการ จาก 20 คนก็เพิ่มเป็น 40 คน แล้วผมจะเพิ่มเป็น 100 คนในสมัยที่ผมเป็นอธิการบดี เพิ่มเป็นเด็กพิการเข้ามาแล้วดูแลเขาอย่างดี เด็กด้อยโอกาสทางสังคม ที่เชียงใหม่เรามีโรงเรียนแม่แจ่ม มีเด็กมีเด็กชายขอบ คือเด็กพื้นถิ่น หรือเด็กชาวเขา เรามี 130 กว่าคนมาเรียน เราส่งเรียนหมด 100% มีหอพักอะไรให้อยู่หมด ตรงนี้ก็ส่วนหนึ่งที่ เราดูแลเรามีโครงการทำเพื่อสังคมต่างๆ ดังนั้น โอกาสผู้สูงอายุ โอกาสของบุคลากรเรื่องสวัสดิการ โอกาสเรื่องของเด็กพื้นถิ่น เด็กพิการ ซึ่งก็จะดูแลเขาอย่างมีคุณภาพ ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนะ
V - Value added เราจะเพิ่มพื้นที่ของเราให้หามีรายได้เพิ่ม เพราะว่าเรามีรายได้แค่ค่าเทอมของเด็ก แล้วรายได้ก็น้อย เรามีโรงพยาบาล 2 แห่ง มีเตียงประมาณ 800 เตียง โรงพยาบาลทันตกรรมด้วย เป็นรายได้ส่วนหนึ่งของส่วนงานของเขา มหาวิทยาลัยเองก็ต้องหารายได้เพิ่ม แต่รายได้ทั้งหมดนี้ต้องตกเป็นไปของการดูแลคุณภาพพื้นที่การเรียนการสอน ให้ทุนเด็ก ปีหนึ่ง 100 กว่าล้าน แล้วก็ให้เด็กมีโอกาสไปแข่งขันต่างประเทศได้ ครูบาอาจารย์เองเราก็มีงบประมาณให้อาจารย์ไปนำเสนองานวิจัยระดับต่างประเทศได้
มีการสร้างมูลค่าเพิ่มของเด็ก คุณภาพของครู คุณภาพของห้องเรียน คุณภาพของพื้นที่ การที่เราจะสร้างมาตรฐานพื้นที่ให้เหมือนกันระหว่างที่กรุงเทพฯ กับองครักษ์ สระแก้ว จังหวัดตาก แล้วก็จังหวัดเชียงใหม่ เราต้องใช้งบประมาณ เรามี 4 campus นะครับ เราก็ต้องสร้างมูลค่าเพิ่ม อาจารย์ก็ต้อง upskill reskill อยู่ตรงไหนที่เราเห็นว่า upskill reskill ไม่ค่อยดีก็ต้องออกระเบียบเพิ่มเติมขึ้น บางทีอาจารย์ก็เป็นปัญหากับมหาวิทยาลัยในแง่ของ ranking ด้วย
ตัวต่อมาคือ E- Environment สิ่งแวดล้อมต้องดี อย่างตึกนี่ต้องติดเลขหมาย ต้องติด จากเมื่อก่อนไม่มี คือถ้าไม่ติดเลขมันจำไม่ได้หรอก ตึกไหนเป็นถึงไหน ก็ต้องให้เห็นจากหน้ามหาวิทยาลัยเลยว่า มาตึก 14 นะ มาตึก 15 นะ มหาวิทยาลัยเราใหญ่นะ กว่า 100 ไร่ ใจกลางกรุงเทพฯ ทั้งหมดนี้ก็ต้องก็ต้องเกิดจากการพูดคุยพูดคุยกับทีมงาน ดังนั้น ในวิธีคิดการบริหารงานตัว environment นี่ เราจะตั้งใจให้เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว Green university คาร์บอนเครดิต รวมไปถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อมห้องเรียนต่างๆ
สุดท้ายคือ S-Social Engagement ที่กำลังทำอยู่ก็คือ 1 Faculty 1 community คือเราให้คณะทุกคณ ต้องใช้งบประมาณ 3% ของงบรายได้ไปทำโครงการเพื่อสังคมให้สังคมยั่งยืน เป้าหมาย 21 คณะก็ต้องหา 21 ชุมชน One community ดังนั้น ทุกวันนี้ทุกคนก็มานำเสนอว่า คณะนี้ไปทำเรื่องไหนมาเสนอให้ผมอธิการกับท่านนายกสภาฝ่ายก็จะเป็นโครงการเพื่อสังคม ปัจจุบันเรามีทั้งหมด 21 คณะ มี 13 หน่วยงาน นักศึกษาทั้งตรี โท เอก 33,000 คน แล้วมีนักเรียนสาธิต 4 แห่ง อีกประมาณ 13,000 คน อาจารย์ 2,000 คน บุคลากรอีกประมาณ 5,000 บาทครับ โรงพยาบาล 3 แห่ง สเกลเราใหญ่มาก
Q - อาจารย์ใช้ปรัชญาการบริหารงานอย่างไรบ้าง
สื่อสารที่ดี 2. ก็คือเรื่องของ Set Go เป้าหมายที่ชัดเจน ประการที่ 3 คือ connect the dots คือต้องมีมิตรภาพที่ดีกับทุกคน มีมิตรภาพใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ เจอเพื่อนใหม่ก็ต้องไป Connect ไว้ แล้วก็ 4. positive mindset คิดบวก 5. self confidence มีคือผมได้เอาเป็นหลักมาให้ มศว ได้ตระหนักในพฤติกรรม 7 ข้อ สำหรับผมก็ใช้หลัก “ความรู้คู่คุณธรรม” เป็นหลักทั่วไป เรามีความรู้แล้ว เราก็ควรคนมีคุณธรรมด้วย ส่วนประชาคม มศว ทั้งนิสิตนักศึกษาแล้วก็บุคลากรทั่วไปคือ 7 ข้อ 1. คือ Good Communication การความเชื่อมั่นในตัวเองในทุกมิติ 6. humble คือพฤติกรรมที่ต้องอ่อนน้อมถ่อมตนเรามาจากสายครูก็ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน และท้ายสุดคือ 7. trust มีความน่าเชื่อถือ ก็จะเป็นเรื่องของคนตรงเวลา รักษาคำพูดอะไรพวกนี้ ก็อยากให้การเรียนการสอนในคณะก็ว่าไปทางวิชาการ แต่หลัก 7 ข้อนี้ ผมพยายามปลูกฝังให้นิสิตนักศึกษา และก็ต้องมีเป้าหมาย
Q – เคยคิดไหมครับว่าหลังหมดหน้าที่ อธิบการบดีฯ แล้ว จะทำอะไรต่อ
จริงๆ แล้วเคยมีความใฝ่ฝันว่า หมดตำแหน่งหน้าที่การงานก็อยากไปเปิดพื้นที่อบรมคนให้เป็นคนดี ผมเคยพาท่านผู้บริหารรวมท่านอาจารย์ไปปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธิกสมาคมกันเสมอๆ ผมก็เลยคิดว่า จะเปิดพื้นที่ที่เรามี คือไม่ต้องเป็นพระ ในการพูดสอนให้คนเป็นคนดี เราไม่ได้สอนเองนะ ก็เชิญพระมาสอน เป็นพื้นที่ที่เรามีให้กับคนที่สนใจหลักคิดมุมมอง ผมว่าน่าจะได้บุญกุศลดี ก็คืออันนี้เป็นความฝัน ทำแบบเรียบง่ายลงทุนไม่เยอะ ผมว่ามันน่าจะมีความสุข สอง คนที่เข้ามาร่วมปฏิบัติธรรมด้วยก็น่าจะมีความสุข
Q – สุดท้ายจะฝากอะไรกับสังคมบ้างครับ
ก็อยากจะฝากสังคมไว้สัก 3-4 อย่าง ผมอยากให้คนในสังคมมีเป้าหมายที่ดี ผมคิดว่าเป้าหมายของชีวิตเรานี่สำคัญมาก เราเกิดมาครั้งเดียว ดังนั้น เป้าหมายต้องเป็นเป้าหมายที่ดูแล้วเราสามารถมีจุดยืนอย่างมีความสุขด้วย ก็คือผมอยากให้ทุกคนมีครอบครัวที่ดี สุขภาพเองก็ต้องดูแล อยากให้สังคมเป็นสังคมที่มีเหตุมีผล สังคมไม่ใช่รับดราม่าง่ายๆแล้วผมคิดว่าอยากให้เราทำงานกับมืออาชีพ
ข้อที่สอง อยากให้ทุกคนมีวินัย โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ ต้องเป็นคนมีหลักคิด มีการวางแผนจะทำอะไร ห่วงเด็กสมัยนี้มาก ขาดความรับผิดชอบ สมัยผมถ้าไม่มีวินัยคงมาไม่ถึงขณะนี้ ไม่ใช่ห่วงทุกคนนะ ก็ห่วงเป็นบางคน ผมอยากให้ทุกคนมีความคิดในเชิงบวกเยอะๆ คืออย่ามองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป โลกนี้เป็นโลกที่น่าอยู่ โลกนี้เป็นโรคของการที่ เหมือนกับเต๋า หยินหยาง ในดีมีเสียในเสียมีดี ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ โลกวันนี้คือเป็นโลกที่ผมคิดว่า เราต้องเข้าใจมัน บางคนนี่ก็แค่โลกมาก บางคนที่อ่อนแอ บางคนก็แพ้ไปเลย พากันไป เด็กผู้ชายไปยิงปู่ย่าอะไรอย่างนี้ ซึ่งมันเรื่องที่น่ากลัว ถ้าเราเป็นคนสอนลูกให้คิดลบอะไรแย่ลงแย่หมด
ข้อสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากในสังคมก็คือ เรื่องของการเป็นคน เราอยากให้ทุกคนที่เห็นอกเห็นใจคน โดยเฉพาะผู้นำในองค์กร เห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมงาน เห็นอกเห็นใจน้องๆ เห็นอกเห็นใจคนด้อยโอกาสทางสังคม สนใจคนที่เขาไม่มีเขาเป็น no one เช่น แม่บ้าน รปภ. คนที่เขา no one ผมก็คิดว่าคนที่เป็นผู้นำองค์กรทุกคน ต้องเป็นผู้นำทั้งหลักการแล้วก็จูงใจ ไม่ใช่เราเป็นผู้นำเฉพาะมีอำนาจ และเป็นผู้นำที่ดีก็ต้องเป็นผู้นำที่นำเขาด้วยความดี แต่ต้องมีความศรัทธาไปด้วย มันจะมีคุณภาพมากขึ้น