นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงทิศทางการปรับปรุงโครงสร้างกำลังพลภาครัฐว่าได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ไปเร่งสำรวจและเร่งแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนของหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม
โดย ก.พ.ร.ได้รายงานถึงการวางแนวทางปรับปรุงโครงสร้าง โดยใช้โมเดล “1 จังหวัด 1 สำนักงาน” โดยรวมหน่วยงานที่มีภารกิจทับซ้อนกันไว้ด้วยกัน เป็นแนวทางที่จะนำมาใช้ในอนาคต
ยกตัวอย่างสำเร็จจากกระทรวงพาณิชย์ ที่ตั้งเป็นพาณิชย์จังหวัด จากเดิมที่เคยมีคนจาก 10 กรมลงประจำจังหวัดถึง 10 คน ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นตำแหน่งพาณิชย์จังหวัดเพียง 1 สำนักงาน ใช้เจ้าหน้าที่เพียง 2-3 คน แต่มีการพัฒนาทักษะให้สามารถปฏิบัติงานแทนกันได้ทุกภารกิจ
“ข้าราชการหรืออัตรากำลังข้าราชการในส่วนภูมิภาคจำเป็นต้องปรับลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยทิศทางจะไม่มีการตั้งเพิ่มอีกต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนกันอย่างมาก อีกทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถเข้ามากำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะแต่ละส่วนราชการต่างคนต่างทำงานโดยไม่ขึ้นตรงหรือรายงานต่อผู้ว่าฯ”
นายปกรณ์ กล่าวย้ำว่า ทิศทางอัตรากำลังภาครัฐจากนี้ต้องไม่มีการตั้งเพิ่ม มีแต่ทรงกับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากไม่เริ่มปรับลดและจัดระเบียบตั้งแต่วันนี้ ภาระงบประมาณด้านบุคลากรจะสั่งสมจนกลายเป็นภาระหนักในอนาคต
ดังนั้น ยุทธศาสตร์ใหม่จึงกำหนดให้ข้าราชการและหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในระดับภูมิภาคต้องเข้ามาร่วมทำงานขึ้นตรงและอยู่ในการบริหารของผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพ และลดความซ้ำซ้อนในการทำงานและสั่งการ รวมทั้งลดภาระงบประมาณในอนาคต
ด้าน น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. กล่าวว่า ปัจจุบันอัตรากำลังข้าราชการในระดับภูมิภาคมีความซ้ำซ้อนด้านภารกิจสูงถึงประมาณ 80% ซึ่งในส่วนนี้ทำให้รัฐบาลต้องเข้าไปทบทวนถึงความจำเป็นและรูปแบบการทำงานในพื้นที่ภูมิภาคและจังหวัดไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน เพื่อลดภาระงบประมาณในอนาคต
“ตอนนี้ในจังหวัดขนาดใหญ่ เช่น จังหวัดนครราชสีมา มีการตั้งหัวหน้าส่วนราชการไปประจำในพื้นที่กันมาก พอผู้ว่าฯเรียกประชุมทีมีหัวหน้าส่วนราชการมาร่วมประชุมถึง 200 หน่วยงาน ซึ่งเห็นถึงความซ้ำซ้อน แล้วการสั่งการโดยผู้ว่าฯให้ทำงานแบบบูรณาการร่วมกันก็ยากซึ่งต้องมีการปรับปรุง ลดความซ้ำซ้อนในส่วนนี้”
สำหรับการจัดสรรอัตรากำลังในระดับจังหวัดจะพิจารณาจากบริบทความจำเป็นของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก เช่น จังหวัดที่ไม่ติดทะเลก็ไม่จำเป็นต้องมีสำนักงานประมงจังหวัด ส่วนกรณีหน่วยงานที่มีพื้นที่ดูแลเฉพาะและคาบเกี่ยวหลายจังหวัด เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่ครอบคลุม 4 จังหวัด ก็จะได้รับการยกเว้นให้บริหารตามเขตพื้นที่แต่ต้องไม่ตั้งตำแหน่งซ้ำซ้อนเกินจำเป็น”
น.ส.อ้อนฟ้า กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับมาตรการปรับลดกำลังคนภาครัฐยืนยันว่ามติ ครม. ไม่ได้เป็นการเลิกจ้างข้าราชการออกแต่จะใช้โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) และมาตรการเกษียณแล้วตัด หรือยุบเลิกตำแหน่ง โดยจะไม่บรรจุคนใหม่ทดแทนในตำแหน่งซ้ำซ้อนที่เกษียณภายใน 5 ปีนี้
นอกจากนี้ จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ประมวลผลงานธุรการและคำนวณอัตรากำลังอิงตามปริมาณธุรกรรม (Transaction) จริงในแต่ละโต๊ะทำงาน โดยก่อนหน้านี้ได้กำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ จัดทำแผนปรับปรุงโครงสร้างส่งกลับมายัง ก.พ.ร. ภายใน 6 เดือนตามมติ ครม.ที่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ และจากนั้น ก.พ.ร.จะมีการวางแผนในการทำงานร่วมกับแต่ละหน่วยงานอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม การคำนวณอัตรากำลังคนภาครัฐ ต่อไปต้องอิงตามปริมาณธุรกรรมจริงในแต่ละโต๊ะทำงานด้วย หากโต๊ะใดมีปริมาณธุรกรรมต่ำ ให้เปลี่ยนไปใช้ระบบดิจิทัลและ AI หรือให้เจ้าหน้าที่โต๊ะข้างเคียงปฏิบัติงานแทน เพื่อลดค่าใช้จ่ายประจำและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐได้