วันนี้ (5 ตุลาคม 2569) เวลา 18.00 น. นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาวิกฤติอุทกภัย เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและวางแผนบริหารจัดการน้ำ โดยมีนายฐนันดร์ สุทธิพิศาล นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พร้อมประชุมผ่านระบบ Video Conference ไปยังโครงการชลประทานในพื้นที่ต่าง ๆ
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เน้นย้ำให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างรอบคอบและสมดุล โดยต้องนำข้อมูลหลายด้านมาประกอบการตัดสินใจ ทั้งปริมาณฝนที่คาดการณ์ล่วงหน้า ปริมาณน้ำที่จะไหลลงอ่างเก็บน้ำ และระดับน้ำด้านท้ายเขื่อน เพื่อให้สามารถวางแผนการระบายน้ำได้เหมาะสม ไม่เร่งระบายจนส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมพื้นที่รองรับน้ำไว้ให้เพียงพอ หากมีฝนตกเพิ่มและมีน้ำไหลเข้าอ่างในปริมาณมาก
พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน โดยเฉพาะปริมาณฝนและแนวโน้มของน้ำที่จะไหลลงพื้นที่ตอนล่าง หากสถานการณ์เปลี่ยนต้องสามารถปรับแผนการระบายน้ำได้ทันที เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำสอดคล้องกับสถานการณ์จริง และลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังติดตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการข้อมูลและบริหารจัดการน้ำไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะข้อมูลพยากรณ์ฝน ปริมาณน้ำเหนือ การระบายน้ำ และระดับน้ำทะเล เพื่อให้การวางแผนรับมือและการแจ้งเตือนประชาชนเป็นไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกับสถานการณ์จริง
ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำชับกรมชลประทานให้บริหารจัดการน้ำโดยยึดความเดือดร้อนของประชาชนเป็นสำคัญ โดยพื้นที่ไหนยังมีน้ำท่วมขังให้เร่งระบายน้ำ พร้อมระดมเครื่องจักร เครื่องมือ และเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้ทันที เพื่อบรรเทาผลกระทบให้ได้มากที่สุด
สำหรับสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา วันนี้ (5 ต.ค. 69) ยังคงระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากปริมาณน้ำเหนือเขื่อนยังอยู่ในเกณฑ์มาก โดยเมื่อเวลา 18.00 น. ระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ +17.05 ม.รทก. กรมชลประทานจะคงการระบายน้ำในระดับดังกล่าวไปก่อน จนกว่าระดับน้ำเหนือเขื่อนจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ +16.50 ม.รทก. ขณะเดียวกันยังต้องจับตาฝนในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง แม่น้ำสะแกกรัง รวมถึงแม่น้ำยม ซึ่งยังมีโอกาสเกิดฝนตกเพิ่มและอาจทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงมาสมทบอีก การระบายน้ำจึงต้องดูทั้งปริมาณน้ำที่กำลังมาและสถานการณ์ด้านท้ายเขื่อนควบคู่กัน เพื่อไม่ให้การระบายเพิ่มภาระกับพื้นที่ท้ายน้ำเกินความจำเป็น
ส่วนลุ่มน้ำป่าสักยังต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด โดยเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีน้ำเก็บกักประมาณ 957 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 109% ของความจุเก็บกักปกติ ขณะนี้ระบายน้ำ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนเขื่อนพระราม 6 เมื่อเวลา 18.00 น. มีน้ำไหลผ่านประมาณ 696 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่การคาดการณ์ฝนยังมีแนวโน้มทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น จึงต้องจับตาสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อวางแผนระบายน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่จะไหลเข้ามาและไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำมากเกินไป
ด้านคลองรังสิตประยูรศักดิ์ จะติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมบริเวณสถานีสูบน้ำจุฬาลงกรณ์ รวมถึงประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำกึ่งถาวรปากคลองรังสิต เพื่อเพิ่มกำลังในการระบายน้ำออกจากพื้นที่ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ช่วยลดปริมาณน้ำที่สะสมอยู่ในคลองและพื้นที่โดยรอบ พร้อมเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการน้ำ หากมีปริมาณน้ำไหลเข้าพื้นที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้
ทั้งนี้ กรมชลประทานยังคงติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยจะนำข้อมูลฝนที่คาดการณ์ล่วงหน้า ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่าง และระดับน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำมาประกอบการปรับแผนระบายน้ำ เพื่อให้การบริหารน้ำเป็นไปอย่างสมดุล พร้อมลดผลกระทบและความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด