การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) โชว์ความพร้อม “Smart Park” นิคมอุตสาหกรรมสีเขียวต้นแบบมุ่งสู่คาร์บอนต่ำ ดันโครงการท่าเรืออุตสาหกรรม “มาบตาพุด เฟส 3” คืบหน้าตามแผน พร้อมเปิดผลงานแกร่งรอบ 9 เดือนปี 69 เสริมทัพด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลอัจฉริยะ เร่งสปีดดึงดูดเม็ดเงินลงทุน FDI ทะยานสู่ศูนย์กลางแห่งอนาคต
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม Smart Park ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC อำเภอเมือง จังหวัดระยองบนพื้นที่รวมกว่า 1,383.76 ไร่ (แบ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม 621.55 ไร่) ได้รับการพัฒนาให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ (Smart & Green Industry) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยขณะนี้งานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลัก ไม่ว่าจะเป็นถนน ระบบประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบไฟฟ้า และระบบสื่อสารใต้ดิน ได้ดำเนินการแล้วเสร็จสมบูรณ์ 100% พร้อมรองรับการเข้ามาตั้งฐานการผลิตของผู้ประกอบการทันที ในมิติข้อมูลเชิงพาณิชย์ ปัจจุบันมีพื้นที่อุตสาหกรรมให้เช่าแล้ว 70.45 ไร่ และมีพื้นที่จองรวม 106.37 ไร่ (คงเหลือให้เช่า 551.10 ไร่)

พร้อมกันนี้ กนอ. ได้ออกประกาศ กนอ. ที่ 46/2569 กำหนดมาตรการส่งเสริมการเช่าที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม Smart Park เพื่อเร่งรัดการลงทุน โดยมอบสิทธิพิเศษยกเว้นค่าเช่าที่ดิน 2 ปีแรก (นับจากวันทำสัญญา) และยกเว้นค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวก 2 ปีแรก (นับจากวันที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อประกอบกิจการ) พร้อมกันนี้ นิคมอุตสาหกรรม Smart Park ยังมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) โดยอาคารสำนักงานนิคมฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียว (TREES-NC) ระดับ Platinum ด้วยคะแนน 61 คะแนน และนำปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกมาใช้ในงานก่อสร้างเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม - กันยายน 2569) กนอ.สามารถกวาดยอดขายพื้นที่รวมได้ประมาณ 6,000 ไร่ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นกลุ่มของนักลงทุนต่างชาติที่มีศักยภาพสูง ตอบโจทย์การดำเนินนโยบาย FDI (Foreign Direct Investment) หรือ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
สำหรับ 5 อันดับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนสูงสุด (ปี 2569)
1. กิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรม
2. ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์
3. อุตสาหกรรมอาหาร
4. ผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์รวมทั้งการซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์
5. เคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี
และสัญชาติที่มีการลงทุนสูงสุด
1. สิงคโปร์ (Singapore)
2. ไทย (Thailand)
3. ฮ่องกง (Hong Kong)
4. สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)
5. เนเธอร์แลนด์ (Netherlands)
6. จีน (China)
พร้อมกันนี้ กนอ.ยังได้ยกระดับบทบาทสู่การเป็น “FDI Acceleration Platform”เต็มรูปแบบ ด้วยการนำเทคโนโลยีระบบบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าและการขายแบบบูรณาการ (Salesforce และ AI Agentforce) เข้ามาขับเคลื่อน เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนสามารถค้นหาข้อมูลเปรียบเทียบแปลงที่ดินผ่านระบบ GIS รองรับการใช้งานถึง 4 ภาษา (ไทย, อังกฤษ, จีน, ญี่ปุ่น) ตลอด 24 ชั่วโมง และเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ e-PP และ SAP เพื่อออกสัญญาและใบอนุญาตได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และปลอดภัยตามมาตรฐานสากล (ISO/IEC 27001 และ GDPR)
“กนอ. จะยังคงเดินหน้ายกระดับการบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรมทุกแห่งด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และมาตรฐานสากล ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อผลักดันให้พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป”ผู้ว่าการ กนอ. กล่าว

สำหรับโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 55,400 ล้านบาท เพิ่มขีดความสามารถในการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยในส่วนของช่วงที่ 1 งานโครงสร้างพื้นฐาน (การขุดลอกและถมทะเล 1,000 ไร่) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด (GMTP) ได้แล้วเสร็จและส่งมอบพื้นที่ พร้อมได้รับการรับรองจาก กนอ. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ เอกชนคู่สัญญาได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างท่าเรือก๊าซ (ในพื้นที่แปลง B) ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 และจากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 พบว่า ความคืบหน้าการก่อสร้างมีความก้าวหน้าไปแล้วถึง 33.53 % สำหรับการดำเนินงานช่วงที่ 2
ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ท่าเรือสินค้าเหลว (แปลง A) ขนาด 200 ไร่ และพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมด้านพลังงานหรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (แปลง C) ขนาด 150 ไร่ รวมเป็น 350 ไร่นั้น กนอ. ได้ทบทวนและปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้นำเสนอขอความเห็นชอบเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินโครงการจากรูปแบบ PPP เป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 ซึ่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายอนุทิน ชาญวีรกุล) ในฐานะประธาน กพอ. ได้ลงนามในหนังสือถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และปัจจุบันได้รวบรวมบรรจุเป็นวาระเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 แล้ว
