รัฐบาลห่วงสุขภาพประชาชนพื้นที่น้ำท่วม “พัฒนา” กำชับเฝ้าระวังโรค–ภัยสุขภาพ ย้ำเลี่ยงลุยน้ำหากไม่จำเป็น ระวังไฟดูด–ไฟฟ้าช็อต พร้อมเปิดสายด่วนสาธารณสุขช่วยเหลือประชาชน
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลห่วงใยสุขภาพประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้กำชับหน่วยงานในสังกัดติดตามและดูแลผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมให้กรมควบคุมโรคประชาสัมพันธ์คำแนะนำในการป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วม โดยเฉพาะประชาชนที่จำเป็นต้องเดินลุยน้ำหรือสัมผัสน้ำท่วมเป็นเวลานาน เนื่องจากน้ำท่วมอาจปนเปื้อนเชื้อโรคและสิ่งสกปรก รวมถึงต้องระมัดระวังอันตรายจากระบบไฟฟ้าในพื้นที่น้ำท่วม
นางสาวลลิดา กล่าวว่า โรคและภัยสุขภาพสำคัญที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคฉี่หนู โรคระบบทางเดินอาหาร กลุ่มอาการทางผิวหนังและตาอักเสบ โรคสุกใส และโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร โดยประชาชนควรรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ดื่มน้ำสะอาด ล้างมือบ่อย ๆ รักษาความสะอาดร่างกาย หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรก และป้องกันยุงกัด โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ
สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องเดินลุยน้ำ ขอให้สวมรองเท้าบูทหรือรองเท้าหุ้มสูง หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าในน้ำท่วม หลังสัมผัสน้ำควรล้างเท้าและร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที พร้อมเช็ดให้แห้ง หากมีบาดแผลควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วม และหากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง ผื่น ตาแดง ท้องเสียต่อเนื่อง หรือหายใจลำบาก ควรรีบพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังอันตรายจากไฟดูดและไฟฟ้าช็อต โดยตรวจสอบและปลดอุปกรณ์ไฟฟ้า ตัดกระแสไฟฟ้าภายในบ้านก่อนที่น้ำจะท่วมถึง และไม่สัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้าขณะที่ตัวเปียก รวมถึงหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีสายไฟ เสาไฟ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่อยู่ในน้ำ
นายพัฒนา ยังแนะนำให้ประชาชนเตรียมของใช้จำเป็นสำหรับสถานการณ์น้ำท่วม ได้แก่ น้ำดื่ม อาหารแห้ง ไฟฉายและแบตเตอรี่ ยาและอุปกรณ์การแพทย์ โดยเฉพาะยาประจำตัว อุปกรณ์กันน้ำ เอกสารสำคัญ และเครื่องมือสื่อสาร เพื่อให้สามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้ในกรณีที่การเดินทางหรือการเข้าถึงบริการได้รับผลกระทบ
“ช่วงน้ำท่วมสิ่งที่ต้องระวังไม่ได้มีเพียงระดับน้ำ แต่ยังมีโรคและภัยสุขภาพที่อาจตามมา ทั้งจากการสัมผัสน้ำสกปรก อาหารและน้ำที่ไม่สะอาด ตลอดจนอันตรายจากระบบไฟฟ้า รัฐบาลจึงขอให้ประชาชนดูแลสุขอนามัย หลีกเลี่ยงการลุยน้ำหากไม่จำเป็น เตรียมยาและของใช้จำเป็นไว้ให้พร้อม และหากมีอาการผิดปกติให้รีบติดต่อสถานพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้าน” นางสาวลลิดา กล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้จัดระบบสนับสนุนด้านการแพทย์และสาธารณสุขในพื้นที่ประสบภัย โดยประชาชนสามารถขอความช่วยเหลือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินผ่านสายด่วน 1669 สอบถามโรคและภัยสุขภาพที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 และสายด่วนสุขภาพจิต 1323 นอกจากนี้ กรณีต้องการความช่วยเหลือด้านอื่น สามารถติดต่อสายด่วนกรมอุตุนิยมวิทยา 1182 การไฟฟ้านครหลวง 1130 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 1129 สายด่วนรัฐบาล 1111 แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย 191 แจ้งเหตุประปาขัดข้อง 1125 และสายด่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 1784