ผลลัพธ์ของโครงการจึงมีอย่างน้อยสามระดับพร้อมกัน คือ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และบุคลากร
และบุคลากรอาจเป็นผลตอบแทนที่มีคุณค่าที่สุดในระยะยาว เพราะเมื่อภารกิจหนึ่งสิ้นสุดลง ความรู้และประสบการณ์จะยังคงอยู่ และสามารถถ่ายทอดไปสู่ภารกิจต่อไปได้
จากวงโคจร สู่พื้นผิว และไกลกว่าดวงจันทร์
เมื่อมองภาพรวม MATCH จึงไม่ควรถูกมองเป็นจุดหมายปลายทาง แต่เป็นหนึ่งในหมุดหมายของเส้นทางที่ยาวกว่านั้น
จากงานศึกษารังสีคอสมิกบนโลกและในบรรยากาศ สู่การมีเครื่องมือบน Chang’e-7 เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมของอนุภาครอบดวงจันทร์
จากนั้นต่อยอดไปสู่ ALIGN บน Chang’e-8 เพื่อศึกษานิวตรอน รังสี และสภาพแวดล้อมบนพื้นผิวดวงจันทร์ ซึ่งเชื่อมโยงทั้งการค้นหาน้ำและความปลอดภัยของการสำรวจดวงจันทร์โดยมนุษย์
และในอนาคต นักวิจัยไทยยังมองไปถึงโอกาสนำเครื่องมือไปศึกษาวัตถุอื่นในระบบสุริยะ
ความสำคัญของเส้นทางนี้จึงไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า “ประเทศไทยจะไปดวงจันทร์ได้เร็วแค่ไหน” เพียงอย่างเดียว
แต่อยู่ที่ว่า ในทุกภารกิจที่ไทยมีโอกาสเข้าร่วม เราสามารถเก็บเกี่ยวองค์ความรู้ สร้างคน พัฒนาเทคโนโลยี และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศขึ้นมาได้มากเพียงใด
เพราะท้ายที่สุด การเดินทางสู่อวกาศอาจไม่ได้เริ่มต้นจากจรวดลำใหญ่ที่สุด
แต่อาจเริ่มต้นจากเครื่องมือชิ้นเล็ก ๆ ที่พิสูจน์ว่า นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทยสามารถสร้างเทคโนโลยีของตัวเอง และนำอุปกรณ์วิทยาศาสตร์นี้ออกไปทำงานนอกโลกไกลถึงดวงจันทร์เกือบ 400,000 กิโลเมตรได้จริง
ภาพ-ข่าว มณีนาถ อ่อนพรรณา เมื่อเหวินชาง มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) สาธารณรัฐประชาชนจีน